Follow Us

Story We Share

STORY UPDATE

เยือนอินเดีย..สัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งดินแดนภาราตะ

January 05, 2018 by Views 3,777 

            อินเดียเป็นประเทศที่มีความน่าสนใจอย่างมาก เพราะเป็นประเทศที่มีความหลากหลายของผู้คนและมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสวยงามเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรมที่สวยงามน่าสนใจ ดังนั้นประเทศอินเดียจึงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวจะต้องไปเยือนให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต หลายคนอาจจะคิดว่าการไปอินเดียนั้นยากลำบาก สำหรับใครที่ไม่ชอบวางแผนเที่ยวหรือไม่สะดวกที่จะวางแผนการเดินทางในอินเดียด้วยตัวเอง การทางกับทัวร์ดีดีเพื่อการท่องเที่ยวอันน่าประทับใจก็เป็นอีกทางเลือกที่ดี ที่จะสามารถเที่ยวอินเดียได้อย่างลงตัวในงบที่ไม่บานปลายอีกด้วย ถ้ายังไม่รู้ว่าจะไปกับที่ไหนขอแนะนำให้เข้าไปเช็คได้ที่ https://tourkrub.co ที่นี่เขาเป็นศูนย์รวมทัวร์ต่างประเทศมีหลายโปรแกรมให้ได้เลือกสรร            หากจะเริ่มต้นเที่ยวทัวร์อินเดียแล้วละก็ นักท่องเที่ยวอาจเริ่มต้นจาก นิวเดลีซึ่งเป็นเมืองหลวงของอินเดีย และมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย มีความทันสมัยเต็มไปด้วยย่านการค้าจำนวนมาก มีร้านอาหารอร่อยๆให้เลือกรับประทานมากมาย และเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความหลากหลายที่ผสมผสานกันระหว่างความทันสมัยและวิถีชีวิตแบบอินเดียดั้งเดิม           การเดินทางในนิวเดลีสามารถทำได้โดยการนั่งรถไฟฟ้า Metro ที่นักท่องเที่ยวสามารถนั่งจากสนามบินเข้าไปยังตัวเมืองนิวเดลีได้โดยไม่ต้องเช่ารถแท็กซี่หรือใช้บริการรถรับส่งจากสนามบินเข้าไปยังตัวเมือง เพราะสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยจะพบว่าการเดินทางบนท้องถนนในนิวเดลีนั้นมีความวุ่นวายมากเกินกว่าจะคาดเดาอย่างที่ไม่เคยเจอที่ไหน ดังนั้นหากจำเป็นต้องเดินทางโดยรถยนต์ในนิวเดลีนักท่องเที่ยวก็จะต้องเตรียมใจมามากพอสมควรแต่หากถือว่าเป็นประสบการณ์แปลกใหม่อีกอย่างหนึ่งของชีวิตก็ไม่ว่ากัน ซึ่งที่สนามบินนิวเดลีก็มีบริการรถแท็กซี่ให้ใช้บริการเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวที่เลือกจะขึ้นรถ Metro             นิวเดลีเป็นเมืองที่มีความทันสมัยและในขณะเดียวกันก็ยังเต็มไปด้วยวิถีชีวิตและบรรยากาศของอินเดียแบบดั้งเดิมซึ่งเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวอย่างหนึ่งของอินเดียที่ดึงดูดความสนใจของผู้มาเยือนให้อยากกลับมาเที่ยวที่นี่อีกหลายๆครั้ง นักท่องเที่ยวอาจเดินผ่านร้านค้าที่ทันสมัยรวมถึงร้านกาแฟชื่อดังที่มีสาขาทั่วโลกแต่ในเวลาอีกไม่นานก็อาจจะเห็นวัวเดินอยู่ตามท้องถนนและเดินผ่านร้านขายของบรรยากาศดั้งเดิมสไตล์อินเดียรวมถึงพ่อค้าแม่ค้าชาวอินเดียที่นำของท้องถิ่นอย่างผลไม้ ขนม ผ้าส่าหรีและสินค้าที่มีเอกลักษณ์ของความเป็นอินเดียอย่างสุดๆที่มารูปภาพ shutterstock.com             หากอยากชมบรรยากาศเมืองนิวเดลีโดยรอบ นอกจากจะใช้วิธีการเดินซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับบรรยากาศของเมืองได้ใกล้ชิดและอาจมีโอกาสได้พูดคุยกับคนอินเดียที่มักให้ความสนใจกับนักท่องเที่ยวต่างถิ่นเสมอแล้ว หากต้องการประหยัดเวลาและไม่อยากเดินให้เมื่อยก็สามารถเรียกใช้บริการ Rickshaw หรือรถสามล้อที่มีอยู่ด้วยกันสองแบบคือแบบที่ใช้คนถีบเองเหมือนกับสามล้อบ้านเราหรือแบบออโต้ที่ใช้เครื่องยนต์ที่มีความใกล้เคียงกับรถตุ๊กตุ๊กในเมืองไทยมากที่ช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางไปได้มากทีเดียว            เมื่อมาเยือนนิวเดลี สถานที่สำคัญที่นักท่องเที่ยวจะต้องมาเยือนเปรียบเสมือนเป็นจุด Landmark ของที่นี่ก็คือ  India Gate หรือประตูเมืองอินเดีย ที่มีความคล้ายคลึงกับประตูชัยของฝรั่งเศสสร้างขึ้นจากหินทรายเป็นแท่งทึบ ซึ่งประตูเมืองแห่งนี้สร้างเป็นอนุสรณ์แก่ทหารอินเดียที่พลีชีพในสงครามครั้งสำคัญของประเทศ ---> แผนที่ India Gate             ออกจากประตูอินเดีย นักท่องเที่ยวที่ยังอยากเที่ยวชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ก็สามารถเดินทางไปชมป้อมแดง หรือ Red Fort ที่สร้างขึ้นโดยกษัตริย์แห่งราชวงศ์โมกุลองค์เดียวที่เคยทรงสร้างทัชมาฮาลมาก่อน ซึ่งในปัจจุบันนี้ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีฉลองเอกราชของอินเดียเป็นประจำทุกปี ป้อมแดงแห่งนี้สร้างขึ้นจากหินทรายแดง มีขนาดใหญ่โตมาก ภายในมีการประดับตกแต่งอย่างวิจิตรสวยงามมาก ---> แผนที่ Red Fort               หากนักท่องเที่ยวต้องการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของอินเดียให้มากขึ้นกว่าเดิมก็สามารถเดินทางไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอินเดียที่รวบรวมเอาศิลปวัตถุที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของอินเดียเอาไว้กว่า 150,000 ชิ้นที่มีความเป็นมากว่า 5,000 ปีที่นักท่องเที่ยวสามารถดื่มด่ำกับชิ้นส่วนของประวัติศาสตร์อันยาวนานได้อย่างเต็มอิ่ม            สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดก็คือ Qutab Minar หรือ กุตับมีนาร์ ซึ่งเป็นหอสูงที่สร้างโดยกษัตริย์ฮินดูที่เดิมมีประสงค์เพื่อให้พระราชธิดาของพระองค์ได้ขึ้นไปดูแม่น้ำยมุนาในขณะสวดมนต์ และต่อมาก็ได้มีการสร้างเสริมต่อเติมขึ้นอีกหลายครั้งจากกษัตริย์หลายยุคหลายสมัยจนมาถึงปัจจุบันที่อยู่ในรูปแบบของหอศิลปกรรมแบบฮินดูผสมมุสลิมที่มีความสวยงามแปลกตา             ไม่เพียงแค่นี้นิวเดลียังมีสถานที่ที่น่าสนใจน่าไปเยือนอีกมากมาย นักท่องเที่ยวที่สนใจอยากเที่ยวนิวเดลีและไม่อยากพลาดที่สำคัญที่ไหน สามารถเข้าไปดูที่ทัวร์ครับ ที่จะพาคุณเที่ยวสถานที่สำคัญในนิวเดลี ในราคาสบายๆ ท่องเที่ยวอย่างใจตามลิงค์นี้ได้เลย https://tourkrub.co/india-tour หรือ จะคลิ๊กง่ายๆที่นี่ แล้วคุณจะเข้าไปที่เว็บไซต์ทัวร์ครับหน้าตาแบบนี้                 สุดท้ายนี้ขอให้ทุกท่านได้สัมผัสกับอินเดียดินแดนแห่งอู่อารยธรรมของโลก และเก็บเกี่ยวประสบการณ์อันแสนตื่นตาตื่นใจนี้ให้ได้อย่างน้อยสักครั้งในชีวิต รับรองว่าคุณจะประทับใจไม่รู้ลืม    

เยือนอินเดีย..สัมผัสมนต์เสน่ห์แห่งดินแดนภาราตะ

January 05, 2018 by Views 3,777 

            อินเดียเป็นประเทศที่มีความน่าสนใจอย่างมาก เพราะเป็นประเทศที่มีความหลากหลายของผู้คนและมีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสวยงามเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ และศิลปวัฒนธรรมที่สวยงามน่าสนใจ ดังนั้นประเทศอินเดียจึงเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวจะต้องไปเยือนให้ได้สักครั้งหนึ่งในชีวิต หลายคนอาจจะคิดว่าการไปอินเดียนั้นยากลำบาก สำหรับใครที่ไม่ชอบวางแผนเที่ยวหรือไม่สะดวกที่จะวางแผนการเดินทางในอินเดียด้วยตัวเอง การทางกับทัวร์ดีดีเพื่อการท่องเที่ยวอันน่าประทับใจก็เป็นอีกทางเลือกที่ดี ที่จะสามารถเที่ยวอินเดียได้อย่างลงตัวในงบที่ไม่บานปลายอีกด้วย ถ้ายังไม่รู้ว่าจะไปกับที่ไหนขอแนะนำให้เข้าไปเช็คได้ที่ https://tourkrub.co ที่นี่เขาเป็นศูนย์รวมทัวร์ต่างประเทศมีหลายโปรแกรมให้ได้เลือกสรร            หากจะเริ่มต้นเที่ยวทัวร์อินเดียแล้วละก็ นักท่องเที่ยวอาจเริ่มต้นจาก นิวเดลีซึ่งเป็นเมืองหลวงของอินเดีย และมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจมากมาย มีความทันสมัยเต็มไปด้วยย่านการค้าจำนวนมาก มีร้านอาหารอร่อยๆให้เลือกรับประทานมากมาย และเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความหลากหลายที่ผสมผสานกันระหว่างความทันสมัยและวิถีชีวิตแบบอินเดียดั้งเดิม           การเดินทางในนิวเดลีสามารถทำได้โดยการนั่งรถไฟฟ้า Metro ที่นักท่องเที่ยวสามารถนั่งจากสนามบินเข้าไปยังตัวเมืองนิวเดลีได้โดยไม่ต้องเช่ารถแท็กซี่หรือใช้บริการรถรับส่งจากสนามบินเข้าไปยังตัวเมือง เพราะสำหรับคนที่ไม่คุ้นเคยจะพบว่าการเดินทางบนท้องถนนในนิวเดลีนั้นมีความวุ่นวายมากเกินกว่าจะคาดเดาอย่างที่ไม่เคยเจอที่ไหน ดังนั้นหากจำเป็นต้องเดินทางโดยรถยนต์ในนิวเดลีนักท่องเที่ยวก็จะต้องเตรียมใจมามากพอสมควรแต่หากถือว่าเป็นประสบการณ์แปลกใหม่อีกอย่างหนึ่งของชีวิตก็ไม่ว่ากัน ซึ่งที่สนามบินนิวเดลีก็มีบริการรถแท็กซี่ให้ใช้บริการเพื่ออำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวที่เลือกจะขึ้นรถ Metro             นิวเดลีเป็นเมืองที่มีความทันสมัยและในขณะเดียวกันก็ยังเต็มไปด้วยวิถีชีวิตและบรรยากาศของอินเดียแบบดั้งเดิมซึ่งเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวอย่างหนึ่งของอินเดียที่ดึงดูดความสนใจของผู้มาเยือนให้อยากกลับมาเที่ยวที่นี่อีกหลายๆครั้ง นักท่องเที่ยวอาจเดินผ่านร้านค้าที่ทันสมัยรวมถึงร้านกาแฟชื่อดังที่มีสาขาทั่วโลกแต่ในเวลาอีกไม่นานก็อาจจะเห็นวัวเดินอยู่ตามท้องถนนและเดินผ่านร้านขายของบรรยากาศดั้งเดิมสไตล์อินเดียรวมถึงพ่อค้าแม่ค้าชาวอินเดียที่นำของท้องถิ่นอย่างผลไม้ ขนม ผ้าส่าหรีและสินค้าที่มีเอกลักษณ์ของความเป็นอินเดียอย่างสุดๆที่มารูปภาพ shutterstock.com             หากอยากชมบรรยากาศเมืองนิวเดลีโดยรอบ นอกจากจะใช้วิธีการเดินซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับบรรยากาศของเมืองได้ใกล้ชิดและอาจมีโอกาสได้พูดคุยกับคนอินเดียที่มักให้ความสนใจกับนักท่องเที่ยวต่างถิ่นเสมอแล้ว หากต้องการประหยัดเวลาและไม่อยากเดินให้เมื่อยก็สามารถเรียกใช้บริการ Rickshaw หรือรถสามล้อที่มีอยู่ด้วยกันสองแบบคือแบบที่ใช้คนถีบเองเหมือนกับสามล้อบ้านเราหรือแบบออโต้ที่ใช้เครื่องยนต์ที่มีความใกล้เคียงกับรถตุ๊กตุ๊กในเมืองไทยมากที่ช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางไปได้มากทีเดียว            เมื่อมาเยือนนิวเดลี สถานที่สำคัญที่นักท่องเที่ยวจะต้องมาเยือนเปรียบเสมือนเป็นจุด Landmark ของที่นี่ก็คือ  India Gate หรือประตูเมืองอินเดีย ที่มีความคล้ายคลึงกับประตูชัยของฝรั่งเศสสร้างขึ้นจากหินทรายเป็นแท่งทึบ ซึ่งประตูเมืองแห่งนี้สร้างเป็นอนุสรณ์แก่ทหารอินเดียที่พลีชีพในสงครามครั้งสำคัญของประเทศ ---> แผนที่ India Gate             ออกจากประตูอินเดีย นักท่องเที่ยวที่ยังอยากเที่ยวชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ก็สามารถเดินทางไปชมป้อมแดง หรือ Red Fort ที่สร้างขึ้นโดยกษัตริย์แห่งราชวงศ์โมกุลองค์เดียวที่เคยทรงสร้างทัชมาฮาลมาก่อน ซึ่งในปัจจุบันนี้ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีฉลองเอกราชของอินเดียเป็นประจำทุกปี ป้อมแดงแห่งนี้สร้างขึ้นจากหินทรายแดง มีขนาดใหญ่โตมาก ภายในมีการประดับตกแต่งอย่างวิจิตรสวยงามมาก ---> แผนที่ Red Fort               หากนักท่องเที่ยวต้องการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของอินเดียให้มากขึ้นกว่าเดิมก็สามารถเดินทางไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติอินเดียที่รวบรวมเอาศิลปวัตถุที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของอินเดียเอาไว้กว่า 150,000 ชิ้นที่มีความเป็นมากว่า 5,000 ปีที่นักท่องเที่ยวสามารถดื่มด่ำกับชิ้นส่วนของประวัติศาสตร์อันยาวนานได้อย่างเต็มอิ่ม            สถานที่ท่องเที่ยวอีกแห่งหนึ่งที่นักท่องเที่ยวไม่ควรพลาดก็คือ Qutab Minar หรือ กุตับมีนาร์ ซึ่งเป็นหอสูงที่สร้างโดยกษัตริย์ฮินดูที่เดิมมีประสงค์เพื่อให้พระราชธิดาของพระองค์ได้ขึ้นไปดูแม่น้ำยมุนาในขณะสวดมนต์ และต่อมาก็ได้มีการสร้างเสริมต่อเติมขึ้นอีกหลายครั้งจากกษัตริย์หลายยุคหลายสมัยจนมาถึงปัจจุบันที่อยู่ในรูปแบบของหอศิลปกรรมแบบฮินดูผสมมุสลิมที่มีความสวยงามแปลกตา             ไม่เพียงแค่นี้นิวเดลียังมีสถานที่ที่น่าสนใจน่าไปเยือนอีกมากมาย นักท่องเที่ยวที่สนใจอยากเที่ยวนิวเดลีและไม่อยากพลาดที่สำคัญที่ไหน สามารถเข้าไปดูที่ทัวร์ครับ ที่จะพาคุณเที่ยวสถานที่สำคัญในนิวเดลี ในราคาสบายๆ ท่องเที่ยวอย่างใจตามลิงค์นี้ได้เลย https://tourkrub.co/india-tour หรือ จะคลิ๊กง่ายๆที่นี่ แล้วคุณจะเข้าไปที่เว็บไซต์ทัวร์ครับหน้าตาแบบนี้                 สุดท้ายนี้ขอให้ทุกท่านได้สัมผัสกับอินเดียดินแดนแห่งอู่อารยธรรมของโลก และเก็บเกี่ยวประสบการณ์อันแสนตื่นตาตื่นใจนี้ให้ได้อย่างน้อยสักครั้งในชีวิต รับรองว่าคุณจะประทับใจไม่รู้ลืม    

Why we should meditate?

June 18, 2014 by Sasha Views 2,175 

 Why we should meditate? I recommend everyone watch this video, which show us how suffering of all living being from “Birth, Old age, Sickness and Death”. This cycle of life is never end and the only way to free from the Samsara was discovered by the Lord Buddha…And the meditation is the Key.   http://youtu.be/iFXSPncppPI   Let’s give yourself the chance to mediation…then you can prove by yourself.   ขอบคุณภาพจาก :  http://www.ibcoball.com

STORY BY MEMBER

WHAT’S NEW

5 ของฝากแสนอร่อยจากเมืองตรัง

สายหวานต้องจัด 5 ของฝากแสนอร่อยจากเมืองตรัง     นอกจากการเที่ยวชมสถานที่สำคัญ รวมถึงหม่ำของอร่อยอันขึ้นชื่อของจังหวัดนั้นๆ แล้ว “การซื้อของฝาก” ถือเป็นอีกหนึ่งในเช็คลิสต์ที่สำคัญของเหล่านักท่องเที่ยวอย่างเราๆ ไม่ควรพลาด ก็แหม...แต่ละจังหวัดมีของดีของเด่นแตกต่างกันไปเอาเป็นว่าใครมีพิกัดท่องเที่ยวล่าสุดอยู่ที่เมืองตรัง มาดูของฝากแสนอร่อยของที่นี่กันดีกว่า ว่าเจ้าไหนเด็ด เมนูไหนปัง! เตรียมเงินให้พร้อม แล้วออกไปชิมกัน     1. ขนมเปี๊ยะ ร้านขนมเปี๊ยะซอย 9   รูปภาพจาก: https://www.facebook.com/TheNineByPiaSoi9/   ● พิกัด: 231/1 ซอยห้วยยอด 9 ถนนห้วยยอดต.ทับเที่ยงอ.เมืองตรัง ● โทร: 0-7522-2734, 08-9474-6892เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา 07.00-19.00 น.   สร้างชื่อมายาวนานกว่าสิบปี ฮอตฮิตชนิดที่มีคำกล่าวว่า ไปเที่ยวเมืองตรังหากยังไม่ได้ลองรับประทาน “ขนมเปี๊ยะซอย 9” ถือว่ายังไปไม่ถึง จุดเด่นของขนมเปี๊ยะซอย 9 อยู่ที่รสชาติอันกลมกล่อม ชิ้นใหญ่เต็มปากเต็มคำแป้งเปลือกนอกบางกรอบอร่อยแต่ภายในยังมีไส้อ่อนนุ่มนวลละมุนลิ้น สำหรับไส้ที่ไม่ควรพลาดคือ ไส้เผือกหอมไข่เค็ม     2. ขนมจีบ ร้านขนมป้าพิณ   รูปภาพจาก: https://www.facebook.com/papintrang   ● พิกัด: 30 หมู่10 ต.ลำภูราอ.ห้วยยอด ● โทร: 0-7526-6096, 08-4308-0333   ขนมจีบสูตรลับพิเศษเนื้อแป้งบางกรอบเคล็ดลับความอร่อยอยู่ที่ไส้ใช้ไข่เป็ดไล่ทุ่งซึ่งจะปล่อยให้หาอาหารกินเองตามธรรมชาติไข่ที่ออกมาจึงเป็นไข่ปลอดสารพิษ ทั้งยังมีสีแดงทำให้สังขยามีกลิ่นและรสชาติที่หอมเข้มข้นกลมกล่อม มีให้เลือกทั้งแบบดั้งเดิมรูปสามเหลี่ยม และขนมจีบสังขยาตัวกลม ซึ่งป้าพิณทำเป็นเจ้าแรกในประเทศไทย     3. ขนมเปี๊ยะยิ้ม โรงแรมธรรมรินทร์ธนา   รูปภาพจาก: https://www.facebook.com/royyim.trang   ● พิกัด: 69/8 ต.โคกหล่อ อ.เมืองตรังนอกจากนี้ยังมีขายที่สนามบินตรังด้วย ● โทร: 0-7522-3223 ต่อ2029, 08-9729-7200   อีกหนึ่งขนมเปี๊ยะที่ดังไกลไปทั่วประเทศ อารมณ์ประมาณว่าบอกต่อกันปากต่อปาก โดยจุดเด่นของขนมเปี๊ยะยิ้มอยู่ที่รสชาติอร่อยกลมกล่อม แป้งกรอบ ไส้อัดแน่นใส่มาแบบเต็มสตรีมชนิดที่ว่ากัดคำไหนก็เจอไส้เต็มๆ ที่สำคัญขนมของที่นี่จะทำสดใหม่ทุกวัน สะอาด ปราศจากสารกันบูดสำหรับไส้ที่ไม่ควรพลาดคือ ไส้เผือกหอม   4. เค้กขุกมิ่ง ร้านขุกมิ่ง   รูปภาพจาก: www.kookming.com ● พิกัด: 5 - 6 หมู่ที่3 ถ.เพชรเกษมต.ลำภูราอ.ห้วยยอด ● โทร: 0-7528-4080, 0-7528-4118   เค้กขุกมิ่งเป็นเค้กที่ผลิตมากรรมวิธีแบบโบราณอาศัยการตีขึ้นของไข่กับน้ำตาลโดยไม่ใช้ผงฟูหรือสารสังเคราะห์ใดมาช่วยทั้งสิ้นเรียกว่าวัตถุดิบจากธรรมชาติล้วนๆ ปราศจากวัตถุกันเสียเจือปน เนื้อเค้กแน่นแต่นุ่ม ให้รสสัมผัสที่ละมุนละไม ไม่ติดคอ ทั้งยังมีกลิ่นหอมแถมยังไม่หวานจัด ทานได้เรื่อยๆสำหรับเค้กที่ไม่ควรพลาดคือ เค้กกาแฟ   5. เค้ก ร้านริชชี่     ● พิกัด: 83/13-14 ถนนรัษฎาต.ทับเที่ยงอ.เมืองตรัง ● โทร: 0-7521-5595 เปิดทุกวันตั้งแต่เวลา10.00-22.00 น.   ร้านอาหารยุคแรกๆของตรังที่มาในแนวอาหารแนวร่วมสมัยตกแต่งอย่างสวยงามเมนูมีทั้งอาหารคาวและขนมเบเกอรี่ ในส่วนของเมนูเค้กของที่นี่บอกเลยว่าเด็ดจริงอะไรจริง รสชาติออกแนวละมุนละไม ใช้วัตถุดิบที่คัดสรรมาอย่างดี ใส่มาแบบไม่หวงเครื่อง ที่สำคัญรสชาติไม่หวานจัด สำหรับเค้กที่ไม่ควรพลาดคือ เค้กมะพร้าวอ่อน   เพื่อให้ทริปท่องเที่ยวของเราเป็นไปอย่างราบรื่น ได้ช้อปชิมของฝากถูกใจ แถมได้พักผ่อนไปอีก เราแนะนำให้จองที่พักที่ตรังให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นในเมือง เพื่อการลิ้มลองของฝาก หรือจะเป็นที่พักตรังอารมณ์รีสอร์ทริมทะเล หากต้องการพักผ่อน บอกเลยจองได้ที่ Traveloka เพราะเขามีที่พักหลากสไตล์หลายราคาในเมืองตรัง รวมไปถึงริมทะเลต่างๆ จัดมาให้เลือกแบบละลานตา เสิร์ชง่ายจองง่ายที่สำคัญ ราคาดีงาม ทีนี้ก็เหลือเงินไว้ซื้อของฝากสายหวานได้อย่างเต็มที่

Top Stories

  • Transition

    by Sasha

    In addition, Furthermore, Moreover, Another ใช้อย่างไร สวัสดีค่ะ วันนี้เรามีเรื่องของคำจำพวก “Transition”  มาแชร์กันนะคะ ซึ่งคำที่เลือกมาเป็นคำที่มีความหมายในเชิง “เพิ่มเติม” ซึ่งกลุ่มคำนี้สำคัญ ๆ มากโดยเฉพาะเวลาสอบทำสอบของ IELTS และ TOELF โดย 4 คำนี้ คือ In addition (to),  Furthermore, Moreover และ Another   “Transition” ส่วนใหญ่มักใช้สำหรับในการเปลี่ยนข้อคิดเห็นสิ่งที่พูดอยู่ไปยังอีกข้อคิดเห็นนึง ซึ่งเปรียบเป็นสะพานในการส่งต่อความคิด เชื่อมความคิด “Transition” = “Bridge” และยังทำให้ประโยคผู้อ่านหรือผู้ฟังคล้อยตามเรื่องที่กล่าวได้ง่ายและน่าสนใจอีกด้วย  เรามาดูกันเลยค่ะ    In addition (to) (Adv.) = นอกจากนั้น (เป็นการพูดเปิดเพื่อแนะนำไอเดียบางอย่าง) Furthermore (Adv.) = นอกจากนี้ (เป็นการพูดเพิ่มเติมไอเดียบางอย่าง)   ส่วนใหญ่แล้วมักจะใช้บ่อย ๆ แค่ 2 ไอเดีย แต่ถ้าเวลาเขียนบทความพวก Assay อาจมี 3-4 ไอเดีย ก็สามารถใช้คำต่อไปนี้เพิ่มเติมได้   Moreover (Adv.) = ยิ่งกว่านั้น, จากนั้น (เป็นการพูดเพิ่มเติมไอเดียบางอย่าง) Another (Adj.) = อย่างอื่น, อีกหนึ่ง (เป็นการกล่าวเสริมเพิ่มเติมอีกไอเดีย)   เรามาดูตัวอย่างประโยคกัน His laziness caused the company to perform badly last quarter. Moreover, his attitude toward the board has put his job in jeopardy.   บทวิเคราะห์รูปประโยค เริ่มต้นที่ประโยคแรก บอกว่าผู้ชายคนนี้ “laziness” และอีกประโยคเสริมเกี่ยวผู้ชายคนนี้เรื่อง “attitude” โดยมีคำว่า Moreover เป็นตัวเชื่อมไอเดีย ความจริงจะเขียนให้เป็นประโยคเดียวกันได้ แต่ถ้าต้องการเน้นว่า “attitude” ไปเสริม “laziness” ควรเขียนแยกเป็นสองประโยคดีกว่า สำหรับ Moreover ในประโยคนี้สามารถใช้ In additional (to) หรือ Furthermore แทนกันได้   ตัวอย่างที่เป็นหลายย่อหน้า …So the internet not only helps people connect to friends and family anywhere in the world, it also makes it cheap to do so.   In addition to friends + family… Moreover/Furthermore/Another reason, the internet provides companies …   บทวิเคราะห์รูปประโยค ย่อหน้าแรก เป็นการกล่าวโดยใช้ความคิดเห็น แบบส่วนตัว (Personal idea) และย่อหน้าสุดท้าย เป็นการแสดงความคิดเห็นเชื่อมประโยคโดยใช้ In addition to และ Moreover   อย่างไรก็ตามเราสามารถสรุปเป็นหลักง่าย ๆ ว่าทั้ง 4 คำนี้ให้ความหมายเหมือนกัน แต่เมื่อนำมาใช้ในรูปประโยคต้องทำให้รับรู้ได้ว่ามีการนำเสนอไอเดีย มากกว่าหนึ่งเสมอ   ในประเด็นที่ผู้สอบ IELTS หรือ TOELF มักจะใช้ 4 คำนี้ ผิดพลาดกันคือ... คำในกลุ่ม Transition เป็นการเพิ่มข้อคิดเห็นหรือไอเดีย เมื่อกล่าวจบประโยค ผู้ฟังควรได้รับรู้ว่ามี 2 ประเด็น แต่ผู้เขียนกลับลืมใส่ประเด็นที่ 2 สุดท้ายก็มีแค่ 1 ประเด็น จึงกลายเป็นความผิดพลาด   ลองสังเกตกันดูนะคะในเวลที่เราฝึกอ่านภาษาอังกฤษ หรือ เวลาที่เราฝึกเขียน และใช้ Transtion ก็อย่าลืมว่าต้องมีมากกว่า 1 ประเด็นความคิด จะได้ไม่พลาดกันนะคะ   ขอบคุณภาพจากเว็บไซดhttp://www.cheshire.k12.ct.us/dodd/for-students/transition

    Views 95,814 
  • เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน ไปเองได้ไม่ง้อทัวร์

    by tommanoon

    สงกรานต์ในปีนี้ ไม่ได้เปียกน้ำซักหยด เพราะไป เที่ยวสิงคโปร์ ตั้งแต่วันที่ 13 – 16 เมษายน 54 กว่าจะกลับกรุงเทพฯ เค้าก็เลิกเล่นสงกรานต์กันแล้ว เดือนนี้ขอเขียนแนวท่องเที่ยวต่างแดน ที่สิงคโปร์นะครับ เป็นประเทศที่ไปเที่ยวง่าย ไม่ต้องใช้ Visa ปลอดภัย นั่งเครื่องเพียง 2 ชั่วโมง ไปเองได้ ไม่ต้องง้อทัวร์ ทริปนี้จองตั๋วเครื่องบินล่วงหน้าตั้งแต่ สัปดาห์แรก ของมกราคม ดูหลายสายการบิน ตั้งแต่ Low cost Air asia, Jet star, Tiger airway, Singapore airway และ Cathay Pacific ราคาของสายการบิน Low cost ไม่ได้ถูกไปกว่า Full service อย่าง Cathay Pacific เท่าไหร่นัก เลยสรุปว่าเลือกที่จะบินกับ Cathay Pacific ดีกว่า เที่ยวไป CX713 เที่ยวกลับ CX712 ผลของการจองล่วงหน้าถึง 4 เดือนทำให้ได้ราคาถูก ค่าตั๋ว ไป-กลับ ต่อคน เพียง 5,300 บาท รวมภาษีแล้ว อยู่ที่คนละประมาณ 7,500 บาท ราคานี้โหลดกระเป๋าได้คนละ 20 กิโลกรัม และมีอาหารให้ทานบนเครื่อง บินในช่วงวันหยุดสงกรานต์ด้วย คุ้มมากๆ ครับ สายการบิน Cathay Pacific เค้าจะมีให้ทำ Web Check-in ได้ล่วงหน้า 2 วัน เราจะต้องรีบทำ Web Check-in เพื่อที่จะเลือกที่นั่งดีๆ หลักการก็คล้ายๆ Web Check-in ของ Air asia แหล่ะครับ คลิ๊กๆ 2-3 ทีก็เสร็จ เพื่อเป็นการไม่ประมาท เราไปถึงสนามบินล่วงหน้า 3 ชั่วโมง กลัวแถว Check in ยาว กลัวรอ ตม. ตรวจนาน เที่ยวบินของเราเป็นรอบ 11.45 น. มองหาเกท เช็คอินของคาเธ่ย์ แปซิฟิก เค้าท์เตอร์ เปิดอยู่หลายช่องเลยครับ แต่มีช่องพิเศษสำหรับ Web check-in / Drop Baggage ซึ่งไม่มีคนรอเลย เราก็เลยไปเข้าช่องนั้น เพราะเราทำ Web check in มาแล้ว พนักงานเค้าจะขอดูบัตรเครดิตที่เราใช้จองด้วย ใครจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิตอย่าลืมเอาบัตรใบนั้นไปด้วยนะครับ สะดวก รวดเร็วมาก ไม่ต้องรอคิว ก่อนเดินทางผมได้ไปแลกเงินบาทเป็นเงินดอลล่าร์สิงคโปร์ (SGD) ที่ Super rich แต่ไม่สามารถแลกได้ เพราะเค้าไม่มีแบงค์ย่อย มีแต่แบงค์ 1000 SGD ซึ่งแบงค์ใบนี้ใบเดียว ต้องใช้เงินไทยแลกถึง ประมาณ 24,xxx บาท โอ้…ใครจะกล้าแลกครับเนี่ย ทริปนี้ผมว่าจะแลกไป 12,000 บาท ก็คิดว่าเหลือๆ แล้ว เลยตัดสินใจว่าจะแลกเอาที่สนามบิน แม้เรทแพงหน่อยแต่ก็สะดวกดี ในกระเป๋าผมมีทั้งเงินบาทและเงินหยวนของจีน (CNY) ที่เหลือจากทริปที่แล้ว เงินหยวนตีเป็นบาทได้ประมาณหมื่นกว่าบาท ที่ Exchange บอกว่าถ้าจะเอาเงินหยวนไปแลกเป็นดอลล่าร์สิงคโปร์ จะต้องแปลง 2 รอบ CNY –> THB และ THB –> SGD ดูแล้วขาดทุนย่อยยับต้องเสียค่าแลกเปลี่ยนถึง 2 ครั้ง เลยเอาเงินบาทไปแลกสิงคโปร์มา 100 SGD (2,437 บาท) ใช้แก้ขัดไปก่อน แล้วค่อยเอาเงินหยวนไปแลกดอลล่าร์สิงคโปร์ ที่สิงคโปร์เอา วันนี้รอคิว ตม. ไม่นาน คงเป็นเพราะช่วงใกล้เที่ยง เที่ยวบินไม่เยอะ และ ตม. ก็เปิดอยู่หลายช่องเหมือนกัน มีเวลาเหลือพอที่จะเดินดูของ Duty free ได้จนเบื่อ สนามบินสุวรรณภูมิ เป็นสนามบินที่มีร้านค้าเยอะมาก เป็นของ King power ทั้งนั้นเลย และแล้วเครื่องบินเที่ยว CX713 ก็มาเทียบงวงช้างแล้วครับ เอาคนมาลงที่เกทนี้ แล้วก็รับคนขึ้นที่เกทนี้เช่นกัน     เที่ยวบิน CX713 เป็นเครื่องบินลำใหญ่ จัดที่นั่งแบบ ซ้าย 3, กลาง 3 และ ขวา 3 พร้อมจอทีวีส่วนตัว (PTV) ทุกที่นั่ง + หูฟัง เบาะกว้าง นั่งสบาย ตามมาตราฐาน สังเกตุว่าผู้โดยสารในลำนี้เป็นคนจีนเยอะเหมือนกัน คงเป็นเพราะสายการบินคาเธ่ย์ เป็นสายการบินของฮ่องกง   พอเครื่องขึ้นไปได้ซักพัก แอร์โฮสเตสก็จะแจกแบบฟอร์มเข้าเมืองสิงคโปร์ (Embarkation form) ให้เรากรอก อย่าลืมใส่ที่อยู่โรงแรมในสิงคโปร์ไปด้วยนะครับ กรอกให้ครบจะได้ไม่เสียเวลาที่ด่าน ตม. ใบ ตม. สิงคโปร์ ด้านหน้า (คลิกที่ภาพเพื่อขยาย) ใบ ตม. สิงคโปร์ ด้านหลัง (คลิกที่ภาพเพื่อขยาย) ผมทำคำแปลใบ ตม. สิงคโปร์ เป็นตัวอย่างมาให้แล้ว กรอกตามได้เลยครับ  หลังจากนั้นแอร์โฮสเตส ก็แจกอาหารให้กับ First class, Business class แล้วค่อยมายัง Economy อาหารก็จะมี หมู, เนื้อ, ปลา ให้เลือก ผมเลือกเป็นปลาครับ ในเซ็ทนี้ก็จะมี ข้าวกล่อง 1 กล่อง, ขนมปัง 1 ก้อน + เนย, วุ้น, ผลไม้ และเครื่องดื่ม ถ้ากินหมดนี่ก็อิ่มเลยครับ ลงจากเครื่องแล้วไม่ต้องไปหากินอีก   เครื่องบินจอดเทียบงวงช้างที่ Terminal 1 ซึ่งเป็น Terminal ของสายการบินทั่วไป จากนั้นก็ต้องลงไปที่ ตม. สิงคโปร์ (Arrival Immigration) ผมหาแผนที่แจกฟรีที่สนามบิน เหมือนว่าจะไม่เห็น จำได้ว่าคราวที่แล้ว มีแจกเยอะเลย หรือแผนที่วางอยู่ที่ไหนครับ ใครทราบช่วยบอกที ที่ด่าน ตม. คนค่อนข้างเยอะเป็นพิเศษ น่าจะเป็นคนไทยเยอะที่สุด เพราะเป็นวันหยุดสงกรานต์ของบ้านเรา ใครที่ยังไม่ได้กรอกใบ Immigration form เค้าก็มีให้กรอก และยังมีคำแปลเป็นภาษาต่างๆ ให้ด้วย เช่น ภาษาญี่ปุ่น, มาเลเซีย, ฝรั่งเศส, เกาหลี แต่ผมไม่ได้ดูว่ามีภาษาไทยหรือเปล่า ใครที่กังวลว่า ตม. สิงคโปร์เค้าจะถามเยอะ กลัวว่าจะสื่อสารไม่ได้ ผมบอกได้เลยครับ ว่าตั้งแต่ต่ออยู่ปลายแถว ไม่เห็นเค้าจะถามใครเป็นเรื่องเป็นราวเลย หรือว่าวันนี้เครื่องลงเยอะก็ไม่รู้ อย่างมากก็อ่านชื่อ – นามสกุลเรา เราก็พยักหน้ารับ เท่านั้นพอ แล้วก็ปั๊มตรา ผ่านไปได้ การเดินทางจากสนามบิน Changi เข้าไปยังตัวเมือง วิธีที่สะดวกและประหยัดที่สุดก็คงเป็นรถไฟฟ้า เราสามารถขึ้นรถไฟฟ้าได้ที่ Terminal 2 และ 3 เท่านั้น ดังนั้นเราจะต้องไปขึ้นรถไฟฟ้าที่ Terminal 2 รถไฟฟ้าที่วิ่งระหว่าง Terminal 1-2, 2-3 จะเป็นรถไฟฟ้าขบวนสั้นๆ ไม่มีคนขับ มาทุกๆ 3-5 นาที ให้บริการฟรี   และแล้วเราก็มาถึงสถานีรถไฟฟ้า Changi Airport อย่างแรกเลยก็ต้องซื้อบัตรโดยสาร EZ link ใหม่ เดินไปที่ Counter แล้วบอกเค้าว่า “New EZ link 2 cards” จะต้องจ่ายค่าบัตรโดยสารใบละ 12 SGD จะแบ่งเป็นค่าบัตร 5 SGD และมูลค่า ในบัตร 7 SGD ใครที่คิดว่าจะขอยืม EZ link คนอื่นไปใช้ ผมว่าซื้อเองเลยก็สะดวกดีครับ เสียค่าบัตรไปเปล่าๆ 5 SGD (ประมาณ 120 บาท) เอง ค่าส่งบัตรไปๆ มาๆ ขับรถไปเอา เผลอๆ จะแพงกว่าด้วยครับ ตอนที่ซื้อตั๋วอย่าลืมขอแผนที่รถไฟฟ้าเค้ามาด้วยนะครับ เค้ามีแจกฟรี ซื้อบัตรโดยสารแบบไหนดี? ผมเคยคิดหลายครั้งแล้วว่าจะซื้อ EZ link, Tourist pass หรือ Standard Ticket ดี สรุปว่าได้ข้อดี ข้อเสียตามนี้ครับ EZ link : เสียค่าบัตรไปเปล่าๆ 5 SGD (ประมาณ 120 บาท) บัตรมีอายุ 5 ปี ข้อดีคือสะดวก บัตรเดียวใช้ได้ทั้ง MRT, Bus, ใช้ซื้อของใน 7-eleven ได้ และจ่ายค่า Sentosa Express ได้ด้วย ถ้าคิดว่าจะกลับมาเที่ยวสิงคโปร์อีกก็ซื้อ EZ link เลยครับ Tourist pass : หาซื้อบัตรยาก หาที่คืนบัตรยาก นับวันตามวันที่ ไม่ได้นับเป็น 24 ชั่วโมงจากที่ออกบัตร คิดเหมาที่วันละ 8 SGD + มัดจำบัตร 10 SGD ซึ่งถ้าใช้ EZ link เดินทางทั้งวัน ปกติแล้วจะใช้ไม่เกินวันละ 8 SGD ถ้าซื้อครอบคลุมวันไป – วันกลับ จะขาดทุน 2 วัน คือวันไป – วันกลับ เพราะเดินทางน้อย ข้อดีคือ คืนบัตรได้มัดจำคืน 10 SGD ถ้าจะซื้อบัตร Tourist pass แนะนำให้ซื้อแบบวันเดียวครับ ราคา 8 + 10 SGD แล้วใช้ในวันที่เดินทางเยอะๆ วันรุ่งขึ้นบัตร Tourist pass ที่หมดอายุแล้วสามารถเติมเงินใช้เป็นบัตร EZ link ได้ และสามารถ refund บัตรคืนมัดจำ (10 SGD) และเงินในบัตรได้หมดเลย Standard Ticket : ซื้อบัตรเป็นเที่ยวๆ บัตรมีมัดจำ 1 SGD เมื่อถึงสถานีปลายทาง ก็คืนบัตรกับตู้ ได้มัดจำคืนหมด แต่จะไม่สะดวกในกรณีที่เดินทางไปหลายๆ ที่ ป.ล. บัตรโดยสารที่กล่าวมาทุกชนิดต้องใช้ 1 คน ต่อ 1 ใบนะครับ บัตรที่แตะผ่านทางเข้าไปแล้วจะแตะทางเข้าซ้ำไม่ได้   บัตร EZ link ที่ซื้อมาใหม่จะมีเงินในนั้น 7 SGD เราสามารถเติมเงินได้ที่ตู้เติมเงิน โดยวางบัตรในที่วางบัตร เลือก Top up แล้วใส่เงินเข้าไป ขั้นต่ำ 10 SGD กดยืนยัน ก็เป็นอันเสร็จ การเดินทางจากสนามบิน (Changi Airport) เข้าเมือง ให้นั่งสายสีเขียว East West Line จากสถานี Changi Airport ไปลงที่สถานี Tanah Merah รถไฟฟ้าจากสนามบินจะวิ่งสิ้นสุดที่สถานี Tanah Merah เท่านั้น ไม่ว่าจะไปไหนก็ต้องลงไปต่อรถไฟฟ้าที่นี่ จากสถานี Tanah Merah ให้นั่งสายสีเขียว East West Line ฝั่งที่มีปลายทางอยู่ที่ Joo Koon แล้วก็ดูแผนที่เอาว่าจะไปต่อรถไฟฟ้าที่ Inter change ไหน [วันที่ 1] ที่พักของผมในทริปนี้ พักที่ Hotel 81 Bencoolen ทั้ง 3 คืนเลย ราคาที่พักทั้ง 3 คืนอยู่ที่ 9,322 บาท ตกคืนละ 3107.33 บาท ไม่มีอาหารเช้า จากการเช็คราคาแล้ว agoda ถูกสุดครับ จากที่ไปพักมา 3 คืน โรงแรมนี้ถือว่าเป็นโรงแรมที่คุ้มราคาเลยครับ ห้องพักราคาไม่แพง ใกล้รถไฟฟ้ามาก ฝั่งตรงข้ามโรงแรมก็มี 7-eleven และ Food court KOPITIAM ที่เปิดตลอด 24 ชม. ลองเช็คราคาเล่นๆ ได้ที่ link ด้านล่างครับ จองล่วงหน้านานหน่อยก็จะถูกกว่าจองใกล้ๆ วันไป Link. เช็คราคาโรงแรม Hotel 81 Bencoolen, จองโรงแรม Hotel 81 Bencoolen, โรงแรมสิงคโปร์ สำหรับคนที่พักที่ Hotel 81 Bencoolen ผมจะบอกการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าแบบที่ง่ายๆ เดินน้อยๆ ให้ครับ 1. จากสถานี Changi Airport ไปลงที่สถานี Tanah Merah 2. นั่งสายสีเขียว (East west line) ที่มีปลายทางอยู่ที่ Joo Koon ไปลงที่สถานี Paya Lebar 3. ที่สถานี Paya Lebar เปลี่ยนไปขึ้นสายสีเหลือง (Circle line) ที่มีปลายทางอยู่ที่ Dhoby Ghaut ไปลงที่สถานี Bras Basah 4. ออกจากสถานี Bras Basah ด้วยทางออก E แล้วเดินมาทางซ้ายจะเจอกับสี่แยกที่มี Food court KOPITIAM ข้ามถนนที่ไฟแดง แล้วเดินไปทางขวา อีกประมาณ 50 เมตร โรงแรมจะอยู่ทางซ้าย   เมื่อออกมาจากสถานีรถไฟฟ้าก็เจอฝนก่อนเลย ร่มก็ไม่มี มีแต่เสื้อกันฝน เราวิ่งฝ่าฝนตัวเปียกไปเช็คอินที่โรงแรม ยื่น Voucher การจองของ agoda ให้กับพนักงาน พนักงานที่นี่เอาทิชชู่มาให้เช็ดหน้าที่เปียก แปปเดียว เราก็ได้กุญแจห้องมา ไม่มีค่ามัดจำ ไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่มทั้งนั้น   ซ้าย : Lobby โรงแรม ขวา : ภายในโรงแรม เราพักที่ชั้น 8 ครับ ห้อง Standard นอนได้ 2 คน มีน้ำดื่มให้ 1 ขวด, กาต้มน้ำ กาแฟงซอง, ไดเป่าผม, ผ้าเช็ดตัว, แปรงสีฟัน, หวี, หมวกอาบน้ำ, ทีวี + เคเบิ้ล ดูได้หลายช่องเหมือนกัน มีหน้าต่างที่หลังห้อง แต่เปิดไม่ได้นะครับ ปิดตายไว้ ภายในห้องก็ถือว่าเล็ก แต่ก็ไม่ได้อึดอัดอะไร ถือว่าสมราคา ส่วนความสะอาดก็ถือว่าใช้ได้เลยครับ   เปิดลิ้นชักด้านขวามาจะเจอกับสาย LAN เอาไว้เล่นเนตได้ครับ แต่ต้องไปขอ Username & Password ที่ front นะครับ ใช้ได้ฟรีครับ   ภายในห้องน้ำ ก็ไม่ถือว่าเล็กมาก มีอ่างอาบน้ำ น้ำร้อน, น้ำเย็นให้ มีสบู่เหลว & แชมพู ที่อยู่ข้างฝักบัวให้ใช้ อ้อ…เสียอยู่อย่างเดียวครับไม่มีฝักบัวชำระข้างชักโครกให้ นั่งเล่นดูทีวีได้ซักพัก ฝนก็หยุด เราก็เลยว่าจะไปเดินเล่น Orchard กัน เดินไปจากที่พักได้เลยครับ ที่ทางออกของโรงแรมเห็นแผนที่แจกฟรีเพียบ เลยเลือกอันที่มีประโยชน์มา สบายแล้วไม่ต้องกลัวหลง ทางไป Orchard ออกจากโรงแรม Hotel 81 Bencoolen แล้วเดินไปทางขวา จะเจอสี่แยก ให้เลี้ยวขวาอีกครับ จะเจอถนน Orchard ทางนี้ก็เป็นทางที่ไปสถานีรถไฟฟ้า Dhoby Ghaut ด้วย   ระหว่างทางไป Orchard ซ้าย : SOTA school of arts Singapore ขวา : สถานีรถไฟฟ้า Dhoby Ghaut ห้างแรกของถนน Orchard Plaza Singapura & Carrefour เจอรถ CityTours Hopper โผล่มาพอดี เป็นรถเปิดประทุน 2 ชั้น พาเที่ยวชมรอบเมืองแบบไม่จำกัดเที่ยว ราคาคนละ 19.90 SGD กดเครื่องคิดเลขดู เกือบ 500 บาทแนะ เดินเข้า Orchard ต่อดีกว่า ผมมาสิงคโปร์ครั้งที่แล้ว ประมาณ 4 ปีก่อน รู้สึกว่า Orchard มีห้างเยอะมากขึ้น อยู่ติดๆ กันหมดเลย อุ้ย…มีร้าน Adult shop ขายพวก Sex toy ด้วย เห็นอยู่ 2-3 ร้าน ร้านนี้อยู่ใกล้กับโรงแรม Hotel Grand central และห้าง Orchard Plaza ผมชี้พิกัดให้เลย Hotel Grand central เป็นโรงแรมที่ผมมาพักเมื่อทริปที่แล้ว เป็นโรงแรมที่ทำเลดี อยู่ในย่าน Orchard เลย ใกล้ห้างมากๆ ราคาไม่แพงด้วย แต่ห้องอาจจะเก่านิดนึง OG Orchard Point อันนี้น่าจะเป็นห้างเปิดใหม่ Orchard Central เพราะมาคราวที่แล้วไม่เห็นมี ห้างเยอะจริงๆ ผมเข้าไปสำรวจราคาสินค้า Brand name ที่เค้า recommend กันว่าถูก และน่าซื้อ เช่นเสื้อผ้ายี่ห้อ Bossini ก็ไม่เห็นว่าจะถูกกว่าบ้านเราเลย มีแต่ราคาเท่ากัน หรือแพงกว่าด้วยซ้ำ หรือว่าไม่ใช่ช่วง Grand sale ของเค้าก็ไม่รู้ 2 มือล้วงกระเป๋า พบว่าเงินดอลล่าร์สิงคโปร์ (SGD) เริ่มเหลือไม่เยอะแล้ว เลยเอาเงินหยวนมาแลกเป็นเงินสิงคโปร์ซะเลย เป็นร้านแลกเงินอยู่ริมถนน Orchard คนแลกเงินเป็นคนแขก ร้านแลกเงินที่นี่เค้าจะเรียกว่า Money changer (บ้านเราเรียก Money Exchange) 2,250 CNY แลกได้ 429.75 SGD ผมว่าก็เป็นเรทที่ใช้ได้ไม่น่าเกลียด เงินๆๆ เต็มไปหมด เอามากระจายกันไว้ แล้วถ่ายรูป ดูแล้วเหมือนเยอะ กองนี้หมื่นกว่าบาทนิดๆ ครับ ผ่าน Singapore Visitors Center เห็นไฟสวยดี เลยขอซักรูป เดินไปเดินมาชักเหนื่อย เดินกลับไม่ไหวเลยนั่งรถไฟฟ้าจากสถานี Somerset กลับ ไม่เดินกลับเหมือนตอนมา พอกลับถึงห้องเปิดน้ำอุ่นนอนแช่ในอ่าง ก็สบายตัวขึ้นเหมือนกัน คืนแรกก็หลับไปอย่างเหนื่อยๆ ครับ [วันที่ 2] วันนี้ผมไปเที่ยว Universal Studios Singapore, เกาะ Sentosa ทั้งวัน ขอยกไปอีกรีวิวเลยนะครับ เพราะรายละเอียดเยอะมาก รีวิวนี้จะเน้นเที่ยวในเมืองเป็นหลัก อ่าน –> เที่ยวสวนสนุก Universal Studios Singapore และเกาะ Sentosa [วันที่ 3] ตื่นเช้ามาฝากท่องไว้กับ Food court KOPITIAM ที่อยู่เยื้องกับโรงแรม KOPITIAM เปิดตลอด 24 ชั่วโมงครับ ไม่ต้องกลัวว่าดึกๆ จะหากินลำบาก Food court KOPITIAM เปิด 24 ชั่วโมง 7-Eleven ข้าง KOPITIAM (อยู่ตรงข้ามกับ Hotel 81 Bencoolen) ที่ KOPITIAM มีร้านอาหารหลายร้าน ข้าวราดแกง, ราเมง, ข้าวมันไก่, ก๋วยเตี๋ยว, ของหวาน, ผลไม้มีหมดครับ อาหารจานเดียวราคาอยู่ที่ 3.5 – 6.5 SGD การซื้ออาหารจะใช้เงินสดหรือ KOPITAM Card ก็ได้ครับ สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเรา เงินสดสะดวกสุด ในตอนเช้าเค้าจะมีอาหารเช้าเป็นชุดด้วย อย่างชุดด้านล่าง มีกาแฟ ไข่ดาว 2 ฟอง แฮมแบบถูกๆ ไม่ใช่เนื้อๆ แบบบ้านเรา กับขนมปังปิ้งไส้สังขยาหรือที่เรียกว่าคายาโทสต์ (Kaya Toast) ชุดนี้ 2.5 SGD หรือประมาณ 60 บาท เมื่อซื้ออาหารแล้วจะนั่งทานด้านใน หรือด้านนอกก็ได้ น้ำเปล่าในศูนย์อาหารนี้ขายขวดละ 1.5 SGD (ขวดเล็ก) อาหาร 1 มื้อที่สิงคโปร์ก็ตกมื้อละ 100-150 บาท ผมคาดคะเนว่าเค้าต้องมีรายได้มากกว่าเราอย่างน้อย 4-5 เท่าถึงจะอยู่ได้กับค่าครองชีพแบบนี้   บรรยากาศใน Kopitiam พูดถึงเรื่องน้ำเปล่าที่สิงคโปร์ โดยทั่วไปจะมี 2 แบบ 1. น้ำแร่ Mineral water และ 2. น้ำกลั่น Distilled water จะราคาถูกกว่าน้ำแร่ ร้านที่ขายน้ำถูกที่สุดจะเป็นร้าน Guardian ขวดเล็กจะขาย 0.7-0.8 SGD แต่ที่ 7-eleven ขายขวดเล็ก 1.6-1.8 SGD ชุดด้านบนมีชื่อว่า Buk kut Teh (บัก กุด เต๋) เป็นต้มกระดูกหมู บัก กุด เต๋ เสริฟพร้อมข้าว เป็นอาหารที่หาทานได้ตั้งแต่ภาคใต้บ้านเรา มาเลเซีย สิงคโปร์ ชุดนี้ 5 SGD ครับ ห้างมุสตาฟา (Mustafa) ห้างชอปปิ้ง แหล่งซื้อของฝากที่ขึ้นชื่อของสิงคโปร์ พวกน้ำหอม ชอกโกแลต ของจิปาถะทั่วไป แนะนำให้มาที่ห้างมุสตาฟา (Mustafa) ห้างนี้อยู่ที่ย่านอินเดียครับ ถ้ามารถไฟฟ้าก็ลงที่สถานี Ferrer Park แล้วเดินไปอีกนิดเดียวก็ถึงแล้ว ย่านนี้จะมีคนแขกเยอะมาก ดูแล้วเหมือนจะน่ากลัว แต่ก็นิสัยดีนะครับ อย่างตอนผมออกมาจากรถไฟฟ้า ไม่รู้ว่ามุสตาฟาไปทางไหน ก็เลยไปถามแขกคนนึงว่าไปทางไหน เค้าบอกให้เดินตามเค้ามาเลย เค้าพามาส่งเกือบถึงที่ ของที่ขายในห้างมุสตาฟา มีตั้งแต่สากกระเบือ ยันเรือรบเลยจริงๆ เริ่มด้วยของใช้ในซุปเปอร์มาเกต ขนม ของกิน ชอกโกแลต เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่นกล้องถ่ายรูป โทรศัพท์ เครื่องใช้สำนักงาน ของฝาก พวกกุญแจ แม้แต่ทองคำ เครื่องประดับยังมีเลยครับ ขนมที่ขายในสิงคโปร์เป็นจำนวนมาก เป็นขนมที่มาจากประเทศมาเลเซีย และประเทศไทย ก่อนซื้อดูให้แน่ชัดก่อนนะครับถ้ามาจากไทย ก็ไปซื้อที่ไทยดีกว่า ราคาถูกกว่าด้วย การเข้าไปซื้อของในห้าง ใครมีกระเป๋า เค้าจะให้ฝากของไว้ที่ด้านหน้าก่อนเข้าไป แต่ถ้าเรามีของมีค่าอยู่ด้วย เช่นกล้องถ่ายรูป โน๊ตบุ๊ค เราจะต้องเอากระเป๋าเราไปให้เค้าใช้สาย Cable Tie รัดซิปเราซะก่อนไม่ให้แกะออกได้ และของที่ซื้อในห้าง จ่ายตังค์แล้วเค้าก็จะเอา Cable Tie รัดถุงเช่นกัน นอกจากร้านขายของแล้ว มุสตาฟา ยังมีที่แลกเงิน (Money Changer) เรทค่อนข้างดีด้วยครับ มีคนมาแลกเยอะ แต่เห็นคนบอกมาว่าการบริการไม่ค่อยดี พนักงานแลกเงินพูดอังกฤษสำเนียงอินเดีย บางทีเราฟังไม่ชัดก็มาหงุดหงิดใส่เรา เราซื้อช๊อกโกแลตจากร้านมุสตาฟามา 4-5 ถุงราคาไม่ถึงกับถูกเว่อร์ เอาไว้เป็นของฝาก GST refund ถ้าเกิดว่าชอปปิ้งที่มุสตาฟา เกิน 100 SGD ใน 1 ใบเสร็จ หรือ รวมรวมใบเสร็จที่ซื้อของในวันเดียวกันให้ได้เกิน 100 SGD สามารถไปขอคืนภาษี (GST refund) ได้ด้วยนะครับ สำหรับภาษีที่ได้คืนก็ 7% ของยอดที่ซื้อ สถานที่ขอคืนภาษีของมุสตาฟา อยู่ที่ชั้นล่างสุด เคาน์เตอร์อยู่ระหว่างแผนกกีฬาและเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเราจะต้องมี passport และต้องกรอกเอกสารการคืนภาษี เงินที่ได้คืนมาจะมีให้เลือกโอนเข้าบัตรเครดิต Visa / Master card หรือรับเป็นเชค แนะนำให้เลือกเป็นโอนเข้าบัตรเครดิตจะดีที่สุด ถ้ารับเป็นเชคจะต้องเสียค่าธรรมเนียมขึ้นเชคด้วย เกือบพันบาทแนะ ขากลับจะไปขึ้นรถไฟฟ้า ผ่านห้าง City Square Mall เลยแวะเข้าไปดูหน่อย บังเอิญเจอกับร้านอาหารไทย ชื่อร้าน Sky Thai แนวข้าวราดแกง เลยลองกินดู ผมเห็นคนตักอาหารคล้ายคนไทย เลยถามเป็นภาษาไทยว่าคนไทยเปล่าครับ เค้าไม่เข้าใจ เลยถามใหม่เป็นภาษาอังกฤษ เลยรู้ว่าไม่ใช่คนไทย แต่พอเค้ารู้ว่าเราเป็นคนไทย มีการชี้ไปที่กับข้าวแล้วบอกว่า “อร่อยจริงๆ” สงสัยเป็นประโยคหากิน จานนี้ 2.4 SGD ถูกและอร่อยด้วย ข้าวหอมมะลิ นุ่ม หอม เมนูอาหารจะเป็นแนวจืดๆ ไม่มีอะไรที่เผ็ดๆ รสจัดเลย ร้านของทอดชื่อดัง OldChangKee ในห้าง City Square Mall สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีหลายเชื้อชาติ เช่นจีน, มาเลเซีย, อินเดีย แต่ที่มีเยอะหน่อยจะเป็นชาวจีน ย่านที่คนจีนอยู่เยอะจะเป็นย่านไชน่าทาวน์ (Chinatown) อาจจะเหมือนกับเยาวราชบ้านเรา การเดินทางมา Chinatown สะดวกสุดก็มาทางรถไฟฟ้า ลงที่สถานี Chinatown ออกมาก็เจอเลย ร้านหมูแผ่นชื่อดัง BEE CHENG  HIANG เหมาะสำหรับซื้อไปเป็นของฝาก ราคาค่อนข้างแพงอยู่เหมือนกันครับ ซองเล็กๆ 200-300 บาท อยู่ที่ทางลงไปยังสถานีรถไฟฟ้าสถานี Chinatown ตึก และอาคารบ้านเรือนบ่งบอกความเป็น Chinatown ที่เค้าอนุรักษ์ให้คงเดิมไว้อยู่ ได้บรรยากาศแบบจีน แม้จะเป็นตึกที่สร้างมานานแล้ว แต่ก็มีการทาสีให้ดูใหม่อยู่เสมอ Chinatown Heritage Centre ด้านหน้ามีแผนที่ และข้อมูลท่องเที่ยวแจกฟรี ข้างในเป็นพิพิธภัณฑ์ชาวจีน เสียค่าเข้าชมคนละ 10 SGD เป็นสิงคโปร์เป็นประเทศเล็กๆ แบบนี้ แต่มีพิพิธภัณฑ์เยอะมากเลยครับ ตึกแถวหลากสีย่าน Chinatown โรงแรม SANTA GRAND Hotel Chinatown อยู่ใจกลาง Chinatown เลย ราคาไม่แพงมาก 3 พันนิดๆ มีอาหารเช้าให้ด้วยนะ –> เช็คราคาโรงแรม ในย่าน Chinatown จะมีวัดชื่อดังคนไทยเรียก วัดพระเขี้ยวแก้ว ชื่อภาษาอังกฤษว่า Buddha Tooth Relic Temple & Museum เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เป็นสถาปัตยกรรมสมัยราชวงศ์ถัง เราสามารถเข้าไปชมด้านในได้ ไม่เสียค่าเข้านะครับ ภายใน Buddha Tooth Relic Temple & Museum ใส่รองเท้าเข้าไปด้านในได้ แต่ห้ามเหยียบที่พรมแดง เราสามารถเดินขึ้นไปดูที่ด้านบนของวัดพระเขี้ยวแก้วได้ด้วยนะครับ มีห้องสมุดของพุทธศาสนา เรื่องราวความเป็นมาของศาสนาพุทธ ประวัติพระพุทธเจ้า ด้านบนมีสวนที่ดาดฟ้าด้วย   ที่ Chinatown มีร้านค้าให้เลือกซื้อของหลายอย่าง ตั้งแต่เสื้อผ้า น้ำหอม เครื่องสำอาง พวงกุญแจ โปสการ์ด อย่างพวงกุญแจที่ผมไปดูมาเห็นขาย 6 อัน 10 SGD แบบและลายเหมือนที่เคยเห็นที่มาเลเซียเลย คิดว่าคงรับมาอีกที   ถนนคนเดินใน Chinatown ตอนสายๆ เดินสบาย คนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ แต่ช่วงบ่าย – หัวค่ำคนจะเยอะ ก่อนที่จะถึง วัดศรีมาริอัมมัน จะมีไอติมขายอยู่เจ้านึงครับ อยู่ตรงสี่แยก คนไทยชอบเรียกไอติม 1 เหรียญ มีหลายรสให้เราเลือก เลือกได้ว่าจะคู่กับขนมปัง หรือเวเฟอร์ คนขายเป็นอาแป๊ะ ผมกับแฟนสั่งมากินกันคนละอัน จะขอแกถ่ายรูป แกส่ายหน้าอย่างเดียว สงสัยอารมณ์ไม่ดี เลยได้ถ่ายแต่ไอติมในมือผม จากตรงนี้เดินไปอีกนิดก็ถึงวัดศรีมาริอัมมันแล้ว   ย่านคนจีน ใช่ว่าจะมีแต่อะไรที่เกี่ยวกับจีน ยังมีวัดแขกชื่อ วัดศรีมาริอัมมัน (Sri Mariamman Temple) เป็นวัดฮินดูที่เก่าแก่ที่สุดในสิงคโปร์ ก่อสร้างเมื่อปี 1827 ถ้าต้องการเข้าไปถ่ายรูปด้านในต้องเสีย 3 SGD และ 6 SGD สำหรับกล้องวีดีโอ ในเดือนตุลาคม หรือ พฤศจิกายน วัดจะมีพิธีเดินลุยไฟ (Tbeemitbi) โดยผู้เข้าร่วมจะต้องเดินบนถ่านที่ติดไฟเป็นการทดสอบความเชื่อและศรัทธา สำหรับคนที่เดินทนหน่อยแนะนำให้เดินมาที่ถนน Maxwel หรือถ้าจะนั่งรถไฟฟ้ามาก็มาลงที่สถานี Tanjong Pagar ที่นี่มีตึกที่ทาสีแดงทั้งตึก มีชื่อว่า Red dot design Museum แต่ก่อนเป็นที่ควมคุมสัญญาณไฟจราจร แต่ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมผลงานออกแบบ สำหรับที่กินขึ้นชื่อย่าน Chinatown ก็คงเป็น Maxwell food court เป็นศูนย์อาหารขนาดใหญ่ อยู่ที่ถนน Maxwell มีร้านอาหารมากกว่า 100 ร้าน ลองมาแวะกินข้าวมันไก่สิงคโปร์ดูได้ครับ (แนะนำร้านเทียน เทียน) ถ้ามาตอนเที่ยงคนจะเยอะมาก เดินไปเดินมาหมดไปแล้วครึ่งวัน เริ่มเหนื่อยและเมื่อย เลยนั่งรถไฟฟ้ากลับโรงแรมไปนอนเอาแรงซักตื่นแล้วมาเดินต่อแถว Marina Bay ซึ่งเป็นจุดที่สวยที่สุดของประเทศสิงคโปร์ หลังจากตื่นมาในตอนบ่ายแก่ๆ เราก็ออกเดินทางกันต่อ นั่งรถไฟฟ้ามาลงที่สถานี City Hall แล้วเดินไล่มาเรื่อยๆ เริ่มจาก Clarke Quay มีร้านอาหารตั้งอยู่ริมน้ำ ร้านแถวนี้บรรยากาศดี แต่ราคาก็แพงกว่าปกติ ร้านชื่อดังในย่านนี้ได้แก่ร้าน Jumbo seafood เมนูแนะนำปูผัดพริกไทยดำ และ ปูผัดพริก ในย่าน Clarke Quay มีทั้งร้านอาหาร และผับ ใครที่อยากหาที่นั่งดื่มตอนกลางคืนบรรยากาศดีๆ ต้องย่านนี้เลยครับ รูปด้านบนเป็นโรงแรม The Fullerton Hotel เป็นโรงแรมเก่าแก่ ที่หรูหรามา คนดังๆ หลายคนมาพักที่นี่ ลองมองที่ด้านขวาล่าง ของรูปบนจะเห็นรูปปั้นเด็ก กำลังกระโดดน้ำ รูปปั้นเด็กกระโดดน้ำข้างโรงแร

    Views 36,270 
  • Transition

    by Sasha

    In addition, Furthermore, Moreover, Another ใช้อย่างไร สวัสดีค่ะ วันนี้เรามีเรื่องของคำจำพวก “Transition”  มาแชร์กันนะคะ ซึ่งคำที่เลือกมาเป็นคำที่มีความหมายในเชิง “เพิ่มเติม” ซึ่งกลุ่มคำนี้สำคัญ ๆ มากโดยเฉพาะเวลาสอบทำสอบของ IELTS และ TOELF โดย 4 คำนี้ คือ In addition (to),  Furthermore, Moreover และ Another   “Transition” ส่วนใหญ่มักใช้สำหรับในการเปลี่ยนข้อคิดเห็นสิ่งที่พูดอยู่ไปยังอีกข้อคิดเห็นนึง ซึ่งเปรียบเป็นสะพานในการส่งต่อความคิด เชื่อมความคิด “Transition” = “Bridge” และยังทำให้ประโยคผู้อ่านหรือผู้ฟังคล้อยตามเรื่องที่กล่าวได้ง่ายและน่าสนใจอีกด้วย  เรามาดูกันเลยค่ะ    In addition (to) (Adv.) = นอกจากนั้น (เป็นการพูดเปิดเพื่อแนะนำไอเดียบางอย่าง) Furthermore (Adv.) = นอกจากนี้ (เป็นการพูดเพิ่มเติมไอเดียบางอย่าง)   ส่วนใหญ่แล้วมักจะใช้บ่อย ๆ แค่ 2 ไอเดีย แต่ถ้าเวลาเขียนบทความพวก Assay อาจมี 3-4 ไอเดีย ก็สามารถใช้คำต่อไปนี้เพิ่มเติมได้   Moreover (Adv.) = ยิ่งกว่านั้น, จากนั้น (เป็นการพูดเพิ่มเติมไอเดียบางอย่าง) Another (Adj.) = อย่างอื่น, อีกหนึ่ง (เป็นการกล่าวเสริมเพิ่มเติมอีกไอเดีย)   เรามาดูตัวอย่างประโยคกัน His laziness caused the company to perform badly last quarter. Moreover, his attitude toward the board has put his job in jeopardy.   บทวิเคราะห์รูปประโยค เริ่มต้นที่ประโยคแรก บอกว่าผู้ชายคนนี้ “laziness” และอีกประโยคเสริมเกี่ยวผู้ชายคนนี้เรื่อง “attitude” โดยมีคำว่า Moreover เป็นตัวเชื่อมไอเดีย ความจริงจะเขียนให้เป็นประโยคเดียวกันได้ แต่ถ้าต้องการเน้นว่า “attitude” ไปเสริม “laziness” ควรเขียนแยกเป็นสองประโยคดีกว่า สำหรับ Moreover ในประโยคนี้สามารถใช้ In additional (to) หรือ Furthermore แทนกันได้   ตัวอย่างที่เป็นหลายย่อหน้า …So the internet not only helps people connect to friends and family anywhere in the world, it also makes it cheap to do so.   In addition to friends + family… Moreover/Furthermore/Another reason, the internet provides companies …   บทวิเคราะห์รูปประโยค ย่อหน้าแรก เป็นการกล่าวโดยใช้ความคิดเห็น แบบส่วนตัว (Personal idea) และย่อหน้าสุดท้าย เป็นการแสดงความคิดเห็นเชื่อมประโยคโดยใช้ In addition to และ Moreover   อย่างไรก็ตามเราสามารถสรุปเป็นหลักง่าย ๆ ว่าทั้ง 4 คำนี้ให้ความหมายเหมือนกัน แต่เมื่อนำมาใช้ในรูปประโยคต้องทำให้รับรู้ได้ว่ามีการนำเสนอไอเดีย มากกว่าหนึ่งเสมอ   ในประเด็นที่ผู้สอบ IELTS หรือ TOELF มักจะใช้ 4 คำนี้ ผิดพลาดกันคือ... คำในกลุ่ม Transition เป็นการเพิ่มข้อคิดเห็นหรือไอเดีย เมื่อกล่าวจบประโยค ผู้ฟังควรได้รับรู้ว่ามี 2 ประเด็น แต่ผู้เขียนกลับลืมใส่ประเด็นที่ 2 สุดท้ายก็มีแค่ 1 ประเด็น จึงกลายเป็นความผิดพลาด   ลองสังเกตกันดูนะคะในเวลที่เราฝึกอ่านภาษาอังกฤษ หรือ เวลาที่เราฝึกเขียน และใช้ Transtion ก็อย่าลืมว่าต้องมีมากกว่า 1 ประเด็นความคิด จะได้ไม่พลาดกันนะคะ   ขอบคุณภาพจากเว็บไซดhttp://www.cheshire.k12.ct.us/dodd/for-students/transition

    Views 95,814 
  • เที่ยวสิงคโปร์ 4 วัน 3 คืน ไปเองได้ไม่ง้อทัวร์

    by tommanoon

    สงกรานต์ในปีนี้ ไม่ได้เปียกน้ำซักหยด เพราะไป เที่ยวสิงคโปร์ ตั้งแต่วันที่ 13 – 16 เมษายน 54 กว่าจะกลับกรุงเทพฯ เค้าก็เลิกเล่นสงกรานต์กันแล้ว เดือนนี้ขอเขียนแนวท่องเที่ยวต่างแดน ที่สิงคโปร์นะครับ เป็นประเทศที่ไปเที่ยวง่าย ไม่ต้องใช้ Visa ปลอดภัย นั่งเครื่องเพียง 2 ชั่วโมง ไปเองได้ ไม่ต้องง้อทัวร์ ทริปนี้จองตั๋วเครื่องบินล่วงหน้าตั้งแต่ สัปดาห์แรก ของมกราคม ดูหลายสายการบิน ตั้งแต่ Low cost Air asia, Jet star, Tiger airway, Singapore airway และ Cathay Pacific ราคาของสายการบิน Low cost ไม่ได้ถูกไปกว่า Full service อย่าง Cathay Pacific เท่าไหร่นัก เลยสรุปว่าเลือกที่จะบินกับ Cathay Pacific ดีกว่า เที่ยวไป CX713 เที่ยวกลับ CX712 ผลของการจองล่วงหน้าถึง 4 เดือนทำให้ได้ราคาถูก ค่าตั๋ว ไป-กลับ ต่อคน เพียง 5,300 บาท รวมภาษีแล้ว อยู่ที่คนละประมาณ 7,500 บาท ราคานี้โหลดกระเป๋าได้คนละ 20 กิโลกรัม และมีอาหารให้ทานบนเครื่อง บินในช่วงวันหยุดสงกรานต์ด้วย คุ้มมากๆ ครับ สายการบิน Cathay Pacific เค้าจะมีให้ทำ Web Check-in ได้ล่วงหน้า 2 วัน เราจะต้องรีบทำ Web Check-in เพื่อที่จะเลือกที่นั่งดีๆ หลักการก็คล้ายๆ Web Check-in ของ Air asia แหล่ะครับ คลิ๊กๆ 2-3 ทีก็เสร็จ เพื่อเป็นการไม่ประมาท เราไปถึงสนามบินล่วงหน้า 3 ชั่วโมง กลัวแถว Check in ยาว กลัวรอ ตม. ตรวจนาน เที่ยวบินของเราเป็นรอบ 11.45 น. มองหาเกท เช็คอินของคาเธ่ย์ แปซิฟิก เค้าท์เตอร์ เปิดอยู่หลายช่องเลยครับ แต่มีช่องพิเศษสำหรับ Web check-in / Drop Baggage ซึ่งไม่มีคนรอเลย เราก็เลยไปเข้าช่องนั้น เพราะเราทำ Web check in มาแล้ว พนักงานเค้าจะขอดูบัตรเครดิตที่เราใช้จองด้วย ใครจ่ายเงินด้วยบัตรเครดิตอย่าลืมเอาบัตรใบนั้นไปด้วยนะครับ สะดวก รวดเร็วมาก ไม่ต้องรอคิว ก่อนเดินทางผมได้ไปแลกเงินบาทเป็นเงินดอลล่าร์สิงคโปร์ (SGD) ที่ Super rich แต่ไม่สามารถแลกได้ เพราะเค้าไม่มีแบงค์ย่อย มีแต่แบงค์ 1000 SGD ซึ่งแบงค์ใบนี้ใบเดียว ต้องใช้เงินไทยแลกถึง ประมาณ 24,xxx บาท โอ้…ใครจะกล้าแลกครับเนี่ย ทริปนี้ผมว่าจะแลกไป 12,000 บาท ก็คิดว่าเหลือๆ แล้ว เลยตัดสินใจว่าจะแลกเอาที่สนามบิน แม้เรทแพงหน่อยแต่ก็สะดวกดี ในกระเป๋าผมมีทั้งเงินบาทและเงินหยวนของจีน (CNY) ที่เหลือจากทริปที่แล้ว เงินหยวนตีเป็นบาทได้ประมาณหมื่นกว่าบาท ที่ Exchange บอกว่าถ้าจะเอาเงินหยวนไปแลกเป็นดอลล่าร์สิงคโปร์ จะต้องแปลง 2 รอบ CNY –> THB และ THB –> SGD ดูแล้วขาดทุนย่อยยับต้องเสียค่าแลกเปลี่ยนถึง 2 ครั้ง เลยเอาเงินบาทไปแลกสิงคโปร์มา 100 SGD (2,437 บาท) ใช้แก้ขัดไปก่อน แล้วค่อยเอาเงินหยวนไปแลกดอลล่าร์สิงคโปร์ ที่สิงคโปร์เอา วันนี้รอคิว ตม. ไม่นาน คงเป็นเพราะช่วงใกล้เที่ยง เที่ยวบินไม่เยอะ และ ตม. ก็เปิดอยู่หลายช่องเหมือนกัน มีเวลาเหลือพอที่จะเดินดูของ Duty free ได้จนเบื่อ สนามบินสุวรรณภูมิ เป็นสนามบินที่มีร้านค้าเยอะมาก เป็นของ King power ทั้งนั้นเลย และแล้วเครื่องบินเที่ยว CX713 ก็มาเทียบงวงช้างแล้วครับ เอาคนมาลงที่เกทนี้ แล้วก็รับคนขึ้นที่เกทนี้เช่นกัน     เที่ยวบิน CX713 เป็นเครื่องบินลำใหญ่ จัดที่นั่งแบบ ซ้าย 3, กลาง 3 และ ขวา 3 พร้อมจอทีวีส่วนตัว (PTV) ทุกที่นั่ง + หูฟัง เบาะกว้าง นั่งสบาย ตามมาตราฐาน สังเกตุว่าผู้โดยสารในลำนี้เป็นคนจีนเยอะเหมือนกัน คงเป็นเพราะสายการบินคาเธ่ย์ เป็นสายการบินของฮ่องกง   พอเครื่องขึ้นไปได้ซักพัก แอร์โฮสเตสก็จะแจกแบบฟอร์มเข้าเมืองสิงคโปร์ (Embarkation form) ให้เรากรอก อย่าลืมใส่ที่อยู่โรงแรมในสิงคโปร์ไปด้วยนะครับ กรอกให้ครบจะได้ไม่เสียเวลาที่ด่าน ตม. ใบ ตม. สิงคโปร์ ด้านหน้า (คลิกที่ภาพเพื่อขยาย) ใบ ตม. สิงคโปร์ ด้านหลัง (คลิกที่ภาพเพื่อขยาย) ผมทำคำแปลใบ ตม. สิงคโปร์ เป็นตัวอย่างมาให้แล้ว กรอกตามได้เลยครับ  หลังจากนั้นแอร์โฮสเตส ก็แจกอาหารให้กับ First class, Business class แล้วค่อยมายัง Economy อาหารก็จะมี หมู, เนื้อ, ปลา ให้เลือก ผมเลือกเป็นปลาครับ ในเซ็ทนี้ก็จะมี ข้าวกล่อง 1 กล่อง, ขนมปัง 1 ก้อน + เนย, วุ้น, ผลไม้ และเครื่องดื่ม ถ้ากินหมดนี่ก็อิ่มเลยครับ ลงจากเครื่องแล้วไม่ต้องไปหากินอีก   เครื่องบินจอดเทียบงวงช้างที่ Terminal 1 ซึ่งเป็น Terminal ของสายการบินทั่วไป จากนั้นก็ต้องลงไปที่ ตม. สิงคโปร์ (Arrival Immigration) ผมหาแผนที่แจกฟรีที่สนามบิน เหมือนว่าจะไม่เห็น จำได้ว่าคราวที่แล้ว มีแจกเยอะเลย หรือแผนที่วางอยู่ที่ไหนครับ ใครทราบช่วยบอกที ที่ด่าน ตม. คนค่อนข้างเยอะเป็นพิเศษ น่าจะเป็นคนไทยเยอะที่สุด เพราะเป็นวันหยุดสงกรานต์ของบ้านเรา ใครที่ยังไม่ได้กรอกใบ Immigration form เค้าก็มีให้กรอก และยังมีคำแปลเป็นภาษาต่างๆ ให้ด้วย เช่น ภาษาญี่ปุ่น, มาเลเซีย, ฝรั่งเศส, เกาหลี แต่ผมไม่ได้ดูว่ามีภาษาไทยหรือเปล่า ใครที่กังวลว่า ตม. สิงคโปร์เค้าจะถามเยอะ กลัวว่าจะสื่อสารไม่ได้ ผมบอกได้เลยครับ ว่าตั้งแต่ต่ออยู่ปลายแถว ไม่เห็นเค้าจะถามใครเป็นเรื่องเป็นราวเลย หรือว่าวันนี้เครื่องลงเยอะก็ไม่รู้ อย่างมากก็อ่านชื่อ – นามสกุลเรา เราก็พยักหน้ารับ เท่านั้นพอ แล้วก็ปั๊มตรา ผ่านไปได้ การเดินทางจากสนามบิน Changi เข้าไปยังตัวเมือง วิธีที่สะดวกและประหยัดที่สุดก็คงเป็นรถไฟฟ้า เราสามารถขึ้นรถไฟฟ้าได้ที่ Terminal 2 และ 3 เท่านั้น ดังนั้นเราจะต้องไปขึ้นรถไฟฟ้าที่ Terminal 2 รถไฟฟ้าที่วิ่งระหว่าง Terminal 1-2, 2-3 จะเป็นรถไฟฟ้าขบวนสั้นๆ ไม่มีคนขับ มาทุกๆ 3-5 นาที ให้บริการฟรี   และแล้วเราก็มาถึงสถานีรถไฟฟ้า Changi Airport อย่างแรกเลยก็ต้องซื้อบัตรโดยสาร EZ link ใหม่ เดินไปที่ Counter แล้วบอกเค้าว่า “New EZ link 2 cards” จะต้องจ่ายค่าบัตรโดยสารใบละ 12 SGD จะแบ่งเป็นค่าบัตร 5 SGD และมูลค่า ในบัตร 7 SGD ใครที่คิดว่าจะขอยืม EZ link คนอื่นไปใช้ ผมว่าซื้อเองเลยก็สะดวกดีครับ เสียค่าบัตรไปเปล่าๆ 5 SGD (ประมาณ 120 บาท) เอง ค่าส่งบัตรไปๆ มาๆ ขับรถไปเอา เผลอๆ จะแพงกว่าด้วยครับ ตอนที่ซื้อตั๋วอย่าลืมขอแผนที่รถไฟฟ้าเค้ามาด้วยนะครับ เค้ามีแจกฟรี ซื้อบัตรโดยสารแบบไหนดี? ผมเคยคิดหลายครั้งแล้วว่าจะซื้อ EZ link, Tourist pass หรือ Standard Ticket ดี สรุปว่าได้ข้อดี ข้อเสียตามนี้ครับ EZ link : เสียค่าบัตรไปเปล่าๆ 5 SGD (ประมาณ 120 บาท) บัตรมีอายุ 5 ปี ข้อดีคือสะดวก บัตรเดียวใช้ได้ทั้ง MRT, Bus, ใช้ซื้อของใน 7-eleven ได้ และจ่ายค่า Sentosa Express ได้ด้วย ถ้าคิดว่าจะกลับมาเที่ยวสิงคโปร์อีกก็ซื้อ EZ link เลยครับ Tourist pass : หาซื้อบัตรยาก หาที่คืนบัตรยาก นับวันตามวันที่ ไม่ได้นับเป็น 24 ชั่วโมงจากที่ออกบัตร คิดเหมาที่วันละ 8 SGD + มัดจำบัตร 10 SGD ซึ่งถ้าใช้ EZ link เดินทางทั้งวัน ปกติแล้วจะใช้ไม่เกินวันละ 8 SGD ถ้าซื้อครอบคลุมวันไป – วันกลับ จะขาดทุน 2 วัน คือวันไป – วันกลับ เพราะเดินทางน้อย ข้อดีคือ คืนบัตรได้มัดจำคืน 10 SGD ถ้าจะซื้อบัตร Tourist pass แนะนำให้ซื้อแบบวันเดียวครับ ราคา 8 + 10 SGD แล้วใช้ในวันที่เดินทางเยอะๆ วันรุ่งขึ้นบัตร Tourist pass ที่หมดอายุแล้วสามารถเติมเงินใช้เป็นบัตร EZ link ได้ และสามารถ refund บัตรคืนมัดจำ (10 SGD) และเงินในบัตรได้หมดเลย Standard Ticket : ซื้อบัตรเป็นเที่ยวๆ บัตรมีมัดจำ 1 SGD เมื่อถึงสถานีปลายทาง ก็คืนบัตรกับตู้ ได้มัดจำคืนหมด แต่จะไม่สะดวกในกรณีที่เดินทางไปหลายๆ ที่ ป.ล. บัตรโดยสารที่กล่าวมาทุกชนิดต้องใช้ 1 คน ต่อ 1 ใบนะครับ บัตรที่แตะผ่านทางเข้าไปแล้วจะแตะทางเข้าซ้ำไม่ได้   บัตร EZ link ที่ซื้อมาใหม่จะมีเงินในนั้น 7 SGD เราสามารถเติมเงินได้ที่ตู้เติมเงิน โดยวางบัตรในที่วางบัตร เลือก Top up แล้วใส่เงินเข้าไป ขั้นต่ำ 10 SGD กดยืนยัน ก็เป็นอันเสร็จ การเดินทางจากสนามบิน (Changi Airport) เข้าเมือง ให้นั่งสายสีเขียว East West Line จากสถานี Changi Airport ไปลงที่สถานี Tanah Merah รถไฟฟ้าจากสนามบินจะวิ่งสิ้นสุดที่สถานี Tanah Merah เท่านั้น ไม่ว่าจะไปไหนก็ต้องลงไปต่อรถไฟฟ้าที่นี่ จากสถานี Tanah Merah ให้นั่งสายสีเขียว East West Line ฝั่งที่มีปลายทางอยู่ที่ Joo Koon แล้วก็ดูแผนที่เอาว่าจะไปต่อรถไฟฟ้าที่ Inter change ไหน [วันที่ 1] ที่พักของผมในทริปนี้ พักที่ Hotel 81 Bencoolen ทั้ง 3 คืนเลย ราคาที่พักทั้ง 3 คืนอยู่ที่ 9,322 บาท ตกคืนละ 3107.33 บาท ไม่มีอาหารเช้า จากการเช็คราคาแล้ว agoda ถูกสุดครับ จากที่ไปพักมา 3 คืน โรงแรมนี้ถือว่าเป็นโรงแรมที่คุ้มราคาเลยครับ ห้องพักราคาไม่แพง ใกล้รถไฟฟ้ามาก ฝั่งตรงข้ามโรงแรมก็มี 7-eleven และ Food court KOPITIAM ที่เปิดตลอด 24 ชม. ลองเช็คราคาเล่นๆ ได้ที่ link ด้านล่างครับ จองล่วงหน้านานหน่อยก็จะถูกกว่าจองใกล้ๆ วันไป Link. เช็คราคาโรงแรม Hotel 81 Bencoolen, จองโรงแรม Hotel 81 Bencoolen, โรงแรมสิงคโปร์ สำหรับคนที่พักที่ Hotel 81 Bencoolen ผมจะบอกการเดินทางด้วยรถไฟฟ้าแบบที่ง่ายๆ เดินน้อยๆ ให้ครับ 1. จากสถานี Changi Airport ไปลงที่สถานี Tanah Merah 2. นั่งสายสีเขียว (East west line) ที่มีปลายทางอยู่ที่ Joo Koon ไปลงที่สถานี Paya Lebar 3. ที่สถานี Paya Lebar เปลี่ยนไปขึ้นสายสีเหลือง (Circle line) ที่มีปลายทางอยู่ที่ Dhoby Ghaut ไปลงที่สถานี Bras Basah 4. ออกจากสถานี Bras Basah ด้วยทางออก E แล้วเดินมาทางซ้ายจะเจอกับสี่แยกที่มี Food court KOPITIAM ข้ามถนนที่ไฟแดง แล้วเดินไปทางขวา อีกประมาณ 50 เมตร โรงแรมจะอยู่ทางซ้าย   เมื่อออกมาจากสถานีรถไฟฟ้าก็เจอฝนก่อนเลย ร่มก็ไม่มี มีแต่เสื้อกันฝน เราวิ่งฝ่าฝนตัวเปียกไปเช็คอินที่โรงแรม ยื่น Voucher การจองของ agoda ให้กับพนักงาน พนักงานที่นี่เอาทิชชู่มาให้เช็ดหน้าที่เปียก แปปเดียว เราก็ได้กุญแจห้องมา ไม่มีค่ามัดจำ ไม่ต้องจ่ายอะไรเพิ่มทั้งนั้น   ซ้าย : Lobby โรงแรม ขวา : ภายในโรงแรม เราพักที่ชั้น 8 ครับ ห้อง Standard นอนได้ 2 คน มีน้ำดื่มให้ 1 ขวด, กาต้มน้ำ กาแฟงซอง, ไดเป่าผม, ผ้าเช็ดตัว, แปรงสีฟัน, หวี, หมวกอาบน้ำ, ทีวี + เคเบิ้ล ดูได้หลายช่องเหมือนกัน มีหน้าต่างที่หลังห้อง แต่เปิดไม่ได้นะครับ ปิดตายไว้ ภายในห้องก็ถือว่าเล็ก แต่ก็ไม่ได้อึดอัดอะไร ถือว่าสมราคา ส่วนความสะอาดก็ถือว่าใช้ได้เลยครับ   เปิดลิ้นชักด้านขวามาจะเจอกับสาย LAN เอาไว้เล่นเนตได้ครับ แต่ต้องไปขอ Username & Password ที่ front นะครับ ใช้ได้ฟรีครับ   ภายในห้องน้ำ ก็ไม่ถือว่าเล็กมาก มีอ่างอาบน้ำ น้ำร้อน, น้ำเย็นให้ มีสบู่เหลว & แชมพู ที่อยู่ข้างฝักบัวให้ใช้ อ้อ…เสียอยู่อย่างเดียวครับไม่มีฝักบัวชำระข้างชักโครกให้ นั่งเล่นดูทีวีได้ซักพัก ฝนก็หยุด เราก็เลยว่าจะไปเดินเล่น Orchard กัน เดินไปจากที่พักได้เลยครับ ที่ทางออกของโรงแรมเห็นแผนที่แจกฟรีเพียบ เลยเลือกอันที่มีประโยชน์มา สบายแล้วไม่ต้องกลัวหลง ทางไป Orchard ออกจากโรงแรม Hotel 81 Bencoolen แล้วเดินไปทางขวา จะเจอสี่แยก ให้เลี้ยวขวาอีกครับ จะเจอถนน Orchard ทางนี้ก็เป็นทางที่ไปสถานีรถไฟฟ้า Dhoby Ghaut ด้วย   ระหว่างทางไป Orchard ซ้าย : SOTA school of arts Singapore ขวา : สถานีรถไฟฟ้า Dhoby Ghaut ห้างแรกของถนน Orchard Plaza Singapura & Carrefour เจอรถ CityTours Hopper โผล่มาพอดี เป็นรถเปิดประทุน 2 ชั้น พาเที่ยวชมรอบเมืองแบบไม่จำกัดเที่ยว ราคาคนละ 19.90 SGD กดเครื่องคิดเลขดู เกือบ 500 บาทแนะ เดินเข้า Orchard ต่อดีกว่า ผมมาสิงคโปร์ครั้งที่แล้ว ประมาณ 4 ปีก่อน รู้สึกว่า Orchard มีห้างเยอะมากขึ้น อยู่ติดๆ กันหมดเลย อุ้ย…มีร้าน Adult shop ขายพวก Sex toy ด้วย เห็นอยู่ 2-3 ร้าน ร้านนี้อยู่ใกล้กับโรงแรม Hotel Grand central และห้าง Orchard Plaza ผมชี้พิกัดให้เลย Hotel Grand central เป็นโรงแรมที่ผมมาพักเมื่อทริปที่แล้ว เป็นโรงแรมที่ทำเลดี อยู่ในย่าน Orchard เลย ใกล้ห้างมากๆ ราคาไม่แพงด้วย แต่ห้องอาจจะเก่านิดนึง OG Orchard Point อันนี้น่าจะเป็นห้างเปิดใหม่ Orchard Central เพราะมาคราวที่แล้วไม่เห็นมี ห้างเยอะจริงๆ ผมเข้าไปสำรวจราคาสินค้า Brand name ที่เค้า recommend กันว่าถูก และน่าซื้อ เช่นเสื้อผ้ายี่ห้อ Bossini ก็ไม่เห็นว่าจะถูกกว่าบ้านเราเลย มีแต่ราคาเท่ากัน หรือแพงกว่าด้วยซ้ำ หรือว่าไม่ใช่ช่วง Grand sale ของเค้าก็ไม่รู้ 2 มือล้วงกระเป๋า พบว่าเงินดอลล่าร์สิงคโปร์ (SGD) เริ่มเหลือไม่เยอะแล้ว เลยเอาเงินหยวนมาแลกเป็นเงินสิงคโปร์ซะเลย เป็นร้านแลกเงินอยู่ริมถนน Orchard คนแลกเงินเป็นคนแขก ร้านแลกเงินที่นี่เค้าจะเรียกว่า Money changer (บ้านเราเรียก Money Exchange) 2,250 CNY แลกได้ 429.75 SGD ผมว่าก็เป็นเรทที่ใช้ได้ไม่น่าเกลียด เงินๆๆ เต็มไปหมด เอามากระจายกันไว้ แล้วถ่ายรูป ดูแล้วเหมือนเยอะ กองนี้หมื่นกว่าบาทนิดๆ ครับ ผ่าน Singapore Visitors Center เห็นไฟสวยดี เลยขอซักรูป เดินไปเดินมาชักเหนื่อย เดินกลับไม่ไหวเลยนั่งรถไฟฟ้าจากสถานี Somerset กลับ ไม่เดินกลับเหมือนตอนมา พอกลับถึงห้องเปิดน้ำอุ่นนอนแช่ในอ่าง ก็สบายตัวขึ้นเหมือนกัน คืนแรกก็หลับไปอย่างเหนื่อยๆ ครับ [วันที่ 2] วันนี้ผมไปเที่ยว Universal Studios Singapore, เกาะ Sentosa ทั้งวัน ขอยกไปอีกรีวิวเลยนะครับ เพราะรายละเอียดเยอะมาก รีวิวนี้จะเน้นเที่ยวในเมืองเป็นหลัก อ่าน –> เที่ยวสวนสนุก Universal Studios Singapore และเกาะ Sentosa [วันที่ 3] ตื่นเช้ามาฝากท่องไว้กับ Food court KOPITIAM ที่อยู่เยื้องกับโรงแรม KOPITIAM เปิดตลอด 24 ชั่วโมงครับ ไม่ต้องกลัวว่าดึกๆ จะหากินลำบาก Food court KOPITIAM เปิด 24 ชั่วโมง 7-Eleven ข้าง KOPITIAM (อยู่ตรงข้ามกับ Hotel 81 Bencoolen) ที่ KOPITIAM มีร้านอาหารหลายร้าน ข้าวราดแกง, ราเมง, ข้าวมันไก่, ก๋วยเตี๋ยว, ของหวาน, ผลไม้มีหมดครับ อาหารจานเดียวราคาอยู่ที่ 3.5 – 6.5 SGD การซื้ออาหารจะใช้เงินสดหรือ KOPITAM Card ก็ได้ครับ สำหรับนักท่องเที่ยวอย่างเรา เงินสดสะดวกสุด ในตอนเช้าเค้าจะมีอาหารเช้าเป็นชุดด้วย อย่างชุดด้านล่าง มีกาแฟ ไข่ดาว 2 ฟอง แฮมแบบถูกๆ ไม่ใช่เนื้อๆ แบบบ้านเรา กับขนมปังปิ้งไส้สังขยาหรือที่เรียกว่าคายาโทสต์ (Kaya Toast) ชุดนี้ 2.5 SGD หรือประมาณ 60 บาท เมื่อซื้ออาหารแล้วจะนั่งทานด้านใน หรือด้านนอกก็ได้ น้ำเปล่าในศูนย์อาหารนี้ขายขวดละ 1.5 SGD (ขวดเล็ก) อาหาร 1 มื้อที่สิงคโปร์ก็ตกมื้อละ 100-150 บาท ผมคาดคะเนว่าเค้าต้องมีรายได้มากกว่าเราอย่างน้อย 4-5 เท่าถึงจะอยู่ได้กับค่าครองชีพแบบนี้   บรรยากาศใน Kopitiam พูดถึงเรื่องน้ำเปล่าที่สิงคโปร์ โดยทั่วไปจะมี 2 แบบ 1. น้ำแร่ Mineral water และ 2. น้ำกลั่น Distilled water จะราคาถูกกว่าน้ำแร่ ร้านที่ขายน้ำถูกที่สุดจะเป็นร้าน Guardian ขวดเล็กจะขาย 0.7-0.8 SGD แต่ที่ 7-eleven ขายขวดเล็ก 1.6-1.8 SGD ชุดด้านบนมีชื่อว่า Buk kut Teh (บัก กุด เต๋) เป็นต้มกระดูกหมู บัก กุด เต๋ เสริฟพร้อมข้าว เป็นอาหารที่หาทานได้ตั้งแต่ภาคใต้บ้านเรา มาเลเซีย สิงคโปร์ ชุดนี้ 5 SGD ครับ ห้างมุสตาฟา (Mustafa) ห้างชอปปิ้ง แหล่งซื้อของฝากที่ขึ้นชื่อของสิงคโปร์ พวกน้ำหอม ชอกโกแลต ของจิปาถะทั่วไป แนะนำให้มาที่ห้างมุสตาฟา (Mustafa) ห้างนี้อยู่ที่ย่านอินเดียครับ ถ้ามารถไฟฟ้าก็ลงที่สถานี Ferrer Park แล้วเดินไปอีกนิดเดียวก็ถึงแล้ว ย่านนี้จะมีคนแขกเยอะมาก ดูแล้วเหมือนจะน่ากลัว แต่ก็นิสัยดีนะครับ อย่างตอนผมออกมาจากรถไฟฟ้า ไม่รู้ว่ามุสตาฟาไปทางไหน ก็เลยไปถามแขกคนนึงว่าไปทางไหน เค้าบอกให้เดินตามเค้ามาเลย เค้าพามาส่งเกือบถึงที่ ของที่ขายในห้างมุสตาฟา มีตั้งแต่สากกระเบือ ยันเรือรบเลยจริงๆ เริ่มด้วยของใช้ในซุปเปอร์มาเกต ขนม ของกิน ชอกโกแลต เสื้อผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้า เช่นกล้องถ่ายรูป โทรศัพท์ เครื่องใช้สำนักงาน ของฝาก พวกกุญแจ แม้แต่ทองคำ เครื่องประดับยังมีเลยครับ ขนมที่ขายในสิงคโปร์เป็นจำนวนมาก เป็นขนมที่มาจากประเทศมาเลเซีย และประเทศไทย ก่อนซื้อดูให้แน่ชัดก่อนนะครับถ้ามาจากไทย ก็ไปซื้อที่ไทยดีกว่า ราคาถูกกว่าด้วย การเข้าไปซื้อของในห้าง ใครมีกระเป๋า เค้าจะให้ฝากของไว้ที่ด้านหน้าก่อนเข้าไป แต่ถ้าเรามีของมีค่าอยู่ด้วย เช่นกล้องถ่ายรูป โน๊ตบุ๊ค เราจะต้องเอากระเป๋าเราไปให้เค้าใช้สาย Cable Tie รัดซิปเราซะก่อนไม่ให้แกะออกได้ และของที่ซื้อในห้าง จ่ายตังค์แล้วเค้าก็จะเอา Cable Tie รัดถุงเช่นกัน นอกจากร้านขายของแล้ว มุสตาฟา ยังมีที่แลกเงิน (Money Changer) เรทค่อนข้างดีด้วยครับ มีคนมาแลกเยอะ แต่เห็นคนบอกมาว่าการบริการไม่ค่อยดี พนักงานแลกเงินพูดอังกฤษสำเนียงอินเดีย บางทีเราฟังไม่ชัดก็มาหงุดหงิดใส่เรา เราซื้อช๊อกโกแลตจากร้านมุสตาฟามา 4-5 ถุงราคาไม่ถึงกับถูกเว่อร์ เอาไว้เป็นของฝาก GST refund ถ้าเกิดว่าชอปปิ้งที่มุสตาฟา เกิน 100 SGD ใน 1 ใบเสร็จ หรือ รวมรวมใบเสร็จที่ซื้อของในวันเดียวกันให้ได้เกิน 100 SGD สามารถไปขอคืนภาษี (GST refund) ได้ด้วยนะครับ สำหรับภาษีที่ได้คืนก็ 7% ของยอดที่ซื้อ สถานที่ขอคืนภาษีของมุสตาฟา อยู่ที่ชั้นล่างสุด เคาน์เตอร์อยู่ระหว่างแผนกกีฬาและเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยเราจะต้องมี passport และต้องกรอกเอกสารการคืนภาษี เงินที่ได้คืนมาจะมีให้เลือกโอนเข้าบัตรเครดิต Visa / Master card หรือรับเป็นเชค แนะนำให้เลือกเป็นโอนเข้าบัตรเครดิตจะดีที่สุด ถ้ารับเป็นเชคจะต้องเสียค่าธรรมเนียมขึ้นเชคด้วย เกือบพันบาทแนะ ขากลับจะไปขึ้นรถไฟฟ้า ผ่านห้าง City Square Mall เลยแวะเข้าไปดูหน่อย บังเอิญเจอกับร้านอาหารไทย ชื่อร้าน Sky Thai แนวข้าวราดแกง เลยลองกินดู ผมเห็นคนตักอาหารคล้ายคนไทย เลยถามเป็นภาษาไทยว่าคนไทยเปล่าครับ เค้าไม่เข้าใจ เลยถามใหม่เป็นภาษาอังกฤษ เลยรู้ว่าไม่ใช่คนไทย แต่พอเค้ารู้ว่าเราเป็นคนไทย มีการชี้ไปที่กับข้าวแล้วบอกว่า “อร่อยจริงๆ” สงสัยเป็นประโยคหากิน จานนี้ 2.4 SGD ถูกและอร่อยด้วย ข้าวหอมมะลิ นุ่ม หอม เมนูอาหารจะเป็นแนวจืดๆ ไม่มีอะไรที่เผ็ดๆ รสจัดเลย ร้านของทอดชื่อดัง OldChangKee ในห้าง City Square Mall สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีหลายเชื้อชาติ เช่นจีน, มาเลเซีย, อินเดีย แต่ที่มีเยอะหน่อยจะเป็นชาวจีน ย่านที่คนจีนอยู่เยอะจะเป็นย่านไชน่าทาวน์ (Chinatown) อาจจะเหมือนกับเยาวราชบ้านเรา การเดินทางมา Chinatown สะดวกสุดก็มาทางรถไฟฟ้า ลงที่สถานี Chinatown ออกมาก็เจอเลย ร้านหมูแผ่นชื่อดัง BEE CHENG  HIANG เหมาะสำหรับซื้อไปเป็นของฝาก ราคาค่อนข้างแพงอยู่เหมือนกันครับ ซองเล็กๆ 200-300 บาท อยู่ที่ทางลงไปยังสถานีรถไฟฟ้าสถานี Chinatown ตึก และอาคารบ้านเรือนบ่งบอกความเป็น Chinatown ที่เค้าอนุรักษ์ให้คงเดิมไว้อยู่ ได้บรรยากาศแบบจีน แม้จะเป็นตึกที่สร้างมานานแล้ว แต่ก็มีการทาสีให้ดูใหม่อยู่เสมอ Chinatown Heritage Centre ด้านหน้ามีแผนที่ และข้อมูลท่องเที่ยวแจกฟรี ข้างในเป็นพิพิธภัณฑ์ชาวจีน เสียค่าเข้าชมคนละ 10 SGD เป็นสิงคโปร์เป็นประเทศเล็กๆ แบบนี้ แต่มีพิพิธภัณฑ์เยอะมากเลยครับ ตึกแถวหลากสีย่าน Chinatown โรงแรม SANTA GRAND Hotel Chinatown อยู่ใจกลาง Chinatown เลย ราคาไม่แพงมาก 3 พันนิดๆ มีอาหารเช้าให้ด้วยนะ –> เช็คราคาโรงแรม ในย่าน Chinatown จะมีวัดชื่อดังคนไทยเรียก วัดพระเขี้ยวแก้ว ชื่อภาษาอังกฤษว่า Buddha Tooth Relic Temple & Museum เป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เป็นสถาปัตยกรรมสมัยราชวงศ์ถัง เราสามารถเข้าไปชมด้านในได้ ไม่เสียค่าเข้านะครับ ภายใน Buddha Tooth Relic Temple & Museum ใส่รองเท้าเข้าไปด้านในได้ แต่ห้ามเหยียบที่พรมแดง เราสามารถเดินขึ้นไปดูที่ด้านบนของวัดพระเขี้ยวแก้วได้ด้วยนะครับ มีห้องสมุดของพุทธศาสนา เรื่องราวความเป็นมาของศาสนาพุทธ ประวัติพระพุทธเจ้า ด้านบนมีสวนที่ดาดฟ้าด้วย   ที่ Chinatown มีร้านค้าให้เลือกซื้อของหลายอย่าง ตั้งแต่เสื้อผ้า น้ำหอม เครื่องสำอาง พวงกุญแจ โปสการ์ด อย่างพวงกุญแจที่ผมไปดูมาเห็นขาย 6 อัน 10 SGD แบบและลายเหมือนที่เคยเห็นที่มาเลเซียเลย คิดว่าคงรับมาอีกที   ถนนคนเดินใน Chinatown ตอนสายๆ เดินสบาย คนไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ แต่ช่วงบ่าย – หัวค่ำคนจะเยอะ ก่อนที่จะถึง วัดศรีมาริอัมมัน จะมีไอติมขายอยู่เจ้านึงครับ อยู่ตรงสี่แยก คนไทยชอบเรียกไอติม 1 เหรียญ มีหลายรสให้เราเลือก เลือกได้ว่าจะคู่กับขนมปัง หรือเวเฟอร์ คนขายเป็นอาแป๊ะ ผมกับแฟนสั่งมากินกันคนละอัน จะขอแกถ่ายรูป แกส่ายหน้าอย่างเดียว สงสัยอารมณ์ไม่ดี เลยได้ถ่ายแต่ไอติมในมือผม จากตรงนี้เดินไปอีกนิดก็ถึงวัดศรีมาริอัมมันแล้ว   ย่านคนจีน ใช่ว่าจะมีแต่อะไรที่เกี่ยวกับจีน ยังมีวัดแขกชื่อ วัดศรีมาริอัมมัน (Sri Mariamman Temple) เป็นวัดฮินดูที่เก่าแก่ที่สุดในสิงคโปร์ ก่อสร้างเมื่อปี 1827 ถ้าต้องการเข้าไปถ่ายรูปด้านในต้องเสีย 3 SGD และ 6 SGD สำหรับกล้องวีดีโอ ในเดือนตุลาคม หรือ พฤศจิกายน วัดจะมีพิธีเดินลุยไฟ (Tbeemitbi) โดยผู้เข้าร่วมจะต้องเดินบนถ่านที่ติดไฟเป็นการทดสอบความเชื่อและศรัทธา สำหรับคนที่เดินทนหน่อยแนะนำให้เดินมาที่ถนน Maxwel หรือถ้าจะนั่งรถไฟฟ้ามาก็มาลงที่สถานี Tanjong Pagar ที่นี่มีตึกที่ทาสีแดงทั้งตึก มีชื่อว่า Red dot design Museum แต่ก่อนเป็นที่ควมคุมสัญญาณไฟจราจร แต่ปัจจุบันเป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมผลงานออกแบบ สำหรับที่กินขึ้นชื่อย่าน Chinatown ก็คงเป็น Maxwell food court เป็นศูนย์อาหารขนาดใหญ่ อยู่ที่ถนน Maxwell มีร้านอาหารมากกว่า 100 ร้าน ลองมาแวะกินข้าวมันไก่สิงคโปร์ดูได้ครับ (แนะนำร้านเทียน เทียน) ถ้ามาตอนเที่ยงคนจะเยอะมาก เดินไปเดินมาหมดไปแล้วครึ่งวัน เริ่มเหนื่อยและเมื่อย เลยนั่งรถไฟฟ้ากลับโรงแรมไปนอนเอาแรงซักตื่นแล้วมาเดินต่อแถว Marina Bay ซึ่งเป็นจุดที่สวยที่สุดของประเทศสิงคโปร์ หลังจากตื่นมาในตอนบ่ายแก่ๆ เราก็ออกเดินทางกันต่อ นั่งรถไฟฟ้ามาลงที่สถานี City Hall แล้วเดินไล่มาเรื่อยๆ เริ่มจาก Clarke Quay มีร้านอาหารตั้งอยู่ริมน้ำ ร้านแถวนี้บรรยากาศดี แต่ราคาก็แพงกว่าปกติ ร้านชื่อดังในย่านนี้ได้แก่ร้าน Jumbo seafood เมนูแนะนำปูผัดพริกไทยดำ และ ปูผัดพริก ในย่าน Clarke Quay มีทั้งร้านอาหาร และผับ ใครที่อยากหาที่นั่งดื่มตอนกลางคืนบรรยากาศดีๆ ต้องย่านนี้เลยครับ รูปด้านบนเป็นโรงแรม The Fullerton Hotel เป็นโรงแรมเก่าแก่ ที่หรูหรามา คนดังๆ หลายคนมาพักที่นี่ ลองมองที่ด้านขวาล่าง ของรูปบนจะเห็นรูปปั้นเด็ก กำลังกระโดดน้ำ รูปปั้นเด็กกระโดดน้ำข้างโรงแร

    Views 36,270 
  • Why we should meditate?

    by Sasha

     Why we should meditate? I recommend everyone watch this video, which show us how suffering of all living being from “Birth, Old age, Sickness and Death”. This cycle of life is never end and the only way to free from the Samsara was discovered by the Lord Buddha…And the meditation is the Key.   http://youtu.be/iFXSPncppPI   Let’s give yourself the chance to mediation…then you can prove by yourself.   ขอบคุณภาพจาก :  http://www.ibcoball.com

    Views 2,175 
  • แช่โค้กภายใน 2 นาที

    by

    Views 1,478 

  • A peaceful mind creates a peaceful world

    A peaceful mind creates a peaceful worldสันติสุขภายในสร้างสันติภาพโลกหัวข้อนี้เป็นหัวข้อที่น่าสใจมากๆ เพราะว่ามนุษย์เรา แสวงหาสันติภาพมายาวนานนับศตวรรษ แต่ก็ยังไม่พบหนทางแห่งความสุขที่แท้จริง ใครเลยจะคิดว่าสันติภาพโลกนั้นสร้างขึ้นได้ง่ายๆ ด้วยการหลับตา หยุดใจนิ่ง แล้วสันติสุขภายใจจะเกิดขึ้น และเมื่อทุกคนสามารถสร้างสันติสุขภายนตนได้เล้ว สันติภาพที่แท้จริงจะเกิดขึ้นบนโลกใบนี้อย่างแน่นอน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบด้วยพระองค์เอง และสอนสรรพสัตว์มายาวนาน จนกระทั่งปัจจุบันซึ่งคำสอนของท่านก็ยังคงอยู่ที่สำคัญที่สุดสมาธิ สันติสุขภายใน ไม่จำกัดเฉพาะในชาวพุทธ แต่เป็นสิ่งสากลที่ใครๆ ก็ทำได้....มาลองดูในคลิปวีดีโอนี้จะเห็นว่าสิ่งที่กล่าวไว้ไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลย...:Dhttps://www.youtube.com/watch?html5=1&v=o_SdBn3e-p0&feature=youtu.be&app=desktopเราคนไทยซึ่งเป็นชาวพุทธได้ลองหลับตาหยุดใจกันบ้างรึยังคะ....ถ้ายังก็ขอให้ทุกท่านได้ลองกันดู...แล้วจะรู้ว่าความสุขสงบที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไรค่ะขอคุณภาพจากเว๊บไซต์ : http://maryjaneelh.weebly.com/blog/the-key-is-in-your-hand

    Views 819 
  • Why we should meditate?

     Why we should meditate? I recommend everyone watch this video, which show us how suffering of all living being from “Birth, Old age, Sickness and Death”. This cycle of life is never end and the only way to free from the Samsara was discovered by the Lord Buddha…And the meditation is the Key.   http://youtu.be/iFXSPncppPI   Let’s give yourself the chance to mediation…then you can prove by yourself.   ขอบคุณภาพจาก :  http://www.ibcoball.com

    Views 2,175 
  • Trend สมาธิที่น่าสนใจ

    Trend สมาธิที่น่าสนใจ นิตยสาร “The Secret” รายปักษ์ ปีที่ 6 ฉบับ 141 วันที่ 10 พฤษภาคม 2557 ยังมีเรื่องที่น่ารู้เกี่ยวกับ Trend ต่างๆ ของสมาธิ ที่น่าสนใจ   เรื่องแรกคือ เดี๋ยวนี้เขามีการจัดสรรพื้นที่สำหรับฝึกสมาธิในสนามบินกันแล้วนะคะ...แต่ก่อนเราอาจจะได้ยินว่าสนามบินจะมีห้องสำหรับการทำละหมาด แต่ตอนนี้สนามบินนานาชาติชิคาโกโอแฮร์ ได้เปิดห้องสำหรับผู้โดยสารให้ฝึกสมาธิ หรือ โยคะระหว่างรอขึ้นเครื่อง หรือเปลี่ยนเครื่องได้ เนื่องจากเห็นประโยชน์ว่าการฝึกสมาธิสามารลดความเครียด และทำให้ผ่อนคลาย ท่ามกลางการเดินทางที่วุ่นวายนั้นผู้โดยสารจะได้มีที่ให้ได้ผ่อนคลาย และสงบได้ ซึ่งก็ไม่ใช่แค่ที่สนามบินนี้นะคะ ก่อนหน้านี้สนามบินแฟรนซิลโก และแดลลัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็เปิดห้องอย่างนี้มาแล้วค่ะ   ตอนนี้มี Application ดีดี เพื่อความสงบในสมาร์ทโฟน ซึ่งนิยามกันเป็นอย่างมาก คือ โปรแกรมสอนสมาธิ Headspace จะมีเสียงระฆังเตือนสติให้กลับมาอยู่ที่ลงหายใจอย่าง Meditation Bell หรือ เสียงจากโปรแกรม Calm ฟังแล้วผ่อนคลายเหมือนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ และยังมีโปรแกรม Lift ซึ่งรวมกลุ่มคนที่สนใจในกิจกรรมคล้ายกัน รวมถึงการนั่งสมาธิจนเป็นนิสัย Lift จะเตือนให้เราหาเวลาทำกิจกรรมดังกล่าว และให้กำลังใจอีกด้วย   สุดท้ายเป็นเรื่องของการแก้อาการปวดหัว...นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าความเจ็บปวดมาจากความคิด ศาสตราจารย์แอนโทนี โจนส์ (Anthony Jones) นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ได้ข้อสรุปข้างต้น และนำเสนอการฝึกสมาธิตามหลักพุทธศาสนา และมองโลกแง่บวกสามารถบรรเทาอาการปวดต่างๆ ได้ดีกว่ายาแก้ปวด ที่มีผลข้างเคียงตามมามากมาย...ดังนั้นเป็นนิมิตหมายที่ดีที่เราอาจไม่ต้องพึ่งแต่ยาแก้ปวดกันนะคะ...ดีที่สุดฝึกนั่งสมาธิกันทุกๆ วัน จะได้เป็นภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ รวมถึงโรคสารพัดปวดด้วยค่ะ   เห็นข้อดีของการฝึกสมาธิ และแนวโน้มของโลกในปัจจุบันที่คนทั่วโลกเห็นความสำคัญของการฝึกสมาธิแบบนี้แล้ว...ขอให้เราตระหนักเอาไว้ค่ะว่า สมาธิคือสิ่งหนึ่งในชีวิตประจำวันที่จะขาดไม่ได้ เหมือนกับการ อาบน้ำ แปรงฟัน รับประทานอาหาร ที่ต้องทำทุกวันเพื่อสุขภาพที่ดีของใจเราค่ะ   http://www.meditationoutlet.com/meditation-singing-bowls/index.html

    Views 989 
  • สมาธิกับเหล่า Celebrities

     สมาธิกับเหล่า Celebrities ได้ไปอ่านนิตยสาร “The Secret” รายปักษ์ ปีที่ 6 ฉบับ 141 วันที่ 10 พฤษภาคม 2557 เกี่ยวกับเทรนการฝึกสมาธิในโลกตะวันตก...จะเป็นยังไงเรามาดูกันค่ะ   เขาว่าปี 2014 กระแสการฝึกสมาธิ ฝึกสติ หรือ Mindfulness and Meditation นั้นพุ่งสูงขึ้นในโลกออนไลน์ และชาวตะวันตกก็มีการตื่นตัวในการฝึกสติ และสมาธิกันอย่างจริงจังทีเดียว ตัวอย่างเช่น โอปราห์ วินฟรีย์ (Oprah Winfrey) พิธีกรรายการทีวีชื่อดังยืนยันว่าการฝึกสมาธิช่วยให้เธอสร้างสรรค์งาน และมีชีวิตที่ดีที่สุด  และยังร่วมสนับสนุนโครงการ Transcendental Meditation ซึ่งเป็นการฝึกสมาธิที่เผยแผ่โดยมหาฤๅษี วิธีการของ TM คือ การท่อง “ มนตรา” (Muntra) ซึ่งจะท่องซ้ำ ๆ ภาวนาในใจ เพื่อให้เกิดความผ่อนคลาย   คนต่อไปที่กล่าวถึงคือ บิล ฟอร์ด (Bill Ford) CEO ของบริษัทผลิตรพยนต์ฟอร์ด มอเตอร์ ก็ได้ใช้สมาธิ และการแผ่เมตตา ไปยังเพื่อนร่วมงาน และตนเอง ซึ่งเขาเรียนกว่า “เมตตาสมาธิ”   อีแวน วิลเลียมส์ (Evan Williams) ผู้ร่วมก่อตั้งทวิตเตอร์ ยืนยันว่าการฝึกสมาธิเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเขาเองรวมทั้งผู้ร่วมงานอีกหลายคน   นอกจากนี้บริษัทระดับโลก เช่น Google, AOL, Apple ก็ได้จัดชั้นเรียนสมาธิให้พนักงานในบริษัท เพื่อลดความเครียด และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งเพื่อสุขภาพที่ดีของพนักงานด้วย   ชาวตะวันตกเขาเห็นประโยชน์ของสมาธิอย่างนี้แล้ว เราชาวตะวันออก ซึ่งเป็นต้นกำเนิดแห่งการฝึกสมาธิจะละเลยกันไม่ได้แล้วนะคะ...ใครยังไม่ลองฝึกสมาธิต้องลองแล้วล่ะค่ะ ถ้าใครลองแล้วไม่รู้สึกว่าดี อย่างเพิ่งคิดว่าสมาธิไม่ดีนะคะ บางทีอาจเป็นเพราะเรายังไม่เจอวิธีที่เหมาะกับตัวเรา ลองฝึกหลายๆ แบบดู แล้วสังเกตว่าวิธีไหนที่ทำแล้วทำให้เราผ่อนคลาย มีความสุข เมื่อเจอแล้วก็ฝึกวิธีนั้นให้ก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ เลยนะคะ...ขอให้ทุกคนได้พบกับความสุขที่แท้จริงภายในค่ะ ขอบคุณภาพจากเว๊บไซต์: http://www.boomsbeat.com/articles/39/20140103/50-things-didnt-know-oprah-winfrey.htm

    Views 1,695 
  • ความสว่าง คือ แสงแห่งสมาธิ

    ความสว่าง คือ แสงแห่งสมาธิ  คนทั่วไปมักจะสงสัยว่าเมื่อนั่งสมาธิแล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป...ถ้ากล่าวโดยทฤษฎีแล้ว เมื่อเรานั่งสมาธิจนกระทั่งใจสงบนิ่งปราศจากนิวรณ์ 5 ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดขวางใจเราให้เป็นสมาธิ จากนั้นเราจึงจะเข้าสู่รูปฌาน และอรูปฌาน แล้วจึงเป็นพระอริยเจ้าในระดับต่างๆ ต่อไป (ซึ่งในรายละเอียดจะนำมาเล่าในภายหลังนะคะ) เมื่อฟังแล้วก็จะรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัวเรา เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้...แล้วสำหรับคนธรรมดาอย่างเราๆ เมื่อฝึกสมาธิไปแล้วจะมีอะไรที่ดูใกล้ตัวและ เป็นประสบการณ์ที่สัมผัสได้ด้วยตัวเอง   โดยปกติเราจะเรียกเหตุการณ์ หรือ สิ่งต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิต ให้เราได้เรียนรู้ ได้พบเห็นว่า “ประสบการณ์” สำหรับการฝึกสมาธิทุกครั้งที่เราทำสมาธิไม่ว่าจะหลับตา หรือ ลืมตา ทำสมาธิ ในอิริยาบทต่างๆกัน (นั่ง นอน ยืน เดิน) สิ่งที่เราได้สัมผัส รับรู้ รู้สึก หรือ แม้กระทั่ง “เห็น” ในขณะนั้นๆ เราเรียกว่า “สภาวธรรมภายใน” และ ทุกสิ่งที่เราได้ประสบจากการฝึกสมาธิเราจะเรียกกันง่ายๆ ว่า “ประสบการณ์ภายใน” ดังนั้น หลังจากที่เราฝึกสมาธิทุกครั้งให้เราฝึกนิสัยสังเกตุว่า การฝึกสมาธิของเราที่เพิ่งผ่านมานั้นเรารู้สึกอย่างไร พบ เห็นอะไร และจะดียิ่งขึ้นถ้าเรามีสมุดเอาไว้สำหรับจดบันทึกผลของการปฏิบัติธรรมของเรา เพื่อที่เราจะได้นำมาสังเกตุดูว่า ในแต่ละรอบที่เรานั่งสมาธินั้นมีผลอย่างไร มีอุปสรรคอะไร แล้วพิจารณาว่าจะแก้ไขอย่างไรได้บ้าง มีประโยชน์มากๆค่ะ   “สมาธิ” โดยทั่วไปแล้วผลที่ได้โดยทั่วไปแล้วจะบอกว่า “ได้ความสงบใจ” แต่ในความเป็นจริงแล้วความสงบใจเป็นเพียงผลส่วนหนึ่งเท่านั้น ในความเป็นจริงทุกคนที่ฝึกสมาธิยังได้สัมผัสกับสภาวธรรมภายในอื่นๆ อีกหลายอย่าง เพียงแต่ว่าอาจจะไม่ทันได้สังเกตุ พิจารณา และจดบันทึก เพราะประสบการณ์ภายในเหล่านี้ถ้าไม่รีบจดในทันทีหลังจากที่ลืมตาขึ้นมาแล้ว...เราก็จะลืมค่ะ ดังนั้นนอกจากความสงบใจแล้ว สมาธิยังเป็นเรื่องของความสว่างที่เกิดขึ้นข้างใน ลองสังเกตดูสิคะ เวลาที่เรานั่งสมาธิไปเรื่อยๆ พอใจสงบแล้วจู่ๆ ก็เหมือนมีแสงสว่างส่องมาที่ตัวเรา มาที่บริเวณหน้าเรา เหมือนเรามีตาข้างในที่สามารถมองเห็นแสงได้อย่างไรอย่างนั้น หลายๆท่านได้เล่าว่าบางครั้งเวลาฝึกสมาธิในห้องคนเดียวในเวลากลางคืนรู้สึกเหมือนมีแสงสว่างส่องมาที่หน้า นึกว่าใครเข้ามาเปิดไฟในห้อง จึงลืมตาขึ้นมาปรากฎว่าในห้องมืดสนิท ไม่มีวี่แววของใครเข้ามาเปิดไฟ ในเรื่องความสว่างนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เคยกล่าวไว้กับพระอนุรุทธะไว้ใน อุปักกิเลสสูตร มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ว่า             “ดูก่อนอนุรุทธะ เรานั้นได้มีความรู้ดังนี้ว่า สมัยใด เรามีสมาธินิดหน่อย สมัยนั้น เราก็มีจักษุนิดหน่อย ด้วยจักษุนิดหน่อย เรานั้นจึงรู้สึกแสงสว่างเพียงนิดหน่อย เห็นรูปได้นิดหน่อย ส่วนสมัยใด เรามีสมาธิหาประมาณมิได้ สมัยนั้น เราก็มีจักษุหาประมาณมิได้ ด้วยจักษุหาประมาณมิได้เรานั้นจึงรู้สึกแสงสว่างหาประมาณมิได้ แลเห็นรูปหาประมาณมิได้ตลอดกลางคืนบ้างตลอดกลางวันบ้างตลอดทั้งกลางคืนและกลางวันบ้าง”   นี่ไงคะ พระองค์ท่านได้กล่าวเป็นแนวทางให้เราแล้วค่ะว่า เมื่อเราฝึกสมาธิ เราจะมีจักษุ เมื่อเรามีจักษุเราก็จะรู้สึกถึงแสงสว่าง และเห็นรูปได้...โดย จักษุ แสงสว่าง และการเห็นรูป จะแปรผันตรงกับสมาธิที่เราสามารถกระทำให้เกิดขึ้นได้ในคราวนั้นๆ ดังนั้น “สมาธิ กับ ความสว่าง” จึงเป็นของคู่กันค่ะ เพราะโดยธรรมชาติดั้งเดิมดวงจิตของเรานั้นผ่องใส สว่างมาก แต่เพราะกิเลสที่ห่อหุ้มใจเราไว้ ทำให้ความสว่างในใจเราถูกบดบัง ต่อเมื่อได้ฝึกสมาธิเมื่อใดใจเราจึงรู้วิธีการที่ทำให้ใจสงบ เมื่อใจสงบ หยุดนิ่ง ไม่คิดสิ่งใด นั่นหมายถึงในเวลานั้นใจเราปราศจากกิเลสมาควบคุม ความสว่างของดวงจิตดั้งเดิมของเราจึงสามารถเปล่งแสงสว่างให้เราได้รู้สึกสัมผัสอีกครั้ง เมื่อมีแสงสว่างเกิดขึ้นมากพอเราจึงสามารถรู้เห็น (รูป) ซึ่งคือสัจธรรมต่างๆได้ตามความเป็นจริงค่ะ   การปฏิบัติสมาธิเมื่อเริ่มต้นนั่งหลับตาอาจจะมืดสนิท ต่อเมื่อฝึกทำสมาธิเรื่อยไปความสว่างจะค่อยๆ สว่างขึ้นเป็นลำดับ จากที่มืดสนิท ก็ค่อยเป็นมืดเทาๆ แล้วจึงค่อยๆสว่างขึ้น เป็นความสว่างระดับแสงดาวบนท้องฟ้า แค่เทียนที่จุดบูชาพระ สว่างเหมือนแสงจันทร์ เหมือนตะวันเริ่มพ้นขอบฟ้า ตะวันเที่ยง จนกระทั่งสว่างเหมือนมีดวงอาทิตย์หลายๆดวงมาเรียงกัน เป็นต้น แต่ผู้ปฏิบัติไม่ควรไปกังวลกับความสว่างมากนัก เมื่อไหร่ใจนิ่งสงบ ความสว่างก็จะเกิดขึ้นเอง เราไม่สามารถไปเร่งรัดอะไรกับสภาวธรรมภายในได้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องของการฝึก และความพร้อมของใจเราในขณะนั้น ดังนั้นเราจึงสมารถวัดระดับสมาธิของเราได้เองเบื้องต้นที่ความสว่างภายในนี่เองค่ะ   บางคนสงสัยว่าการฝึกสมาธิ ต่างอย่างไรกับการนอน ดูแล้วคล้ายๆกัน คือ ได้รับการพักผ่อน ซึ่งก็มีส่วนที่คล้ายกันในประเด็นนี้ แต่สมาธินั้นกระทำเมื่อเรา “ตื่น” และ “มีสติ” แต่การนอนนั้นเป็นการที่เราหลับใหลไม่ได้สติ ดังนั้นจึงไม่ได้รับผลอะไรนอกจากการพักผ่อนทางกายเท่านั้น แต่การพักผ่อนทางจิตใจนั้นยังไม่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ เพราะจิตใจยังไม่ได้รับการฟื้นฟูด้วยการฝึกสมาธิจนกระทั่งใจเข้าสู่สภาวะสงบ เมื่อใจสงบ “จิต” ของเราจึงจะเริ่มได้รับการฟื้นฟูจากภาวะความเครียด จากปัญหาต่างๆ ที่ประสบมาตลอดทั้งวัน ด้วยสารเอ็นโดฟีน ดังนั้นจะให้ดีที่สุด ก่อนนอนให้นั่งสมาธิก่อนจนกระทั้งใจของเราสงบใสสว่าง ทบทวนสิ่งต่างๆ ที่ได้กระทำมาตลอดทั้งวัน หากสิ่งไหนทำไว้ดีแล้วก็ให้เราชื่นชม ปลื้มใจกับการกระทำของเราให้ต่อเนื่อง หากสิ่งไหนทำผิดพลาดไปก็ให้เรารู้จักให้อภัยตัวเอง พร้อมทั้งพยายามปรับปรุงแก้ไข พร้อมทั้งให้กำลังใจตนเอง (อันนี้สำคัญนะคะเราต้องอย่างไปตำหนิ ด่าว่า และโทษตัวเองมากนัก เพราะจะทำให้ใจของเราหมอง เวลานั่งสมาธิใจจะเกิดความสบาย และความสงบได้ยากขึ้นค่ะ) จากนั้นจึงค่อยนอนหลับด้วยความสุขใจ เพราะเราได้เคลียร์ทุกอย่างแล้วก่อนที่เราจะนอน การที่เราทำเช่นนี้จะทำให้เราสามารถนอนหลับได้ลึก และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ร่างกายของเราก็ได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่มากยิ่งขึ้นค่ะ   ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ http://reachingforsoul.wordpress.com/category/lightbody/

    Views 10,337 
  • การเตรียมตัว เตรียมอารมณ์ และเตรียมใจ ก่อนนั่งสมาธิ

    การเตรียมตัว เตรียมอารมณ์ และเตรียมใจ ก่อนนั่งสมาธิ ไม่ว่าเราจะทำกิจกรรมใดๆ ล้วนต้องมีการเตรียมตัว เตรียมใจ เพื่อที่ว่าเมื่อลงมือทำสิ่งนั้นแล้ว เราจะได้ทำออกมาอย่างดีที่สุด การฝึกสมาธิก็เช่นเดียวกัน ก่อนจะนั่งหากเราทราบเทคนิคการเตรียมตัว เตรียมอารมณ์ และเตรียมใจของเราก่อน ก็จะทำให้เมื่อนั่งสมาธิแล้วใจจะสงบได้เร็วค่ะ ซึ่งการเตรียมทั้ง 3 สิ่งดังกล่าวนี้ เป็นสิ่งที่เราไม่ควรจะละเลยไปนะคะ   การเตรียมตัว ในที่นี้หมายถึง  การเตรียมร่างกายให้พร้อมในการฝึกสมาธิ เช่น อาบน้ำ ล้างหน้า ให้ร่างกายเรากระปรี้กระเปร่า หากเราไม่ได้อยู่ในที่ที่สะดวกก็อาจจะให้ปรับร่างกายด้วยการดื่มน้ำอุ่น น้ำผลไม้ ให้สดชื่น (ไม่ควรดื่มกาแฟนะคะ แม้จะดูเหมือนว่ากาแฟทำให้ตื่นไม่ง่วง แต่จะเป็นการตื่นตัวแบบไม่สดชื่นจริงๆ อาจจะทำให้มีอาการตึงๆ ได้ค่ะ) ก่อนทีเราจะนั่งสมาธิไม่ควรจะรับประทานอาหารหนักๆ หรือ ย่อยยากเพราะจะทำให้กระเพาะทำงานหนักค่ะ แล้วก็จะง่วงนั่นเอง ในทางตรงกันข้ามการที่ปล่อยให้หิวจนเกินไปจะทำให้ใจเป็นสมาธิได้ยาก ดังนั้นควรทานอะไรรองท้องไว้บ้างนะคะ   เรื่องการแต่งกายก็สำคัญค่ะ เมื่อจะนั่งสมาธิให้ใจสบายเครื่องแต่งกายก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้เช่นกัน ดังนั้นเสื้อผ้าที่สวมใสควรจะใส่สบายไม่คับ รัดรูปจนรู้สึกอึดอัด หรือ หลวมจนรู้สึกรำคาญ หากมีการปฏิบัติธรรมร่วมกับบุคคลอื่นๆด้วย ไม่ควรใส่เสื้อผ้าที่มีลวดลายเยอะจนเกินไป เพราะจะทำให้ตัวผู้ปฏิบัติเอง และผู้อื่นรู้สึกไม่สบายตา ไม่สบายใจ โดยเฉพาะเสื้อควรใส่สีพื้นๆ ที่เป็นสีสว่าง ไม่ฉูดฉาด หรือ เป็นสีมืดทึมเกินไป    ที่สำคัญสำหรับสุภาพสตรีนะคะ ไม่ควรแต่งหน้าจัด หรือ ทาเล็บสีจัดมากเกินไป เสื้อผ้าไม่ควรจะรัดรูป สั้นเลยเข่าขึ้นไป แขนกุด หรือ คอลึกจนเกินไปด้วยค่ะ อันนี้ต้องขอบอกเหตุผลตามตรงนะคะว่าการที่เราใส่เสื้อผ้าไม่รัดกุม แม้ว่าจะสวยและทันยุคสมัย แต่การปฏิบัตินั้นเป็นไปเพื่อฝึกใจให้สงบ หากเราแต่งกายไม่เรียบร้อย จะทำให้ผู้มาร่วมปฏิบัติธรรมที่เป็นสุภาพบุรุษจิตใจไม่สงบได้ค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้ทีมาสอนสมาธิเราคือ พระภิกษุยิ่งเป็นการไม่สมควรค่ะ ดังนั้นเพื่อรักษาบรรยากาศในการปฏิบัติธรรมให้สงบสำรวม เราควรแต่งกายให้สุภาพ มิดชิดนะคะ   สิ่งที่ต้องระลึกไว้เสมอก็คือ ทุกท่านที่มาร่วมกันปฏิบัติธรรมต้องการเข้าถึงความสงบสุขภายใน การช่วยกันรักษาใจด้วยการแต่งกายซึ่งเป็นปราการด่านแรกในการพบเห็นกัน หากเราแต่งกายเหมาะสม คนมองก็สบายตา ตัวเราก็สบายใจ พากันเข้าถึงความสุขภายในกันได้ทุกคนค่ะ   การเตรียมอารมณ์ ผู้ฝึกสมาธิทุกคนควรมีการเตรียมอารมณ์ให้พร้อมสำหรับการปฏิบัติธรรมด้วยการปลดปล่อยภาวะอารมณ์ในทางลบทั้งปวงออกไป เช่น ความเซ็ง เครียด กลัดกลุ้ม และเบื่อหน่าย เป็นต้น เพราะอารมณ์เหล่านี้เป็นอุปสรรคทำให้ผู้ฝึกมีจิตใจที่ไม่สงบ ใจรวมเป็นสมาธิได้ยาก อารมณ์ที่ควรจะทำให้เกิดขึ้นคือ ความรู้สึกสดชื่น สบายใจ อารมณ์ดี อารมณ์สบาย เราควรจะเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า  อย่าปล่อยให้อารมณ์สบายของเราถูกกระทบกระเทือน จนกระทั่งเกิดภาวะอารมณ์ในทางลบได้   นอกจากนี้เรายังควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปพูดคุยกับผู้ที่อาจจะนำเรื่องราวที่ทำให้เราร้อนใจ ไม่น่าฟัง ไม่น่ารับรู้มาให้ เพราะจะทำให้ใจเราไม่สบาย รวมไปถึงการดูหนังดูละครก็ควรที่จะหลีกเลี่ยง เพราะภาพเหล่านั้นจะผุดขึ้นในเวลาที่เราทำสมาธิ ซึ่งอาจทำให้อารมณ์ของเราไม่นิ่ง ฟุ้งซ่าน  และใจไม่อยู่กับร่องรอยได้ค่ะ   สิ่งที่จะช่วยฝึกให้เราเตรียมอารมณ์ได้อย่างเหมาะสมนั้น ต้องฝึกตัวเองให้มีรื่นรมย์กับสิ่งรอบตัวให้ได้ ซึ่งความสุขนี้อาจได้มาจาก การฟังเพลงบรรเลงเบาๆ อ่านหนังสือ วาดรูป หรือ ทำกิจกรรมที่ชอบ ที่สำคัญต้องฝึกให้เป็นผู้มองโลกในแง่บวกไว้ก่อนเสมอ (มองโลกในแง่ดี)  “Positive Thinking” โดย  ฝึกเป็นผู้ไม่ถือโกรธ  ไม่อาฆาต  ไม่ถือตนเองเป็นใหญ่  ฝึกให้มั่นคงใน “อภัยทาน” เพราะบุคคลที่เป็นผู้มองโลกในแง่บวก  และพร้อมให้อภัยได้เสมอ  จะเป็นผู้ที่มีอารมณ์สดใส  มีจิตใจมั่นคง   นอกจากนี้หากเราต้องการฝึกสมาธิให้ได้ผลก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เราควรจะต้องมีการเตรียมใจ ด้วย ซึ่งก็คือ เราควรจะฝึกสติตลอดทั้งวันด้วยการ ระลึกรู้เท่าทันการกระทำของตัวเอง หรือ เอาใจไว้กับเนื้อกับตัวตลอดทั้งวัน ให้ได้บ่อยที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ หรือ นึกได้ อาจจะไม่ต้องถึงขนาดว่าให้คอยมองดูการกระทำของตัวเองทุกขณะด้วยการเคลื่อนไหวช้าๆ ไปเรื่อยๆ เพราะวิธีการเช่นนี้ ไม่สามารถทำได้ในชีวิตจริง หรือ ถ้าทำจริงก็จะดูแปลก เพราะมีการเลื่อนไหวที่ไม่เป็นธรรมชาติ หรือ หากจะฝึกจนกระทั่งสามารถทำได้ด้วยการเคลือนไหวแบบปกติก็ต้องใช้เวลาฝึกพอสมควร ซึ่งหากเป็นผู้ฝึกใหม่อาจเผลอ ลืม และท้อแท้ไปซะก่อน   วิธีที่ง่ายขึ้นนั้นผู้ฝึกอาจจะลองฝึก “สติ” ตลอดทั้งวันด้วยการนึกถึงสิ่งที่เราเคารพนับถือ เอาไว้ภายในตัว  เช่น พระพุทธรูปที่เรากราบไหว้ทุกวัน ให้ลองนึกอาราธนาท่านให้อยู่กับตัวเรา เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วเรามักจะฝึกสมาธิด้วยการเอาสติจับที่ลมหายใจ หายใจเข้าท้องพองออก หายใจออกท้องยุบ ดังนั้นเราจะชินกับการฝึกสติที่บริเวณท้องของเรา หากให้ลองนึกว่ามีพระพุทธรูปอยู่ภายในตัว ที่บริเวณท้องของเราให้ได้ตลอดทั้งวัน ก็จะเป็นการฝึกที่มุ่งไปที่จุดๆเดียว น่าจะง่ายกว่าการที่คอยเอาสติจับความทุกการกระทำของเรา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเทคนิคและวิธีการต่างๆ ขึ้นอยู่กับผู้ฝึกแต่ละท่านค่ะ ถนัดแบบไหน ทำแบบไหนแล้วรู้สึกสบาย ทำได้ต่อเนื่องก็เอาแบบนั้น และที่สำคัญเมื่อฝึกสติมาตลอดทั้งวันแล้ว ทุกวันเราควรจะทำสมาธิจริงจังอย่างน้อยสัก 1 ชัวโมง เพื่อจะได้มีผลการปฏิบัติที่ก้าวหน้าค่ะ   เมื่อทราบเทคนิคการเตรียมตัว เตรียมอารมณ์ และเตรียมใจแบบนี้แล้ว ก็อย่ามองข้ามการเตรียมทั้ง 3 อย่างนี้ทุกครั้งนะคะ รับรองว่าเราจะได้มีสมาธิที่ก้าวหน้า และมั่นคงยิ่งๆขึ้นไปค่ะ   ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ http://www.bodyandsoul.com.au/sex+relationships/wellbeing/learn+to+meditate+in+seven+days,11487

    Views 7,419 
  • มาทำความคุ้นเคยกับสมาธิกันเถอะ

    มาทำความคุ้นเคยกับสมาธิกันเถอะ  สมาธิ เป็นเรื่องที่เราควรฝึกให้ได้ทุกวัน ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ให้ได้ตลอดเวลา โดยมีเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เราฝึกสมาธิของเราได้อย่างต่อเนื่องคือ “สติ” นั่นเอง   สมาธินั้นเราสามารถฝึกได้หลายอิริยาบท ในระหว่างวันเราสามารถจะฝึกสมาธิ พร้อมกับอิริยาบท เดิน นั่ง ยืน หรือ แม้แต่พูดคุยสนทนากับคนรอบข้าง และเมื่อเรากลับมาที่บ้าน เราสามารถนั่งหลับตาทำสมาธิได้อย่างเต็มที่ก่อนที่เราจะนอนหลับเพื่อเป็นการเคลียร์ใจของเราก่อนที่เราจะเข้านอน และเมื่อตื่นเช้าก็นั่งหลับตาทำสมาธิ เพื่อเข้าถึงแหล่งพลังบริสุทธิ์ภายในเพื่อพร้อมรับวันใหม่ ด้วยความสดใสมีพลัง และก็ทำสมาธิ ประคองสติของเราให้รับรู้สิ่งต่างๆ ที่เข้ามาอย่างมีสติให้ได้ตลอดทั้งวัน เท่าที่เราจะมีสติ ระลึกรู้ การกระทำของเราได้   เคยไหมคะ?  ที่เรามักจะทำอะไรลงไปโดยที่เราไม่ได้จดจ่อ หรือ มีสติในการกระทำของเรา ทำให้เราไม่แน่ใจว่าเราได้ทำสิ่งนั้น หรือสิ่งนี้แล้วหรือยัง บางครั้งก็อาจจะมีอาการลืมบ่อยๆ นี่เป็นสิ่งที่เตือนว่าเราอาจจะขาดสติในขณะนั้นๆค่ะ ดังนั้นเราจึงควรฝึกทำความคุ้นเคยกับสมาธิให้ได้ตลอดทั้งวันนะคะ วันนี้มีวิธีการทำความคุ้นเคยกับสมาธิ หรือ ทำใจเราให้มีอารมณ์พร้อมสำหรับการฝึกสมาธิมาฝากค่ะ   การเริ่มทำความคุ้นเคยกับองค์ประกอบของสมาธินั้นไม่ยาก  เพราะคือการโน้มอารมณ์เข้าหาความสบาย   ความงดงาม  เป็นต้นว่าเข้าใกล้ธรรมชาติ  เข้าใกล้ความงาม  และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับความงามตามธรรมชาตินั้นอย่างมีสติ วิธีการเข้าใกล้ธรรมชาติสามารถทำได้หลายวิธี คือ ออกเดินทางท่องเที่ยวด้วยจุดประสงค์ที่ต้องการชื่นชมธรรมชาติจริงๆ และฝึกสมาธิในระหว่างที่ชื่นชมธรรมชาตินั้น หรือ หากอยู่ที่บ้านก็ให้ลองใสใจกับต้นไม้ภายในบ้าน  ด้วยการรดน้ำเดินเล่นหรือลงมือปลูกด้วยตัวเอง หมั่นออกมาจากอาคารเพื่อสัมผัสกับแสงแดดอ่อนยามเช้า  หรือ รับลม และออกมาชื่นชมกับแสงเดือน  หมู่ดาวในเวลากลางคืน แล้วน้อมนำใจเราให้อยู่กับเนื้อกับตัว จดจำอารมณ์สบายที่ได้สัมผัสธรรมชาติมาใช้เมื่อนั่งสมาธิ   การเข้าใกล้ความงามของศิลปะด้วยการฟังเพลงบรรเลงนุ่มๆอยู่เสมอ ด้วยการวาดภาพ  วาดลวดลายเส้นด้วยดินสอก็ได้ สีไม้ สีน้ำ สีน้ำมัน หรือ สีอะครีริค ก็ได้ แล้วแต่ความถนัด ในระหว่างที่ฟังเพลง หรือ วาดภาพ ก็ให้นึกทำใจให้เป็นสมาธิ เอาใจไว้กับตัวเรา ไม่ปล่อยให้ลองลอยไปไหนต่อไหน หากพบว่าใจกำลังฟุ้งซ่าน ก็ให้ดึงใจกลับมาอยู่กับตัวเรา   การอ่านบทกวีไพเราะ  ของกวีเอกของโลก  อาทิ  กาลิทาส  รพินทรนาถ  ฐากูร  หรือคาอิล ยิบราล หรือแม้แต่การอ่านหนังสือธรรมะ ก็ช่วยให้เรามีสติอยู่กับสิ่งที่ดีงามได้เช่นกัน ฝึกทำใจเราให้รวมเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อมอย่างมีสติและสบาย ปล่อยให้ใจเรามีความสงบ เพราะใจที่สบายคือ คุณสมบัติของใจที่มีคุณภาพ เหมาะสำหรับการฝึกสมาธิให้ก้าวหน้าค่ะ   นอกจากนี้ยังมีตัวช่วยอื่นๆ เช่น เพลงบรรเลงเพราะๆ เบาๆ หรือ เพลงที่มีเสียงธรรมชาติ เช่น พวก Green Music เปิดฟังแล้วมีเสียงน้ำ เสียงนก เสียงเปียนโนเบาๆ เป็นต้น แม้แต่พวกน้ำมันหอมระเหย ซึ่งทำจากน้ำมันหอมธรรมชาติ Aromatic Oil ใช้หยดในนำ Burner ให้กลิ่นหอมระเหยช่วยให้เกิดความสบายทางสรีระ เช่น กลิ่นมิ้นท์ จะช่วยให้รู้สึกโล่งสบาย กลิ่นลาเวนเตอร์จะช่วยให้กระปรี้กระเปร่า เป็นต้น   นอกจากนี้เสื้อผ้าที่เราสวมใสเมื่อจะนั่งสมาธิควรจะ หลวมๆ สบายๆ เพื่อให้เราผ่อนคลายได้ง่ายขึ้น วิธีการคือ เปิดเพลงเบาๆ  สูดกลิ่นระเหยอ่อนๆ  พร้อมออกกำลังกายช้าๆ  ปล่อยอารมณ์ให้สอดคล้องไปกลับเสียงเพลง ให้ปล่อยความรู้สึกไปกับเสียงเพลงพลางนึกถึงความเป็นศูนย์กลางกายของสรรพสิ่ง  หรือนึกว่าร่างกายนี้โปร่งใส แล้วประคองใจให้สบายๆ อย่างนี้ไปเรื่อยๆ เท่าที่จะทำได้ หากมีความฟุ้งเข้ามา เมื่อได้สติก็ให้ลืมตา แล้วเริ่มวางใจใหม่เช่นนี้ ก็คือว่ามีผลการฝึกสมาธิที่ดีเยี่ยมแล้วค่ะ   หรือ บางท่านอาจจะปลี่ยนจากการฟังเพลงเป็นนั่งลงสวดมนต์เบาๆ ท่ามกลางกลิ่นหอม และธรรมชาติ หลังจากที่ชำระร่างกาย แต่งกายด้วยชุดที่เหมาะสมแล้ว ก็เลือกที่นั่งที่เหมาะสมในท่าขัดสมาธิ จัดท่าทางของเราให้สบายที่สุด หรือ หากใครมีปัญหาในการนั่งขัดสมาธิ ก็ให้นั่งบนเก่าอี้สบายๆก็ได้ แล้วปล่อยความรู้สึกให้เบาสบายโดยให้สิ่งแวดล้อมรอบๆตัวเรา ทำหน้าที่กล่อมเกลาใจของเราให้ผ่อนคลายสงบ โดยมีสติระลึกรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาอย่างสบายๆ นุ่มนวล ประคองใจให้มีอารมณ์อย่างนี้ให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ เทคนิคการฝึกให้สบายได้อย่างมีสติ คือ ให้นึกเสมอว่าตนเองเป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่งให้ลองนึกถึงจุดกลางแค่พอนึกได้แล้วนึกบ่อยๆเท่าที่จะทำได้บนความสบายนุ่มนวล แล้วปล่อยอารมณ์ให้ทอดสบายสอดคล้องไปกับสิ่งที่เลือก เช่น ถ้าเลือกธรรมชาติ  ก็ให้นึกว่าตัวเอง  เขาไปอยู่ท่ามกลางบรรยายกาศเช่นนั้น เทคนิคและวิธีการต่างๆ ข้างต้นนี้เป็นวิธีที่จะทำให้ใจของเรานุ่มนวล เหมาะแก่การทำสมาธิให้มีผลการปฏิบัติธรรมได้ก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไป โดยนอกจากจะฝึกในขณะที่เรานั่งลงทำสมาธิแล้ว ในระหว่างวันเราก็สามารถฝึกสติระลึกรู้ให้เท่าทันกับการกระทำของเราได้เช่นเดียวกัน โดยกำหนดใจเอาไว้ภายในอย่างสบาย และ มีสติรู้ตัวในทุกขณะให้ได้ตลอดทั้งวัน ถ้าทำเช่นนี้ได้บ่อยๆ ในไม่ช้าเราก็จะรู้สึกคุ้ยเคยกับสมาธิมากขึ้นเป็นลำดับ เราจะมีสติรู้ตัวเมื่อใจเราเผลอ แล้วดึงใจกลับมาโดยอัตโนมัติโดยที่เราอาจจะไม่ทันสังเกตุตัวเองด้วยซ้ำ หากเราฝึกสติระหว่างวันเช่นนี้บ่อยๆ เมื่อกลับมานั่งสมาธิที่บ้าน ใจเราจะสงบได้รวดเร็ว เรื่องฟุ้งต่างๆ จะน้อยลง มีผลการฝึกสมาธิก้าวหน้ายิ่งขึ้น ซึ่งในตอนแรกอาจจะต้องอาศัยเทคนิคเข้าช่วยแต่ต่อไปใจจะเริ่มคุ้นกับความสงบที่นุ่มนวลนี้จนกลายเป็นนิสัยไปในที่สุด และบุคคลแรกที่จะได้รับผลประโยชน์สูงสุด ก็คือตัวของเราเองค่ะ ขอให้ทุกท่านมีกำลังใจฝึกตัวเราให้คุ้นกับสมาธิไปเรื่อยๆ นะคะ แล้วคุณจะได้สัมผัสกับความสุขที่แท้จริงที่หาไม่ได้จากที่ไหนในโลกใบนี้ค่ะ   ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ http://deconstructingyourself.com/five-proven-ways-to-get-your-meditation-practice-on-track.html

    Views 1,281 
  • ทำความสะอาดใจเราทุกวันด้วย...สมาธิ

    สมาธิเป็นสิ่งที่เราควรจะทำทุกวัน ให้เป็นกิจวัตร เหมือนกันการอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ทานข้าว เพราะร่างกายเรายังต้องชำระล้างให้สะอาดทุกวัน จิตใจของเราก็ต้องได้รับการชำระล้างให้สะอาดเช่นเดียวกัน มิเช่นนั้นใจเราจะเป็นที่เก็บสะสมขยะในใจได้ ทุกๆ วันเราจะต้องเจอกับสิ่งเร้ารอบตัวเรา ที่มีผลทำให้เรามีทั้งความสุข และความเครียด หากเป็นความสุขเราคงไม่ต้องไปจัดการอะไรมากนัก แต่สำหรับความทุกข์ ความเครียด ความหงุดหงิด รำคาญใจ ที่สะสมมาตลอดทั้งวันนั้น ต้องการให้เราทำความสะอาดใจ เคลียร์สิ่งต่างๆ ที่รกใจเราเช่นกัน ลองคิดดูว่าหากเราไม่สะสาง จำกัด สิ่งเหล่านี้ออกไป ใจเราก็จะสกปรกหมักหมม เต็มไปด้วยสิ่งที่ทำให้ใจเราเป็นทุกข์ ความดำมืดของใจจะสะสม หุ้มห่อ ปนเป็นใจเราให้มัวหมอง แม้บางครั้งเราเจอกับสิ่งดีดีในชีวิต เราก็จะมองไม่เห็น   ยกตัวอย่างเช่น การได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวที่เรารักในช่วงวันหยุด หากเราได้มีการเคลียร์ใจเราทุกวัน ด้วยการฝึกสมาธิ เราจะมองเห็นว่าช่วงเวลาที่ได้อยู่กับครอบครัวนี้เป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่า และจะทำช่วงเวลานี้ให้มีความสุขที่สุด แต่หากใจเราดำมืดเราจะใช้เวลากับครอบครัวของเราด้วยความรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ บางครั้งอาจจะรู้สึกรำคาญกับเรื่องจุกจิกที่เกิดขึ้น จนทำให้ลุกลามเป็นการทะเลาะเบาะแว้ง ทำลายความรู้สึกที่ดีของกันและกันในช่วงวันหยุดที่มีคุณค่านี้...เห็นไหมละคะว่าเรื่องการฝึกสมาธินี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย สมาธิจะทำให้เราเห็นอะไรที่เรามักมองข้ามไป   เคยไหมคะ? ที่เราเห็นใครบางคนมักมีความสุขในทุกสถานการณ์ มีความสุขได้กับเรื่องเล็กน้อย ที่เป็นอย่างนั้นได้เพราะใจของเขาใสค่ะ เขาอาจจะเป็นคนที่ฝึกสมาธิ หรือไม่ก็เป็นคนที่มีนิสัยมองโลกในแง่ดีอยู่แล้ว เมื่อใครได้เข้าใกล้คนเหล่านี้ก็จะรู้สึกมีความสุข สบายใจตามไปด้วย คุณอยากจะเป็นคนที่ใครอยู่ใกล้แล้วก็รู้สึกเครียด หรือ จะเป็นคนที่ใครๆอยู่ด้วยแล้วก็มีความสุขคะ? เชื่อว่าคำตอบคงมีอยู่ในใจคุณอยู่แล้ว...ซึ่งไม่ต้องคิดเลยว่าถ้าใครเมื่อมีคนเข้าใกล้แล้วรู้สึกได้ถึงความเครียด เจ้าตัวนั้นจะต้องมีความเครียดสะสมอยู่ในตัวมากมายกว่าหลายเท่าตัวนัก ในทางตรงกันข้าม คนที่ใครเข้าใกล้แล้วมีความสุข นั่นหมายถึง ในใจของเขาเป็นที่สะสมความสุขอย่างมหาศาลจนกระทั่งส่งผ่านไปยังผู้อื่นได้นั่นเอง  เปรียบเหมือน พระอาทิตย์ที่ส่งผ่านแสงสว่าง และความร้อนมาให้กับมนุษย์บนโลกได้ ที่เรารู้สึกร้อนมากๆ ในช่วงหน้าร้อนนั้น ลองมาดูที่ตัวของพระอาทิตย์สิคะ ว่าร้อนขนาดไหนจึงแผ่ความร้อนออกมาได้ถึงโลกเราขนาดนั้น...พอจะเห็นภาพชัดเจนขึ้นแล้วนะคะ   มนุษย์เรานั้นสภาพจิตใจของเรานั้น “ประภัสสร ผ่องใส” ค่ะ แต่ด้วยกิเลสที่ห่อหุ้มใจเรามาตั้งแต่กำเนิดทำให้ใจของเราไม่ใส เหมือนอย่างสภาพที่แท้จริงของเรา วิธีเดียวที่จะขจัดกิเลสออกไปจากใจเราได้จนหมดสิ้นนั้นก็คือ การฝึกสมาธิ เพื่อขจัดกิเลสของเราออกไปทีละนิดละหน่อย จนเมื่อมนุษย์สามารถฝึกสมาธิได้จนถึงขั้นวิปัสสนา เห็นแจ้งแทงตลอด เห็นกิเลสในใจจนขจัดออกได้หมด และกิเลสไม่สามารถมาควบคุมใจเราได้อีก บุคคลเหล่านี้เราเรียกว่า “พระอรหันต์” ใจของท่านจะกลับไปสู่ความบริสุทธิ์ ผ่องใส ได้อีกครั้ง และหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด หรือ สังสารวัฏ ตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ค่ะ   แม้ว่าเราจะยังไม่ได้หวังผลในการชำระล้างใจเราให้บริสุทธิ์ได้ขนาดนั้น แต่ยังไงเราก็ควรจะเคลียร์ใจเราทุกวัน เพราะกิเลส เปรียบเหมือนเชื้อไวรัส ที่พร้อมจะแพร่กระจาย และขยายเพิ่มจำนวนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนกระทั่งเราตายกันไปข้างหนึ่งทีเดียว ถ้าเปรียบกับใจที่ถูกกิเลสห่อหุ้มแบบดำมืดสนิทจริงๆ ก็คือ คนที่ตายแล้ว จากการทำความดีทั้งปวง พร้อมที่จะทำชั่วได้ทุกชนิด ทุกเวลา โดยไม่มีความรู้สึกผิดแม้สักนิด ทำทุกอย่างได้เพื่อสนองกิเลสที่บังคับใจนั่นเอง ดังนั้นหากเราประมาทไม่หมั่นควบคุม ระวัง จิตใจเราให้ห่างจากความชั่ว เราจะถูกกิเลสควบคุมให้ทำความชั่วอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ฉะนั้นดีที่สุด คือ การหมั่นอาบน้ำชำระใจเราด้วย “การฝึกสมาธิ” ในทุกๆ วัน เพื่อให้กิเลสนั้นตามห่อหุ้มใจเราไม่ทัน หรือ บังคับควบคุมให้เราทำสิ่งที่ไม่ดีได้น้อยที่สุดค่ะ   บางคนอาจจะคิดว่าเราก็เป็นคนดีอยุ่แล้ว คิดดี พูดดี ทำดี อยู่แล้วไม่จำเป็นต้องฝึกสมาธิ...นั่นก็ยังเป็นความคิดที่ประมาทนะคะ แม้ว่าเราจะเป็นคนดีอยู่แล้ว แต่หากได้ฝึกสมาธิเพิ่มเติมอีก นั่นจะทำให้เราได้ฝึกใจเราให้สูงส่งมากยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อเจอสิ่งเร้าที่หลอกล่อให้เราทำไม่ดี ก็จะมีภูมิคุ้มกันที่เพิ่มขึ้นต่อการทำชั่ว   ยกตัวอย่างเช่น ปกติแล้วนาย ก. จะทำงานเป็นเจ้าหน้าที่จัดซื้อขององค์กรหนึ่ง ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่เคยใช้หน้าที่ของตนในการทำทุจริต แม้ว่าจะมีใครเสนอเงินพิเศษให้ แต่หากวันหนึ่งพ่อของนาย ก. ป่วยหนัก ต้องเข้าโรงพยาบาลด่วนและต้องใช้เงินก้อนใหญ่ด่วนเพื่อรักษา ไม่อย่างนั้นพ่อของนาย ก. อาจจะถึงแก่ชีวิต ในจังหวะนั้นมีคนเสนอเงินพิเศษให้นาย ก. เพื่อให้นายก. เลือกจัดซื้อสินค้าของตนเองเข้าไปในองค์กร แต่สินค้านี้เป็นสินค้าที่มีคุณภาพต่ำ และราคาสูงกว่าที่ควรจะเป็น ถ้าเป็นปกตินาย ก.จะปฏิเสธ แต่กรณีนี้ ถ้านาย ก. จะตัดสินใจอย่างไร...แล้วคุณละคะลองนึกดูเล่นๆ ว่าคุณจะตัดสินใจอย่างไร?...มาดูกันค่ะว่าจากการตัดสินใจทั้งสองทางเลือก คือ รับ หรือ ไม่รับ...แล้วจะส่งผลอย่างไร?   กรณีแรกคือ “รับ” เมื่อนาย ก. รับเงินก้อนนั้น ก็นำเงินมารักษาพ่อของตนเอง พ่อพ้นขีดอันตราย ดูเหมือนอะไรๆ จะดีไปหมด แต่เมื่อวันหนึ่งองค์กรนั้น สืบพบว่าของที่นาย ก. สั่งเข้ามา คุณภาพต่ำ และราคาสูงกว่าที่ควรจะเป็น ส่งผลเสียหายต่อองค์กร จึงถูกพิจารณาให้ออกจากงาน พร้อมกับการเสียประวัติเนื่องจากถูกประกาศไปยังองค์กรอื่นๆ และบริษัทในเครือ เพื่อไม่ให้รับเข้าทำงานด้วยความที่ทุจริตในหน้าที่ พ่อซึ่งยังคงต้องรักษาตัวต่อเนื่องก็พลอยลำบากเพราะขาดรายได้ในที่สุด   กรณีที่สอง คือ “ไม่รับ” เมื่อนาย ก.ไม่รับ และ มีเงินไม่มากพอที่จะรักษาพ่อของตน จึงนำเงินเก็บส่วนหนึ่ง และเอ่ยปากขอยืมคนรอบตัว ซึ่งปกตินาย ก. เป็นคนที่ไว้วางใจได้จึงมีคนพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลืออย่างจริงใจ พ่อของนาย ก. จึงผ่านช่วงวิกฤติมาได้ และเนื่องจากนาย ก.เป็นผู้ที่มีความสุจริต จัดซื้อของที่มีคุณภาพ ราคาสมเหตุผล ทำให้บริษัทมีกำไร ในปลายปีบริษัทจึงพิจารณาให้นาย ก. ได้รับโบนัสก้อนใหญ่ เขาจึงนำเงินนั้นไปจ่ายคือให้แก่คนที่เขาไปยืมเงินมา พร้อมทั้งยังมีความเจริญก้าวหน้าในที่ทำงาน เป็นหลักให้ครอบครัวต่อไปได้   ตัวอย่างข้างต้นนี้ หากนาย ก. ไม่ฝึกใจตนเองให้ผ่องใสอยู่เสมอ ก็อาจจะรู้ไม่เท่าทันตัวกิเลสที่สั่งให้นาย ก. รับเงินก้อนนั้น เพื่อไปรักษาพ่อ ซึ่งดูแล้วอาจจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่เนื่องจากเป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรม ซึ่งในท้ายที่สุดก็จะส่งผลเสียตามมาในภายหลัง ในทางตรงกันข้าม หาก นาย ก. ได้ฝึกสมาธิ เมื่อมีปัญหา ก็จะมีตัว “สติ” คอยเตือนให้มีจิตใจเข้มแข้ง ทนต่อความยั่วยวนของกิเลส ที่กำลังหลอกล้อด้วยเงินก้อนโต ทำให้เห็นถึงความเป็นจริงโดยตลอดว่า หากใจอ่อนยอมรับเงินจะเกิดผลเสียในที่สุด แต่หากยึดมั่นในความถูกต้อง แม้จะดูแล้วลำบาก แต่ในระยะยาวแล้วจะเกิดผลดีตามมาไม่สิ้นสุด...และนี้ก็คือตัวอย่างของผู้ที่เป็นคนดีอยู่แล้ว แต่หากฝึกสมาธิเพิ่มเติม ก็จะยิ่งทำให้มีจิตใจที่มั่นคง เข็มแข็ง ต่อการทำดีค่ะ   ทุกสิ่งทุกอย่างมี “ใจ” เป็นนาย มีใจเป็นผู้สั่ง ดังนั้นเราจึงควรฝึกสมาธิ ซึ่งเป็นการฝึกฝนชนิดเดียวเท่านั้นที่เราสามารถฝึกกับ “ใจ” ของเราได้ ยิ่งหากฝึกได้ทุกๆวัน ใจของเราก็จะยิ่งเข้มแข็ง ใจที่เข้มแข็ง คือใจที่ใสสว่าง ห่างไกลจากการบังคับ ควบคุมของกิเลสทั้งปวงค่ะ...มาเริ่มฝึกสมาธิกันให้ได้ทุกวันนะคะ เพื่อให้มีจิตใจเข้มแข็งต่อความชั่ว พร้อมที่จะทำดี ส่งผลให้ชีวิตมีแต่ความเจริญก้าวหน้าค่ะ credit: photo from http://8tracks.com/mobot/clear-your-mind

    Views 2,235 
  • A peaceful mind creates a peaceful world

    A peaceful mind creates a peaceful worldสันติสุขภายในสร้างสันติภาพโลกหัวข้อนี้เป็นหัวข้อที่น่าสใจมากๆ เพราะว่ามนุษย์เรา แสวงหาสันติภาพมายาวนานนับศตวรรษ แต่ก็ยังไม่พบหนทางแห่งความสุขที่แท้จริง ใครเลยจะคิดว่าสันติภาพโลกนั้นสร้างขึ้นได้ง่ายๆ ด้วยการหลับตา หยุดใจนิ่ง แล้วสันติสุขภายใจจะเกิดขึ้น และเมื่อทุกคนสามารถสร้างสันติสุขภายนตนได้เล้ว สันติภาพที่แท้จริงจะเกิดขึ้นบนโลกใบนี้อย่างแน่นอน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงค้นพบด้วยพระองค์เอง และสอนสรรพสัตว์มายาวนาน จนกระทั่งปัจจุบันซึ่งคำสอนของท่านก็ยังคงอยู่ที่สำคัญที่สุดสมาธิ สันติสุขภายใน ไม่จำกัดเฉพาะในชาวพุทธ แต่เป็นสิ่งสากลที่ใครๆ ก็ทำได้....มาลองดูในคลิปวีดีโอนี้จะเห็นว่าสิ่งที่กล่าวไว้ไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลย...:Dhttps://www.youtube.com/watch?html5=1&v=o_SdBn3e-p0&feature=youtu.be&app=desktopเราคนไทยซึ่งเป็นชาวพุทธได้ลองหลับตาหยุดใจกันบ้างรึยังคะ....ถ้ายังก็ขอให้ทุกท่านได้ลองกันดู...แล้วจะรู้ว่าความสุขสงบที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไรค่ะขอคุณภาพจากเว๊บไซต์ : http://maryjaneelh.weebly.com/blog/the-key-is-in-your-hand

    Views 819 
  • Trend สมาธิที่น่าสนใจ

    Trend สมาธิที่น่าสนใจ นิตยสาร “The Secret” รายปักษ์ ปีที่ 6 ฉบับ 141 วันที่ 10 พฤษภาคม 2557 ยังมีเรื่องที่น่ารู้เกี่ยวกับ Trend ต่างๆ ของสมาธิ ที่น่าสนใจ   เรื่องแรกคือ เดี๋ยวนี้เขามีการจัดสรรพื้นที่สำหรับฝึกสมาธิในสนามบินกันแล้วนะคะ...แต่ก่อนเราอาจจะได้ยินว่าสนามบินจะมีห้องสำหรับการทำละหมาด แต่ตอนนี้สนามบินนานาชาติชิคาโกโอแฮร์ ได้เปิดห้องสำหรับผู้โดยสารให้ฝึกสมาธิ หรือ โยคะระหว่างรอขึ้นเครื่อง หรือเปลี่ยนเครื่องได้ เนื่องจากเห็นประโยชน์ว่าการฝึกสมาธิสามารลดความเครียด และทำให้ผ่อนคลาย ท่ามกลางการเดินทางที่วุ่นวายนั้นผู้โดยสารจะได้มีที่ให้ได้ผ่อนคลาย และสงบได้ ซึ่งก็ไม่ใช่แค่ที่สนามบินนี้นะคะ ก่อนหน้านี้สนามบินแฟรนซิลโก และแดลลัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ก็เปิดห้องอย่างนี้มาแล้วค่ะ   ตอนนี้มี Application ดีดี เพื่อความสงบในสมาร์ทโฟน ซึ่งนิยามกันเป็นอย่างมาก คือ โปรแกรมสอนสมาธิ Headspace จะมีเสียงระฆังเตือนสติให้กลับมาอยู่ที่ลงหายใจอย่าง Meditation Bell หรือ เสียงจากโปรแกรม Calm ฟังแล้วผ่อนคลายเหมือนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ และยังมีโปรแกรม Lift ซึ่งรวมกลุ่มคนที่สนใจในกิจกรรมคล้ายกัน รวมถึงการนั่งสมาธิจนเป็นนิสัย Lift จะเตือนให้เราหาเวลาทำกิจกรรมดังกล่าว และให้กำลังใจอีกด้วย   สุดท้ายเป็นเรื่องของการแก้อาการปวดหัว...นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าความเจ็บปวดมาจากความคิด ศาสตราจารย์แอนโทนี โจนส์ (Anthony Jones) นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ประเทศอังกฤษ ได้ข้อสรุปข้างต้น และนำเสนอการฝึกสมาธิตามหลักพุทธศาสนา และมองโลกแง่บวกสามารถบรรเทาอาการปวดต่างๆ ได้ดีกว่ายาแก้ปวด ที่มีผลข้างเคียงตามมามากมาย...ดังนั้นเป็นนิมิตหมายที่ดีที่เราอาจไม่ต้องพึ่งแต่ยาแก้ปวดกันนะคะ...ดีที่สุดฝึกนั่งสมาธิกันทุกๆ วัน จะได้เป็นภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ รวมถึงโรคสารพัดปวดด้วยค่ะ   เห็นข้อดีของการฝึกสมาธิ และแนวโน้มของโลกในปัจจุบันที่คนทั่วโลกเห็นความสำคัญของการฝึกสมาธิแบบนี้แล้ว...ขอให้เราตระหนักเอาไว้ค่ะว่า สมาธิคือสิ่งหนึ่งในชีวิตประจำวันที่จะขาดไม่ได้ เหมือนกับการ อาบน้ำ แปรงฟัน รับประทานอาหาร ที่ต้องทำทุกวันเพื่อสุขภาพที่ดีของใจเราค่ะ   http://www.meditationoutlet.com/meditation-singing-bowls/index.html

    Views 989 
  • สมาธิกับเหล่า Celebrities

     สมาธิกับเหล่า Celebrities ได้ไปอ่านนิตยสาร “The Secret” รายปักษ์ ปีที่ 6 ฉบับ 141 วันที่ 10 พฤษภาคม 2557 เกี่ยวกับเทรนการฝึกสมาธิในโลกตะวันตก...จะเป็นยังไงเรามาดูกันค่ะ   เขาว่าปี 2014 กระแสการฝึกสมาธิ ฝึกสติ หรือ Mindfulness and Meditation นั้นพุ่งสูงขึ้นในโลกออนไลน์ และชาวตะวันตกก็มีการตื่นตัวในการฝึกสติ และสมาธิกันอย่างจริงจังทีเดียว ตัวอย่างเช่น โอปราห์ วินฟรีย์ (Oprah Winfrey) พิธีกรรายการทีวีชื่อดังยืนยันว่าการฝึกสมาธิช่วยให้เธอสร้างสรรค์งาน และมีชีวิตที่ดีที่สุด  และยังร่วมสนับสนุนโครงการ Transcendental Meditation ซึ่งเป็นการฝึกสมาธิที่เผยแผ่โดยมหาฤๅษี วิธีการของ TM คือ การท่อง “ มนตรา” (Muntra) ซึ่งจะท่องซ้ำ ๆ ภาวนาในใจ เพื่อให้เกิดความผ่อนคลาย   คนต่อไปที่กล่าวถึงคือ บิล ฟอร์ด (Bill Ford) CEO ของบริษัทผลิตรพยนต์ฟอร์ด มอเตอร์ ก็ได้ใช้สมาธิ และการแผ่เมตตา ไปยังเพื่อนร่วมงาน และตนเอง ซึ่งเขาเรียนกว่า “เมตตาสมาธิ”   อีแวน วิลเลียมส์ (Evan Williams) ผู้ร่วมก่อตั้งทวิตเตอร์ ยืนยันว่าการฝึกสมาธิเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของเขาเองรวมทั้งผู้ร่วมงานอีกหลายคน   นอกจากนี้บริษัทระดับโลก เช่น Google, AOL, Apple ก็ได้จัดชั้นเรียนสมาธิให้พนักงานในบริษัท เพื่อลดความเครียด และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน กระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งเพื่อสุขภาพที่ดีของพนักงานด้วย   ชาวตะวันตกเขาเห็นประโยชน์ของสมาธิอย่างนี้แล้ว เราชาวตะวันออก ซึ่งเป็นต้นกำเนิดแห่งการฝึกสมาธิจะละเลยกันไม่ได้แล้วนะคะ...ใครยังไม่ลองฝึกสมาธิต้องลองแล้วล่ะค่ะ ถ้าใครลองแล้วไม่รู้สึกว่าดี อย่างเพิ่งคิดว่าสมาธิไม่ดีนะคะ บางทีอาจเป็นเพราะเรายังไม่เจอวิธีที่เหมาะกับตัวเรา ลองฝึกหลายๆ แบบดู แล้วสังเกตว่าวิธีไหนที่ทำแล้วทำให้เราผ่อนคลาย มีความสุข เมื่อเจอแล้วก็ฝึกวิธีนั้นให้ก้าวหน้าขึ้นไปเรื่อยๆ เลยนะคะ...ขอให้ทุกคนได้พบกับความสุขที่แท้จริงภายในค่ะ ขอบคุณภาพจากเว๊บไซต์: http://www.boomsbeat.com/articles/39/20140103/50-things-didnt-know-oprah-winfrey.htm

    Views 1,695 
  • ความสว่าง คือ แสงแห่งสมาธิ

    ความสว่าง คือ แสงแห่งสมาธิ  คนทั่วไปมักจะสงสัยว่าเมื่อนั่งสมาธิแล้วจะเป็นอย่างไรต่อไป...ถ้ากล่าวโดยทฤษฎีแล้ว เมื่อเรานั่งสมาธิจนกระทั่งใจสงบนิ่งปราศจากนิวรณ์ 5 ซึ่งเป็นสิ่งที่ขัดขวางใจเราให้เป็นสมาธิ จากนั้นเราจึงจะเข้าสู่รูปฌาน และอรูปฌาน แล้วจึงเป็นพระอริยเจ้าในระดับต่างๆ ต่อไป (ซึ่งในรายละเอียดจะนำมาเล่าในภายหลังนะคะ) เมื่อฟังแล้วก็จะรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัวเรา เป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้...แล้วสำหรับคนธรรมดาอย่างเราๆ เมื่อฝึกสมาธิไปแล้วจะมีอะไรที่ดูใกล้ตัวและ เป็นประสบการณ์ที่สัมผัสได้ด้วยตัวเอง   โดยปกติเราจะเรียกเหตุการณ์ หรือ สิ่งต่างๆ ที่เข้ามาในชีวิต ให้เราได้เรียนรู้ ได้พบเห็นว่า “ประสบการณ์” สำหรับการฝึกสมาธิทุกครั้งที่เราทำสมาธิไม่ว่าจะหลับตา หรือ ลืมตา ทำสมาธิ ในอิริยาบทต่างๆกัน (นั่ง นอน ยืน เดิน) สิ่งที่เราได้สัมผัส รับรู้ รู้สึก หรือ แม้กระทั่ง “เห็น” ในขณะนั้นๆ เราเรียกว่า “สภาวธรรมภายใน” และ ทุกสิ่งที่เราได้ประสบจากการฝึกสมาธิเราจะเรียกกันง่ายๆ ว่า “ประสบการณ์ภายใน” ดังนั้น หลังจากที่เราฝึกสมาธิทุกครั้งให้เราฝึกนิสัยสังเกตุว่า การฝึกสมาธิของเราที่เพิ่งผ่านมานั้นเรารู้สึกอย่างไร พบ เห็นอะไร และจะดียิ่งขึ้นถ้าเรามีสมุดเอาไว้สำหรับจดบันทึกผลของการปฏิบัติธรรมของเรา เพื่อที่เราจะได้นำมาสังเกตุดูว่า ในแต่ละรอบที่เรานั่งสมาธินั้นมีผลอย่างไร มีอุปสรรคอะไร แล้วพิจารณาว่าจะแก้ไขอย่างไรได้บ้าง มีประโยชน์มากๆค่ะ   “สมาธิ” โดยทั่วไปแล้วผลที่ได้โดยทั่วไปแล้วจะบอกว่า “ได้ความสงบใจ” แต่ในความเป็นจริงแล้วความสงบใจเป็นเพียงผลส่วนหนึ่งเท่านั้น ในความเป็นจริงทุกคนที่ฝึกสมาธิยังได้สัมผัสกับสภาวธรรมภายในอื่นๆ อีกหลายอย่าง เพียงแต่ว่าอาจจะไม่ทันได้สังเกตุ พิจารณา และจดบันทึก เพราะประสบการณ์ภายในเหล่านี้ถ้าไม่รีบจดในทันทีหลังจากที่ลืมตาขึ้นมาแล้ว...เราก็จะลืมค่ะ ดังนั้นนอกจากความสงบใจแล้ว สมาธิยังเป็นเรื่องของความสว่างที่เกิดขึ้นข้างใน ลองสังเกตดูสิคะ เวลาที่เรานั่งสมาธิไปเรื่อยๆ พอใจสงบแล้วจู่ๆ ก็เหมือนมีแสงสว่างส่องมาที่ตัวเรา มาที่บริเวณหน้าเรา เหมือนเรามีตาข้างในที่สามารถมองเห็นแสงได้อย่างไรอย่างนั้น หลายๆท่านได้เล่าว่าบางครั้งเวลาฝึกสมาธิในห้องคนเดียวในเวลากลางคืนรู้สึกเหมือนมีแสงสว่างส่องมาที่หน้า นึกว่าใครเข้ามาเปิดไฟในห้อง จึงลืมตาขึ้นมาปรากฎว่าในห้องมืดสนิท ไม่มีวี่แววของใครเข้ามาเปิดไฟ ในเรื่องความสว่างนี้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เคยกล่าวไว้กับพระอนุรุทธะไว้ใน อุปักกิเลสสูตร มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ว่า             “ดูก่อนอนุรุทธะ เรานั้นได้มีความรู้ดังนี้ว่า สมัยใด เรามีสมาธินิดหน่อย สมัยนั้น เราก็มีจักษุนิดหน่อย ด้วยจักษุนิดหน่อย เรานั้นจึงรู้สึกแสงสว่างเพียงนิดหน่อย เห็นรูปได้นิดหน่อย ส่วนสมัยใด เรามีสมาธิหาประมาณมิได้ สมัยนั้น เราก็มีจักษุหาประมาณมิได้ ด้วยจักษุหาประมาณมิได้เรานั้นจึงรู้สึกแสงสว่างหาประมาณมิได้ แลเห็นรูปหาประมาณมิได้ตลอดกลางคืนบ้างตลอดกลางวันบ้างตลอดทั้งกลางคืนและกลางวันบ้าง”   นี่ไงคะ พระองค์ท่านได้กล่าวเป็นแนวทางให้เราแล้วค่ะว่า เมื่อเราฝึกสมาธิ เราจะมีจักษุ เมื่อเรามีจักษุเราก็จะรู้สึกถึงแสงสว่าง และเห็นรูปได้...โดย จักษุ แสงสว่าง และการเห็นรูป จะแปรผันตรงกับสมาธิที่เราสามารถกระทำให้เกิดขึ้นได้ในคราวนั้นๆ ดังนั้น “สมาธิ กับ ความสว่าง” จึงเป็นของคู่กันค่ะ เพราะโดยธรรมชาติดั้งเดิมดวงจิตของเรานั้นผ่องใส สว่างมาก แต่เพราะกิเลสที่ห่อหุ้มใจเราไว้ ทำให้ความสว่างในใจเราถูกบดบัง ต่อเมื่อได้ฝึกสมาธิเมื่อใดใจเราจึงรู้วิธีการที่ทำให้ใจสงบ เมื่อใจสงบ หยุดนิ่ง ไม่คิดสิ่งใด นั่นหมายถึงในเวลานั้นใจเราปราศจากกิเลสมาควบคุม ความสว่างของดวงจิตดั้งเดิมของเราจึงสามารถเปล่งแสงสว่างให้เราได้รู้สึกสัมผัสอีกครั้ง เมื่อมีแสงสว่างเกิดขึ้นมากพอเราจึงสามารถรู้เห็น (รูป) ซึ่งคือสัจธรรมต่างๆได้ตามความเป็นจริงค่ะ   การปฏิบัติสมาธิเมื่อเริ่มต้นนั่งหลับตาอาจจะมืดสนิท ต่อเมื่อฝึกทำสมาธิเรื่อยไปความสว่างจะค่อยๆ สว่างขึ้นเป็นลำดับ จากที่มืดสนิท ก็ค่อยเป็นมืดเทาๆ แล้วจึงค่อยๆสว่างขึ้น เป็นความสว่างระดับแสงดาวบนท้องฟ้า แค่เทียนที่จุดบูชาพระ สว่างเหมือนแสงจันทร์ เหมือนตะวันเริ่มพ้นขอบฟ้า ตะวันเที่ยง จนกระทั่งสว่างเหมือนมีดวงอาทิตย์หลายๆดวงมาเรียงกัน เป็นต้น แต่ผู้ปฏิบัติไม่ควรไปกังวลกับความสว่างมากนัก เมื่อไหร่ใจนิ่งสงบ ความสว่างก็จะเกิดขึ้นเอง เราไม่สามารถไปเร่งรัดอะไรกับสภาวธรรมภายในได้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องของการฝึก และความพร้อมของใจเราในขณะนั้น ดังนั้นเราจึงสมารถวัดระดับสมาธิของเราได้เองเบื้องต้นที่ความสว่างภายในนี่เองค่ะ   บางคนสงสัยว่าการฝึกสมาธิ ต่างอย่างไรกับการนอน ดูแล้วคล้ายๆกัน คือ ได้รับการพักผ่อน ซึ่งก็มีส่วนที่คล้ายกันในประเด็นนี้ แต่สมาธินั้นกระทำเมื่อเรา “ตื่น” และ “มีสติ” แต่การนอนนั้นเป็นการที่เราหลับใหลไม่ได้สติ ดังนั้นจึงไม่ได้รับผลอะไรนอกจากการพักผ่อนทางกายเท่านั้น แต่การพักผ่อนทางจิตใจนั้นยังไม่เกิดขึ้นอย่างเต็มที่ เพราะจิตใจยังไม่ได้รับการฟื้นฟูด้วยการฝึกสมาธิจนกระทั่งใจเข้าสู่สภาวะสงบ เมื่อใจสงบ “จิต” ของเราจึงจะเริ่มได้รับการฟื้นฟูจากภาวะความเครียด จากปัญหาต่างๆ ที่ประสบมาตลอดทั้งวัน ด้วยสารเอ็นโดฟีน ดังนั้นจะให้ดีที่สุด ก่อนนอนให้นั่งสมาธิก่อนจนกระทั้งใจของเราสงบใสสว่าง ทบทวนสิ่งต่างๆ ที่ได้กระทำมาตลอดทั้งวัน หากสิ่งไหนทำไว้ดีแล้วก็ให้เราชื่นชม ปลื้มใจกับการกระทำของเราให้ต่อเนื่อง หากสิ่งไหนทำผิดพลาดไปก็ให้เรารู้จักให้อภัยตัวเอง พร้อมทั้งพยายามปรับปรุงแก้ไข พร้อมทั้งให้กำลังใจตนเอง (อันนี้สำคัญนะคะเราต้องอย่างไปตำหนิ ด่าว่า และโทษตัวเองมากนัก เพราะจะทำให้ใจของเราหมอง เวลานั่งสมาธิใจจะเกิดความสบาย และความสงบได้ยากขึ้นค่ะ) จากนั้นจึงค่อยนอนหลับด้วยความสุขใจ เพราะเราได้เคลียร์ทุกอย่างแล้วก่อนที่เราจะนอน การที่เราทำเช่นนี้จะทำให้เราสามารถนอนหลับได้ลึก และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ร่างกายของเราก็ได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่มากยิ่งขึ้นค่ะ   ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ http://reachingforsoul.wordpress.com/category/lightbody/

    Views 10,337 
  • การเตรียมตัว เตรียมอารมณ์ และเตรียมใจ ก่อนนั่งสมาธิ

    การเตรียมตัว เตรียมอารมณ์ และเตรียมใจ ก่อนนั่งสมาธิ ไม่ว่าเราจะทำกิจกรรมใดๆ ล้วนต้องมีการเตรียมตัว เตรียมใจ เพื่อที่ว่าเมื่อลงมือทำสิ่งนั้นแล้ว เราจะได้ทำออกมาอย่างดีที่สุด การฝึกสมาธิก็เช่นเดียวกัน ก่อนจะนั่งหากเราทราบเทคนิคการเตรียมตัว เตรียมอารมณ์ และเตรียมใจของเราก่อน ก็จะทำให้เมื่อนั่งสมาธิแล้วใจจะสงบได้เร็วค่ะ ซึ่งการเตรียมทั้ง 3 สิ่งดังกล่าวนี้ เป็นสิ่งที่เราไม่ควรจะละเลยไปนะคะ   การเตรียมตัว ในที่นี้หมายถึง  การเตรียมร่างกายให้พร้อมในการฝึกสมาธิ เช่น อาบน้ำ ล้างหน้า ให้ร่างกายเรากระปรี้กระเปร่า หากเราไม่ได้อยู่ในที่ที่สะดวกก็อาจจะให้ปรับร่างกายด้วยการดื่มน้ำอุ่น น้ำผลไม้ ให้สดชื่น (ไม่ควรดื่มกาแฟนะคะ แม้จะดูเหมือนว่ากาแฟทำให้ตื่นไม่ง่วง แต่จะเป็นการตื่นตัวแบบไม่สดชื่นจริงๆ อาจจะทำให้มีอาการตึงๆ ได้ค่ะ) ก่อนทีเราจะนั่งสมาธิไม่ควรจะรับประทานอาหารหนักๆ หรือ ย่อยยากเพราะจะทำให้กระเพาะทำงานหนักค่ะ แล้วก็จะง่วงนั่นเอง ในทางตรงกันข้ามการที่ปล่อยให้หิวจนเกินไปจะทำให้ใจเป็นสมาธิได้ยาก ดังนั้นควรทานอะไรรองท้องไว้บ้างนะคะ   เรื่องการแต่งกายก็สำคัญค่ะ เมื่อจะนั่งสมาธิให้ใจสบายเครื่องแต่งกายก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายได้เช่นกัน ดังนั้นเสื้อผ้าที่สวมใสควรจะใส่สบายไม่คับ รัดรูปจนรู้สึกอึดอัด หรือ หลวมจนรู้สึกรำคาญ หากมีการปฏิบัติธรรมร่วมกับบุคคลอื่นๆด้วย ไม่ควรใส่เสื้อผ้าที่มีลวดลายเยอะจนเกินไป เพราะจะทำให้ตัวผู้ปฏิบัติเอง และผู้อื่นรู้สึกไม่สบายตา ไม่สบายใจ โดยเฉพาะเสื้อควรใส่สีพื้นๆ ที่เป็นสีสว่าง ไม่ฉูดฉาด หรือ เป็นสีมืดทึมเกินไป    ที่สำคัญสำหรับสุภาพสตรีนะคะ ไม่ควรแต่งหน้าจัด หรือ ทาเล็บสีจัดมากเกินไป เสื้อผ้าไม่ควรจะรัดรูป สั้นเลยเข่าขึ้นไป แขนกุด หรือ คอลึกจนเกินไปด้วยค่ะ อันนี้ต้องขอบอกเหตุผลตามตรงนะคะว่าการที่เราใส่เสื้อผ้าไม่รัดกุม แม้ว่าจะสวยและทันยุคสมัย แต่การปฏิบัตินั้นเป็นไปเพื่อฝึกใจให้สงบ หากเราแต่งกายไม่เรียบร้อย จะทำให้ผู้มาร่วมปฏิบัติธรรมที่เป็นสุภาพบุรุษจิตใจไม่สงบได้ค่ะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้ทีมาสอนสมาธิเราคือ พระภิกษุยิ่งเป็นการไม่สมควรค่ะ ดังนั้นเพื่อรักษาบรรยากาศในการปฏิบัติธรรมให้สงบสำรวม เราควรแต่งกายให้สุภาพ มิดชิดนะคะ   สิ่งที่ต้องระลึกไว้เสมอก็คือ ทุกท่านที่มาร่วมกันปฏิบัติธรรมต้องการเข้าถึงความสงบสุขภายใน การช่วยกันรักษาใจด้วยการแต่งกายซึ่งเป็นปราการด่านแรกในการพบเห็นกัน หากเราแต่งกายเหมาะสม คนมองก็สบายตา ตัวเราก็สบายใจ พากันเข้าถึงความสุขภายในกันได้ทุกคนค่ะ   การเตรียมอารมณ์ ผู้ฝึกสมาธิทุกคนควรมีการเตรียมอารมณ์ให้พร้อมสำหรับการปฏิบัติธรรมด้วยการปลดปล่อยภาวะอารมณ์ในทางลบทั้งปวงออกไป เช่น ความเซ็ง เครียด กลัดกลุ้ม และเบื่อหน่าย เป็นต้น เพราะอารมณ์เหล่านี้เป็นอุปสรรคทำให้ผู้ฝึกมีจิตใจที่ไม่สงบ ใจรวมเป็นสมาธิได้ยาก อารมณ์ที่ควรจะทำให้เกิดขึ้นคือ ความรู้สึกสดชื่น สบายใจ อารมณ์ดี อารมณ์สบาย เราควรจะเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า  อย่าปล่อยให้อารมณ์สบายของเราถูกกระทบกระเทือน จนกระทั่งเกิดภาวะอารมณ์ในทางลบได้   นอกจากนี้เรายังควรหลีกเลี่ยงการเข้าไปพูดคุยกับผู้ที่อาจจะนำเรื่องราวที่ทำให้เราร้อนใจ ไม่น่าฟัง ไม่น่ารับรู้มาให้ เพราะจะทำให้ใจเราไม่สบาย รวมไปถึงการดูหนังดูละครก็ควรที่จะหลีกเลี่ยง เพราะภาพเหล่านั้นจะผุดขึ้นในเวลาที่เราทำสมาธิ ซึ่งอาจทำให้อารมณ์ของเราไม่นิ่ง ฟุ้งซ่าน  และใจไม่อยู่กับร่องรอยได้ค่ะ   สิ่งที่จะช่วยฝึกให้เราเตรียมอารมณ์ได้อย่างเหมาะสมนั้น ต้องฝึกตัวเองให้มีรื่นรมย์กับสิ่งรอบตัวให้ได้ ซึ่งความสุขนี้อาจได้มาจาก การฟังเพลงบรรเลงเบาๆ อ่านหนังสือ วาดรูป หรือ ทำกิจกรรมที่ชอบ ที่สำคัญต้องฝึกให้เป็นผู้มองโลกในแง่บวกไว้ก่อนเสมอ (มองโลกในแง่ดี)  “Positive Thinking” โดย  ฝึกเป็นผู้ไม่ถือโกรธ  ไม่อาฆาต  ไม่ถือตนเองเป็นใหญ่  ฝึกให้มั่นคงใน “อภัยทาน” เพราะบุคคลที่เป็นผู้มองโลกในแง่บวก  และพร้อมให้อภัยได้เสมอ  จะเป็นผู้ที่มีอารมณ์สดใส  มีจิตใจมั่นคง   นอกจากนี้หากเราต้องการฝึกสมาธิให้ได้ผลก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เราควรจะต้องมีการเตรียมใจ ด้วย ซึ่งก็คือ เราควรจะฝึกสติตลอดทั้งวันด้วยการ ระลึกรู้เท่าทันการกระทำของตัวเอง หรือ เอาใจไว้กับเนื้อกับตัวตลอดทั้งวัน ให้ได้บ่อยที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ หรือ นึกได้ อาจจะไม่ต้องถึงขนาดว่าให้คอยมองดูการกระทำของตัวเองทุกขณะด้วยการเคลื่อนไหวช้าๆ ไปเรื่อยๆ เพราะวิธีการเช่นนี้ ไม่สามารถทำได้ในชีวิตจริง หรือ ถ้าทำจริงก็จะดูแปลก เพราะมีการเลื่อนไหวที่ไม่เป็นธรรมชาติ หรือ หากจะฝึกจนกระทั่งสามารถทำได้ด้วยการเคลือนไหวแบบปกติก็ต้องใช้เวลาฝึกพอสมควร ซึ่งหากเป็นผู้ฝึกใหม่อาจเผลอ ลืม และท้อแท้ไปซะก่อน   วิธีที่ง่ายขึ้นนั้นผู้ฝึกอาจจะลองฝึก “สติ” ตลอดทั้งวันด้วยการนึกถึงสิ่งที่เราเคารพนับถือ เอาไว้ภายในตัว  เช่น พระพุทธรูปที่เรากราบไหว้ทุกวัน ให้ลองนึกอาราธนาท่านให้อยู่กับตัวเรา เนื่องจากโดยทั่วไปแล้วเรามักจะฝึกสมาธิด้วยการเอาสติจับที่ลมหายใจ หายใจเข้าท้องพองออก หายใจออกท้องยุบ ดังนั้นเราจะชินกับการฝึกสติที่บริเวณท้องของเรา หากให้ลองนึกว่ามีพระพุทธรูปอยู่ภายในตัว ที่บริเวณท้องของเราให้ได้ตลอดทั้งวัน ก็จะเป็นการฝึกที่มุ่งไปที่จุดๆเดียว น่าจะง่ายกว่าการที่คอยเอาสติจับความทุกการกระทำของเรา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเทคนิคและวิธีการต่างๆ ขึ้นอยู่กับผู้ฝึกแต่ละท่านค่ะ ถนัดแบบไหน ทำแบบไหนแล้วรู้สึกสบาย ทำได้ต่อเนื่องก็เอาแบบนั้น และที่สำคัญเมื่อฝึกสติมาตลอดทั้งวันแล้ว ทุกวันเราควรจะทำสมาธิจริงจังอย่างน้อยสัก 1 ชัวโมง เพื่อจะได้มีผลการปฏิบัติที่ก้าวหน้าค่ะ   เมื่อทราบเทคนิคการเตรียมตัว เตรียมอารมณ์ และเตรียมใจแบบนี้แล้ว ก็อย่ามองข้ามการเตรียมทั้ง 3 อย่างนี้ทุกครั้งนะคะ รับรองว่าเราจะได้มีสมาธิที่ก้าวหน้า และมั่นคงยิ่งๆขึ้นไปค่ะ   ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ http://www.bodyandsoul.com.au/sex+relationships/wellbeing/learn+to+meditate+in+seven+days,11487

    Views 7,419 
  • มาทำความคุ้นเคยกับสมาธิกันเถอะ

    มาทำความคุ้นเคยกับสมาธิกันเถอะ  สมาธิ เป็นเรื่องที่เราควรฝึกให้ได้ทุกวัน ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ให้ได้ตลอดเวลา โดยมีเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้เราฝึกสมาธิของเราได้อย่างต่อเนื่องคือ “สติ” นั่นเอง   สมาธินั้นเราสามารถฝึกได้หลายอิริยาบท ในระหว่างวันเราสามารถจะฝึกสมาธิ พร้อมกับอิริยาบท เดิน นั่ง ยืน หรือ แม้แต่พูดคุยสนทนากับคนรอบข้าง และเมื่อเรากลับมาที่บ้าน เราสามารถนั่งหลับตาทำสมาธิได้อย่างเต็มที่ก่อนที่เราจะนอนหลับเพื่อเป็นการเคลียร์ใจของเราก่อนที่เราจะเข้านอน และเมื่อตื่นเช้าก็นั่งหลับตาทำสมาธิ เพื่อเข้าถึงแหล่งพลังบริสุทธิ์ภายในเพื่อพร้อมรับวันใหม่ ด้วยความสดใสมีพลัง และก็ทำสมาธิ ประคองสติของเราให้รับรู้สิ่งต่างๆ ที่เข้ามาอย่างมีสติให้ได้ตลอดทั้งวัน เท่าที่เราจะมีสติ ระลึกรู้ การกระทำของเราได้   เคยไหมคะ?  ที่เรามักจะทำอะไรลงไปโดยที่เราไม่ได้จดจ่อ หรือ มีสติในการกระทำของเรา ทำให้เราไม่แน่ใจว่าเราได้ทำสิ่งนั้น หรือสิ่งนี้แล้วหรือยัง บางครั้งก็อาจจะมีอาการลืมบ่อยๆ นี่เป็นสิ่งที่เตือนว่าเราอาจจะขาดสติในขณะนั้นๆค่ะ ดังนั้นเราจึงควรฝึกทำความคุ้นเคยกับสมาธิให้ได้ตลอดทั้งวันนะคะ วันนี้มีวิธีการทำความคุ้นเคยกับสมาธิ หรือ ทำใจเราให้มีอารมณ์พร้อมสำหรับการฝึกสมาธิมาฝากค่ะ   การเริ่มทำความคุ้นเคยกับองค์ประกอบของสมาธินั้นไม่ยาก  เพราะคือการโน้มอารมณ์เข้าหาความสบาย   ความงดงาม  เป็นต้นว่าเข้าใกล้ธรรมชาติ  เข้าใกล้ความงาม  และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับความงามตามธรรมชาตินั้นอย่างมีสติ วิธีการเข้าใกล้ธรรมชาติสามารถทำได้หลายวิธี คือ ออกเดินทางท่องเที่ยวด้วยจุดประสงค์ที่ต้องการชื่นชมธรรมชาติจริงๆ และฝึกสมาธิในระหว่างที่ชื่นชมธรรมชาตินั้น หรือ หากอยู่ที่บ้านก็ให้ลองใสใจกับต้นไม้ภายในบ้าน  ด้วยการรดน้ำเดินเล่นหรือลงมือปลูกด้วยตัวเอง หมั่นออกมาจากอาคารเพื่อสัมผัสกับแสงแดดอ่อนยามเช้า  หรือ รับลม และออกมาชื่นชมกับแสงเดือน  หมู่ดาวในเวลากลางคืน แล้วน้อมนำใจเราให้อยู่กับเนื้อกับตัว จดจำอารมณ์สบายที่ได้สัมผัสธรรมชาติมาใช้เมื่อนั่งสมาธิ   การเข้าใกล้ความงามของศิลปะด้วยการฟังเพลงบรรเลงนุ่มๆอยู่เสมอ ด้วยการวาดภาพ  วาดลวดลายเส้นด้วยดินสอก็ได้ สีไม้ สีน้ำ สีน้ำมัน หรือ สีอะครีริค ก็ได้ แล้วแต่ความถนัด ในระหว่างที่ฟังเพลง หรือ วาดภาพ ก็ให้นึกทำใจให้เป็นสมาธิ เอาใจไว้กับตัวเรา ไม่ปล่อยให้ลองลอยไปไหนต่อไหน หากพบว่าใจกำลังฟุ้งซ่าน ก็ให้ดึงใจกลับมาอยู่กับตัวเรา   การอ่านบทกวีไพเราะ  ของกวีเอกของโลก  อาทิ  กาลิทาส  รพินทรนาถ  ฐากูร  หรือคาอิล ยิบราล หรือแม้แต่การอ่านหนังสือธรรมะ ก็ช่วยให้เรามีสติอยู่กับสิ่งที่ดีงามได้เช่นกัน ฝึกทำใจเราให้รวมเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งแวดล้อมอย่างมีสติและสบาย ปล่อยให้ใจเรามีความสงบ เพราะใจที่สบายคือ คุณสมบัติของใจที่มีคุณภาพ เหมาะสำหรับการฝึกสมาธิให้ก้าวหน้าค่ะ   นอกจากนี้ยังมีตัวช่วยอื่นๆ เช่น เพลงบรรเลงเพราะๆ เบาๆ หรือ เพลงที่มีเสียงธรรมชาติ เช่น พวก Green Music เปิดฟังแล้วมีเสียงน้ำ เสียงนก เสียงเปียนโนเบาๆ เป็นต้น แม้แต่พวกน้ำมันหอมระเหย ซึ่งทำจากน้ำมันหอมธรรมชาติ Aromatic Oil ใช้หยดในนำ Burner ให้กลิ่นหอมระเหยช่วยให้เกิดความสบายทางสรีระ เช่น กลิ่นมิ้นท์ จะช่วยให้รู้สึกโล่งสบาย กลิ่นลาเวนเตอร์จะช่วยให้กระปรี้กระเปร่า เป็นต้น   นอกจากนี้เสื้อผ้าที่เราสวมใสเมื่อจะนั่งสมาธิควรจะ หลวมๆ สบายๆ เพื่อให้เราผ่อนคลายได้ง่ายขึ้น วิธีการคือ เปิดเพลงเบาๆ  สูดกลิ่นระเหยอ่อนๆ  พร้อมออกกำลังกายช้าๆ  ปล่อยอารมณ์ให้สอดคล้องไปกลับเสียงเพลง ให้ปล่อยความรู้สึกไปกับเสียงเพลงพลางนึกถึงความเป็นศูนย์กลางกายของสรรพสิ่ง  หรือนึกว่าร่างกายนี้โปร่งใส แล้วประคองใจให้สบายๆ อย่างนี้ไปเรื่อยๆ เท่าที่จะทำได้ หากมีความฟุ้งเข้ามา เมื่อได้สติก็ให้ลืมตา แล้วเริ่มวางใจใหม่เช่นนี้ ก็คือว่ามีผลการฝึกสมาธิที่ดีเยี่ยมแล้วค่ะ   หรือ บางท่านอาจจะปลี่ยนจากการฟังเพลงเป็นนั่งลงสวดมนต์เบาๆ ท่ามกลางกลิ่นหอม และธรรมชาติ หลังจากที่ชำระร่างกาย แต่งกายด้วยชุดที่เหมาะสมแล้ว ก็เลือกที่นั่งที่เหมาะสมในท่าขัดสมาธิ จัดท่าทางของเราให้สบายที่สุด หรือ หากใครมีปัญหาในการนั่งขัดสมาธิ ก็ให้นั่งบนเก่าอี้สบายๆก็ได้ แล้วปล่อยความรู้สึกให้เบาสบายโดยให้สิ่งแวดล้อมรอบๆตัวเรา ทำหน้าที่กล่อมเกลาใจของเราให้ผ่อนคลายสงบ โดยมีสติระลึกรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาอย่างสบายๆ นุ่มนวล ประคองใจให้มีอารมณ์อย่างนี้ให้ได้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ เทคนิคการฝึกให้สบายได้อย่างมีสติ คือ ให้นึกเสมอว่าตนเองเป็นศูนย์กลางของสรรพสิ่งให้ลองนึกถึงจุดกลางแค่พอนึกได้แล้วนึกบ่อยๆเท่าที่จะทำได้บนความสบายนุ่มนวล แล้วปล่อยอารมณ์ให้ทอดสบายสอดคล้องไปกับสิ่งที่เลือก เช่น ถ้าเลือกธรรมชาติ  ก็ให้นึกว่าตัวเอง  เขาไปอยู่ท่ามกลางบรรยายกาศเช่นนั้น เทคนิคและวิธีการต่างๆ ข้างต้นนี้เป็นวิธีที่จะทำให้ใจของเรานุ่มนวล เหมาะแก่การทำสมาธิให้มีผลการปฏิบัติธรรมได้ก้าวหน้ายิ่งๆขึ้นไป โดยนอกจากจะฝึกในขณะที่เรานั่งลงทำสมาธิแล้ว ในระหว่างวันเราก็สามารถฝึกสติระลึกรู้ให้เท่าทันกับการกระทำของเราได้เช่นเดียวกัน โดยกำหนดใจเอาไว้ภายในอย่างสบาย และ มีสติรู้ตัวในทุกขณะให้ได้ตลอดทั้งวัน ถ้าทำเช่นนี้ได้บ่อยๆ ในไม่ช้าเราก็จะรู้สึกคุ้ยเคยกับสมาธิมากขึ้นเป็นลำดับ เราจะมีสติรู้ตัวเมื่อใจเราเผลอ แล้วดึงใจกลับมาโดยอัตโนมัติโดยที่เราอาจจะไม่ทันสังเกตุตัวเองด้วยซ้ำ หากเราฝึกสติระหว่างวันเช่นนี้บ่อยๆ เมื่อกลับมานั่งสมาธิที่บ้าน ใจเราจะสงบได้รวดเร็ว เรื่องฟุ้งต่างๆ จะน้อยลง มีผลการฝึกสมาธิก้าวหน้ายิ่งขึ้น ซึ่งในตอนแรกอาจจะต้องอาศัยเทคนิคเข้าช่วยแต่ต่อไปใจจะเริ่มคุ้นกับความสงบที่นุ่มนวลนี้จนกลายเป็นนิสัยไปในที่สุด และบุคคลแรกที่จะได้รับผลประโยชน์สูงสุด ก็คือตัวของเราเองค่ะ ขอให้ทุกท่านมีกำลังใจฝึกตัวเราให้คุ้นกับสมาธิไปเรื่อยๆ นะคะ แล้วคุณจะได้สัมผัสกับความสุขที่แท้จริงที่หาไม่ได้จากที่ไหนในโลกใบนี้ค่ะ   ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ http://deconstructingyourself.com/five-proven-ways-to-get-your-meditation-practice-on-track.html

    Views 1,281 
  • ทำความสะอาดใจเราทุกวันด้วย...สมาธิ

    สมาธิเป็นสิ่งที่เราควรจะทำทุกวัน ให้เป็นกิจวัตร เหมือนกันการอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน ทานข้าว เพราะร่างกายเรายังต้องชำระล้างให้สะอาดทุกวัน จิตใจของเราก็ต้องได้รับการชำระล้างให้สะอาดเช่นเดียวกัน มิเช่นนั้นใจเราจะเป็นที่เก็บสะสมขยะในใจได้ ทุกๆ วันเราจะต้องเจอกับสิ่งเร้ารอบตัวเรา ที่มีผลทำให้เรามีทั้งความสุข และความเครียด หากเป็นความสุขเราคงไม่ต้องไปจัดการอะไรมากนัก แต่สำหรับความทุกข์ ความเครียด ความหงุดหงิด รำคาญใจ ที่สะสมมาตลอดทั้งวันนั้น ต้องการให้เราทำความสะอาดใจ เคลียร์สิ่งต่างๆ ที่รกใจเราเช่นกัน ลองคิดดูว่าหากเราไม่สะสาง จำกัด สิ่งเหล่านี้ออกไป ใจเราก็จะสกปรกหมักหมม เต็มไปด้วยสิ่งที่ทำให้ใจเราเป็นทุกข์ ความดำมืดของใจจะสะสม หุ้มห่อ ปนเป็นใจเราให้มัวหมอง แม้บางครั้งเราเจอกับสิ่งดีดีในชีวิต เราก็จะมองไม่เห็น   ยกตัวอย่างเช่น การได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวที่เรารักในช่วงวันหยุด หากเราได้มีการเคลียร์ใจเราทุกวัน ด้วยการฝึกสมาธิ เราจะมองเห็นว่าช่วงเวลาที่ได้อยู่กับครอบครัวนี้เป็นช่วงเวลาที่มีคุณค่า และจะทำช่วงเวลานี้ให้มีความสุขที่สุด แต่หากใจเราดำมืดเราจะใช้เวลากับครอบครัวของเราด้วยความรู้สึกว่าเป็นหน้าที่ บางครั้งอาจจะรู้สึกรำคาญกับเรื่องจุกจิกที่เกิดขึ้น จนทำให้ลุกลามเป็นการทะเลาะเบาะแว้ง ทำลายความรู้สึกที่ดีของกันและกันในช่วงวันหยุดที่มีคุณค่านี้...เห็นไหมละคะว่าเรื่องการฝึกสมาธินี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย สมาธิจะทำให้เราเห็นอะไรที่เรามักมองข้ามไป   เคยไหมคะ? ที่เราเห็นใครบางคนมักมีความสุขในทุกสถานการณ์ มีความสุขได้กับเรื่องเล็กน้อย ที่เป็นอย่างนั้นได้เพราะใจของเขาใสค่ะ เขาอาจจะเป็นคนที่ฝึกสมาธิ หรือไม่ก็เป็นคนที่มีนิสัยมองโลกในแง่ดีอยู่แล้ว เมื่อใครได้เข้าใกล้คนเหล่านี้ก็จะรู้สึกมีความสุข สบายใจตามไปด้วย คุณอยากจะเป็นคนที่ใครอยู่ใกล้แล้วก็รู้สึกเครียด หรือ จะเป็นคนที่ใครๆอยู่ด้วยแล้วก็มีความสุขคะ? เชื่อว่าคำตอบคงมีอยู่ในใจคุณอยู่แล้ว...ซึ่งไม่ต้องคิดเลยว่าถ้าใครเมื่อมีคนเข้าใกล้แล้วรู้สึกได้ถึงความเครียด เจ้าตัวนั้นจะต้องมีความเครียดสะสมอยู่ในตัวมากมายกว่าหลายเท่าตัวนัก ในทางตรงกันข้าม คนที่ใครเข้าใกล้แล้วมีความสุข นั่นหมายถึง ในใจของเขาเป็นที่สะสมความสุขอย่างมหาศาลจนกระทั่งส่งผ่านไปยังผู้อื่นได้นั่นเอง  เปรียบเหมือน พระอาทิตย์ที่ส่งผ่านแสงสว่าง และความร้อนมาให้กับมนุษย์บนโลกได้ ที่เรารู้สึกร้อนมากๆ ในช่วงหน้าร้อนนั้น ลองมาดูที่ตัวของพระอาทิตย์สิคะ ว่าร้อนขนาดไหนจึงแผ่ความร้อนออกมาได้ถึงโลกเราขนาดนั้น...พอจะเห็นภาพชัดเจนขึ้นแล้วนะคะ   มนุษย์เรานั้นสภาพจิตใจของเรานั้น “ประภัสสร ผ่องใส” ค่ะ แต่ด้วยกิเลสที่ห่อหุ้มใจเรามาตั้งแต่กำเนิดทำให้ใจของเราไม่ใส เหมือนอย่างสภาพที่แท้จริงของเรา วิธีเดียวที่จะขจัดกิเลสออกไปจากใจเราได้จนหมดสิ้นนั้นก็คือ การฝึกสมาธิ เพื่อขจัดกิเลสของเราออกไปทีละนิดละหน่อย จนเมื่อมนุษย์สามารถฝึกสมาธิได้จนถึงขั้นวิปัสสนา เห็นแจ้งแทงตลอด เห็นกิเลสในใจจนขจัดออกได้หมด และกิเลสไม่สามารถมาควบคุมใจเราได้อีก บุคคลเหล่านี้เราเรียกว่า “พระอรหันต์” ใจของท่านจะกลับไปสู่ความบริสุทธิ์ ผ่องใส ได้อีกครั้ง และหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด หรือ สังสารวัฏ ตามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ค่ะ   แม้ว่าเราจะยังไม่ได้หวังผลในการชำระล้างใจเราให้บริสุทธิ์ได้ขนาดนั้น แต่ยังไงเราก็ควรจะเคลียร์ใจเราทุกวัน เพราะกิเลส เปรียบเหมือนเชื้อไวรัส ที่พร้อมจะแพร่กระจาย และขยายเพิ่มจำนวนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จนกระทั่งเราตายกันไปข้างหนึ่งทีเดียว ถ้าเปรียบกับใจที่ถูกกิเลสห่อหุ้มแบบดำมืดสนิทจริงๆ ก็คือ คนที่ตายแล้ว จากการทำความดีทั้งปวง พร้อมที่จะทำชั่วได้ทุกชนิด ทุกเวลา โดยไม่มีความรู้สึกผิดแม้สักนิด ทำทุกอย่างได้เพื่อสนองกิเลสที่บังคับใจนั่นเอง ดังนั้นหากเราประมาทไม่หมั่นควบคุม ระวัง จิตใจเราให้ห่างจากความชั่ว เราจะถูกกิเลสควบคุมให้ทำความชั่วอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ฉะนั้นดีที่สุด คือ การหมั่นอาบน้ำชำระใจเราด้วย “การฝึกสมาธิ” ในทุกๆ วัน เพื่อให้กิเลสนั้นตามห่อหุ้มใจเราไม่ทัน หรือ บังคับควบคุมให้เราทำสิ่งที่ไม่ดีได้น้อยที่สุดค่ะ   บางคนอาจจะคิดว่าเราก็เป็นคนดีอยุ่แล้ว คิดดี พูดดี ทำดี อยู่แล้วไม่จำเป็นต้องฝึกสมาธิ...นั่นก็ยังเป็นความคิดที่ประมาทนะคะ แม้ว่าเราจะเป็นคนดีอยู่แล้ว แต่หากได้ฝึกสมาธิเพิ่มเติมอีก นั่นจะทำให้เราได้ฝึกใจเราให้สูงส่งมากยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อเจอสิ่งเร้าที่หลอกล่อให้เราทำไม่ดี ก็จะมีภูมิคุ้มกันที่เพิ่มขึ้นต่อการทำชั่ว   ยกตัวอย่างเช่น ปกติแล้วนาย ก. จะทำงานเป็นเจ้าหน้าที่จัดซื้อขององค์กรหนึ่ง ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ไม่เคยใช้หน้าที่ของตนในการทำทุจริต แม้ว่าจะมีใครเสนอเงินพิเศษให้ แต่หากวันหนึ่งพ่อของนาย ก. ป่วยหนัก ต้องเข้าโรงพยาบาลด่วนและต้องใช้เงินก้อนใหญ่ด่วนเพื่อรักษา ไม่อย่างนั้นพ่อของนาย ก. อาจจะถึงแก่ชีวิต ในจังหวะนั้นมีคนเสนอเงินพิเศษให้นาย ก. เพื่อให้นายก. เลือกจัดซื้อสินค้าของตนเองเข้าไปในองค์กร แต่สินค้านี้เป็นสินค้าที่มีคุณภาพต่ำ และราคาสูงกว่าที่ควรจะเป็น ถ้าเป็นปกตินาย ก.จะปฏิเสธ แต่กรณีนี้ ถ้านาย ก. จะตัดสินใจอย่างไร...แล้วคุณละคะลองนึกดูเล่นๆ ว่าคุณจะตัดสินใจอย่างไร?...มาดูกันค่ะว่าจากการตัดสินใจทั้งสองทางเลือก คือ รับ หรือ ไม่รับ...แล้วจะส่งผลอย่างไร?   กรณีแรกคือ “รับ” เมื่อนาย ก. รับเงินก้อนนั้น ก็นำเงินมารักษาพ่อของตนเอง พ่อพ้นขีดอันตราย ดูเหมือนอะไรๆ จะดีไปหมด แต่เมื่อวันหนึ่งองค์กรนั้น สืบพบว่าของที่นาย ก. สั่งเข้ามา คุณภาพต่ำ และราคาสูงกว่าที่ควรจะเป็น ส่งผลเสียหายต่อองค์กร จึงถูกพิจารณาให้ออกจากงาน พร้อมกับการเสียประวัติเนื่องจากถูกประกาศไปยังองค์กรอื่นๆ และบริษัทในเครือ เพื่อไม่ให้รับเข้าทำงานด้วยความที่ทุจริตในหน้าที่ พ่อซึ่งยังคงต้องรักษาตัวต่อเนื่องก็พลอยลำบากเพราะขาดรายได้ในที่สุด   กรณีที่สอง คือ “ไม่รับ” เมื่อนาย ก.ไม่รับ และ มีเงินไม่มากพอที่จะรักษาพ่อของตน จึงนำเงินเก็บส่วนหนึ่ง และเอ่ยปากขอยืมคนรอบตัว ซึ่งปกตินาย ก. เป็นคนที่ไว้วางใจได้จึงมีคนพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลืออย่างจริงใจ พ่อของนาย ก. จึงผ่านช่วงวิกฤติมาได้ และเนื่องจากนาย ก.เป็นผู้ที่มีความสุจริต จัดซื้อของที่มีคุณภาพ ราคาสมเหตุผล ทำให้บริษัทมีกำไร ในปลายปีบริษัทจึงพิจารณาให้นาย ก. ได้รับโบนัสก้อนใหญ่ เขาจึงนำเงินนั้นไปจ่ายคือให้แก่คนที่เขาไปยืมเงินมา พร้อมทั้งยังมีความเจริญก้าวหน้าในที่ทำงาน เป็นหลักให้ครอบครัวต่อไปได้   ตัวอย่างข้างต้นนี้ หากนาย ก. ไม่ฝึกใจตนเองให้ผ่องใสอยู่เสมอ ก็อาจจะรู้ไม่เท่าทันตัวกิเลสที่สั่งให้นาย ก. รับเงินก้อนนั้น เพื่อไปรักษาพ่อ ซึ่งดูแล้วอาจจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่เนื่องจากเป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรม ซึ่งในท้ายที่สุดก็จะส่งผลเสียตามมาในภายหลัง ในทางตรงกันข้าม หาก นาย ก. ได้ฝึกสมาธิ เมื่อมีปัญหา ก็จะมีตัว “สติ” คอยเตือนให้มีจิตใจเข้มแข้ง ทนต่อความยั่วยวนของกิเลส ที่กำลังหลอกล้อด้วยเงินก้อนโต ทำให้เห็นถึงความเป็นจริงโดยตลอดว่า หากใจอ่อนยอมรับเงินจะเกิดผลเสียในที่สุด แต่หากยึดมั่นในความถูกต้อง แม้จะดูแล้วลำบาก แต่ในระยะยาวแล้วจะเกิดผลดีตามมาไม่สิ้นสุด...และนี้ก็คือตัวอย่างของผู้ที่เป็นคนดีอยู่แล้ว แต่หากฝึกสมาธิเพิ่มเติม ก็จะยิ่งทำให้มีจิตใจที่มั่นคง เข็มแข็ง ต่อการทำดีค่ะ   ทุกสิ่งทุกอย่างมี “ใจ” เป็นนาย มีใจเป็นผู้สั่ง ดังนั้นเราจึงควรฝึกสมาธิ ซึ่งเป็นการฝึกฝนชนิดเดียวเท่านั้นที่เราสามารถฝึกกับ “ใจ” ของเราได้ ยิ่งหากฝึกได้ทุกๆวัน ใจของเราก็จะยิ่งเข้มแข็ง ใจที่เข้มแข็ง คือใจที่ใสสว่าง ห่างไกลจากการบังคับ ควบคุมของกิเลสทั้งปวงค่ะ...มาเริ่มฝึกสมาธิกันให้ได้ทุกวันนะคะ เพื่อให้มีจิตใจเข้มแข็งต่อความชั่ว พร้อมที่จะทำดี ส่งผลให้ชีวิตมีแต่ความเจริญก้าวหน้าค่ะ credit: photo from http://8tracks.com/mobot/clear-your-mind

    Views 2,235 
  • ปัจจัยสำคัญที่ทำให้นั่งสมาธิได้ดียิ่งขึ้น

    ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า สัมมาสมาธินั้นเริ่มต้นอาจมีวิธีการฝึกที่หลากหลายตามแต่ความถนัด (หรือ จริต) ของแต่ละท่าน แต่เมื่อเข้าสู่ “ปฐมมรรค” แล้วหนทางสายเอกนั้นจะมีเพียงสายเดียวเท่านั้นที่มุ่งสู่พระนิพพาน ยกตังอย่างเช่น ถ้าจุดมุ่งหมายของเราคือ การนั่งเครื่องบินที่สนามบินสุวรรณภูมิเพื่อตรงไปยังเชียงใหม่ ก่อนที่จะมาถึงสุวรรณภูมินั้นเราอาจจะนั่งรถเมล์ รถเมล์ปรับอากาศ รถมอเตอร์ไซต์รับจ้าง นั่งแท๊กซี่ ขับรถส่วนตัว หรือ นั่ง airport link มายังสุวรรณภูมิ แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคน แต่เมื่อมาถึงสุวรรณภูมิแล้วทุกคนจะต้องนั่งเครื่องบินตรงไปยังเชียงใหม่ ซึ่งต้องใช้เส้นทางการบินแบบเดียวกันนี้เท่านั้นจึงจะไปถึงเชียงใหม่ ตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้...เป็นไงบ้างคะยกตัวอย่างแบบนี้คงพอจะเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น   เมื่อเราได้ศึกษา และเลือกแล้วว่าวิธีการฝึกในแบบต่างๆนั้น แบบไหนที่เหมาะกับเรา (รายละเอียดการปฏิบัติในสายต่างๆนั้น จะหาเวลามาอธิบายกันในภายหลังนะคะ) เรายังควรทราบว่า นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นใดอีกบ้าง ที่มีผลต่อความก้าวหน้าในการปฏิบัติดังนี้ค่ะ1. ระยะเวลาและช่วงเวลาของการปฏิบัติ เนื่องจากคนเรามักจะมีช่วงเวลาต่างๆในแต่ละวัน ที่เหมาะสมในการปฏิบัติสมาธิแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้แล้วแต่กิจกรรม และ ลักษณะนิสัยของแต่ละคนค่ะ ดังนั้นหากเราสามารถจัดสรร เวลาที่แน่นอนในการฝึกสมาธิในแต่ละวันได้อย่างชัดเจน เมื่อทำไปสักระยะหนึ่ง คล้ายกับว่าสมองเราจะจำได้ว่าในช่วงเวลานี้ เราจะต้องฝึกสมาธิ ในภายหลังเมื่อเราจะฝึก  สมาธิ สมองจะสั่งร่างกายของเราให้ตื่นตัว เตรียมพร้อมสำหรับการฝึกสมาธิ ซึ่งจะทำให้เรามีผลการฝึกสมาธิดีกว่าที่เราไม่จัดสรรเวลาสำหรับฝึกสมาธิค่ะ2. พื้นฐานสุขภาพของผู้ปฏิบัติการปฏิบัติธรรมนั้น หากผู้ปฏิบัติมีสุขภาพแข็งแรง จะปฏิบัติได้ดีกว่าผู้ที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง เนื่องจากการฝึกสมาธิ แม้ว่าจะสามารถฝึกได้หลายอิริยาบท นั่ง ยืน เดิน แต่ท่าที่นั่งได้นิ่งสนิทดีจริงๆ นั้นคือ ท่านั่งขัดสมาธิ เพราะเป็นท่าที่เมื่อนั่งแล้วได้สัดส่วน สามารถการถ่ายเทกระจายน้ำหนัก ทำให้สามารถนั่งได้มั่นคง และสมาธินั้นหากผู้ปฏิบัติอยากจะก้าวหน้ามีผลการปฏิบัติที่ลุ่มลึก เมื่อนั่งไปแล้วมักจะต้องนั่งให้นิ่ง ไม่ไหวติง ซึ่งจะเป็นการยากสำหรับผู้ที่มีสุขภาพไม่แข็งแรง เพราะอาจจะมีอาการปวดเมื่อย ระบบเลือดไม่ไหลเวียน เป็นเหน็บชา เป็นต้น ดังนั้น ทุกท่านควรเตรียมสุขภาพ ร่างกายให้พร้อม ด้วยการหมั่นออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่น การยืดเส้นสาย โยคะ รำไทเก๊ก รำกระบอง และอื่นๆ3. พื้นฐานพฤติกรรมทางอารมณ์ของผู้ปฏิบัติพื้นฐานทางอารมณ์ของผู้ปฏิบัตินับว่ามีความสำคัญ ผู้ที่มีภาวะอารมณ์ดีอยู่เสมอ มักจะปฏิบัติได้ผลเร็วกว่าคนที่หงุดหงิดง่าย  หรือคนเจ้าอารมณ์ หากผู้ใดมักหงุดหงิด โกรธง่าย การรักษาศีล อย่างน้อยศีล 5 เป็นปกติ จะช่วยให้ลดความเป็นคนมักโกรธได้ เนื่องจากศีลนั้น เป็นหลักธรรมที่ทำให้งดเว้นจากการเบียดเบียนผู้อื่น เมื่อฝึกบ่อยๆ จะทำให้ใจเย็นลง และเมื่อไม่คิดร้ายกับใคร ก็จะเป็นผู้ไม่มีศัตรู ไม่มีเรื่องขุ่นข้องค้างอยู่ในใจ อีกประการหนึ่งการหมั่นสวดมนต์ และแผ่เมตตาต่อสรรพสัตว์ที่เกิดมาร่วมทุกข์กันนั้น ก็จะทำให้เรารู้สึกเข้าใจ และเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ก็จะทำให้ลดอารมณ์มักโกรธได้อีกทางหนึ่ง อันจะเป็นผลดีต่อการนนั่งสมาธิ เพราะหัวใจของการนั่งสมาธิ คือ “อารมณ์สบาย” นั่นเองค่ะ4. พื้นฐานด้านคุณธรรมของผู้ปฏิบัติอย่างที่ได้กล่าวไปแล้วในเบื้องต้นว่า อารมณ์สบาย จะทำให้มีผลการปฏิบัติธรรมที่ดี เปรียบเสมือนกับเมื่อนั่งลงไปแล้ว เมื่อเริ่มต้นด้วยอารมณ์สบายจะเป็นการเริ่มต้นจากศูนย์และเพิ่มความสงบ สบายยิ่งๆ ขึ้นไป แต่หากคุณธรรมของผู้ปฏิบัติยังไม่มากพอ ยังมีความคิดที่ผิดศีลธรรมอยู่นั้นเปรียบเสมือนเริ่มนั่งด้วยคะแนนติดลบ ต้องใช้เวลานานกว่าจะปรับใจให้ขึ้นสู่ความเป็นกลาง จากนั้นจึงจะสามารถต่อยอดต่อไปได้ นั่นก็หมายถึง แต่แทนที่จะได้ผลดีเลย  กลับต้องไปแก้ไขส่วนเสียก่อนนั้นเอง ผู้ปฏิบัติจึงควรฝึกคุณธรรมของตนให้ยิ่งๆขึ้นไป5. ความสม่ำเสมอของผู้ปฏิบัติเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้ปฏิบัติมีผลการปฏิบัติไม่ก้าวหน้า คือ ความไม่สม่ำเสมอ ไม่ต่อเนื่องของการฝึกสมาธิ สิ่งที่ทุกๆคน ควรจะทำความเข้าใจก็คือ การฝึกสมาธิ ก็เหมือนกับการฝึกฝนอื่นๆ ในโลกใบนี้  คือ ต้องฝึกอย่างต่อเนื่อง เช่น การฝึกว่ายน้ำนั้น จะว่ายน้ำเป็นก็ต้องฝึกว่ายบ่อยๆ เมื่อว่ายเป็นแล้วอยากจะเก่งก็ต้องฝึกว่ายทุกวันกำลังจึงจะอยู่ตัว หรือ จะร้องเพลง ก็ต้องฝึกร้องทุกวันจนเสียงอยู่ตัว แล้วต่อยอดรร้องเพลงที่ยากขึ้นเรื่อยๆ  แม้แต่การฝึกภาษา ก็ต้องฝึกทุกวัน ฝึกใช้บ่อยๆ จนกระทั่งสามารถพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติ และฝึกต่อเนื่องเพื่อให้เก่งขึ้น สมาธิก็เช่นกัน แม้รู้ว่าดี แต่ไม่มีความเพียรที่จะฝึกอย่างต่อเนื่อง ทุกครั้งที่หยุดไป เมื่อกลับมานั่งสมาธิใหม่ ก็จะกลับไปสู่จุดเดิม ย้ำวนเวียนอยู่กับที่ “ใจ” ของเราเมื่อไม่ได้มีการฝึกฝน “สติ” อย่างต่อเนื่อง ก็ยากที่เราจะมีผลการฝึกสมาธิก้าวหน้าได้ค่ะ ฝึกสมาธิทุกวันก็จะทำให้ใจเราได้รับการขัดเกลาทุกวัน ใจเราก็จะใสขึ้น ละเอียดขึ้นเรื่อยๆ ค่ะ   ทั้งหมดนี้ก็คือปัจจัยที่สำคัญที่จะเป็นตัวชี้วัดว่าเราจะมีผลการฝึกสมาธิได้ดีมากน้อยแค่ไหนนะคะ ขอให้ทุกท่านเตรียม กาย และใจ ของเราให้พร้อม และพิจารณาปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ว่ามีปัจจัยใดบ้างที่เรายังต้องปรับ เพื่อให้พร้อมสำหรับการฝึกสมาธิของเราบ้าง...ขอให้ทุกท่านมีผลการปฏิบัติที่ดีในทุกๆวันนะคะ credit: photo from SHUTTERSTOCK/ALEKSANDAR TODOROVIChttp://www.thewire.com/entertainment/2013/01/meditation-clothes-we-wear-meditate/60816/

    Views 2,202 
  • Why we should meditate?

     Why we should meditate? I recommend everyone watch this video, which show us how suffering of all living being from “Birth, Old age, Sickness and Death”. This cycle of life is never end and the only way to free from the Samsara was discovered by the Lord Buddha…And the meditation is the Key.   http://youtu.be/iFXSPncppPI   Let’s give yourself the chance to mediation…then you can prove by yourself.   ขอบคุณภาพจาก :  http://www.ibcoball.com

    Views 2,175 
read more...
  • สามเสาหลักพระพุทธศาสนาในไต้หวัน

    สามเสาหลักพระพุทธศาสนาในไต้หวัน   น่าชื่นชมเมื่อได้เห็นการทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศไต้หวัน ซึ่งเป็นที่รู้ทั่วกันว่ามีวัดใหญ่หลักๆ คือ วัดฝอกวงซัน วัดจงไถฉานซื่อ และ ฉือจี้ โดยที่วัดทั้งสามต่างก็มีจุดแข็ง และมุ่งงานเผยที่แตกต่างกันดังนี้วัดฝอกวงซัน วัดฝอกวงซัน หรือ มูลนิธิแสงพุทธธรรมเมืองเกาสง ผู้ก่อตั้งคือท่านซิงหวินมหาเถระเป็นปฐมเจ้าอาวาส มีชื่อเสียงทางด้านการนำพระพุทธศาสนาเข้าไปสู่ชีวิตของผู้คนได้อย่างแนบสนิท โดยท่านได้มุ่งเน้นในงานด้านการศึกษาและช่วยเหลือสังคม  ท่านมีอุดมคติอยู่ว่า ให้การศึกษาเพื่อพัฒนาบุคคลากร เน้นวัฒนธรรมในงานแพร่ธรรม เน้นการสาธารณสุขในงานพัฒนาสังคม ปัจจุบันวัดฝอกวงซันมีพระสงฆ์มากกว่า 1,400 รูป (นับรวมทั้งชาย-หญิง) มีมหาวิทยาลัยฝอกวงซัน ภายในวัดจะแยกสถานศึกษาระหว่างพระภิกษุกับภิกษุณี วัดแห่งนี้มีอาณาเขตกว้างขวางปกคลุมภูเขาทั้งลูก นอกจากมีอาณาบริเวณมากมายแล้วภายในตัววัดยังมีการก่อสร้างโบถส์ที่สวยงามและรูปปั้นพระอรหันต์หลายร้ององค์ และยังมี อนุสรณ์สถานพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นส่วนที่เปิดใหม่ ซึ่งเป็นกึ่งพิพิธภัณฑ์ที่ให้ความรู้ และ ยังมีอาหารเจ และขนมเจ รสชาติดี ในร้านแบบทันสมัย ทำให้ผู้คนทุกเพศทุกวัย สามารถมาเข้าวัดได้อย่างมีความสุข ซึมซับพระธรรมคำสอนผ่านกิจกรรมต่างๆ และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพวัดจงไถฉานซื่อ สำหรับวัดจงไถฉานซื่อนั้นผู้ก่อตั้งคือท่านพระอาจารย์เหว่ยเจวี๋ย เจ้าอาวาสวัดจงไถฉานซื่อ มีชื่อเสียงในด้านการฝึกสมาธินิกายเซนหรือฌานสมาธิที่สืบทอดมาจากปรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงในจีน นอกจากนี้เป็นวัดที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นศาสนสถานที่ยิ่งใหญ่เป็นอันดับสามของโลกรองจากนครวาติกัน และวัดมหายานที่ธิเบต อีกทั้งยังเป็นวัดที่มีการออกแบบให้ทันสมัยที่สุดในไต้หวัน มีรูปทรงคล้ายคนกำลังนั่งสมาธิ (ฝึกวิปัสสนากรรมฐาน) มีความสูง 150 เมตร ออกแบบโดยนาย C.Y. Lee เป็นวิศวกรคนเดียวกับผู้ที่ออกแบบตึกไทเป 101 โดยใช้หินแกรนิตมาเป็นโครงสร้างที่แข็งแกร่ง จากแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนและเหล่าบรรดาลูกศิษย์ท่านพระอาจารย์เหวยเจวี๋ยนับแสนๆ คน ระหว่างนั้นในปี ค.ศ.1999 ได้เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงที่เมืองหนานโถว แผ่นดินแยก แต่วัดจงไถฉานซื่อกลับไม่เป็นอะไรเลย ยิ่งเป็นการสร้างความศรัทธาให้กับผู้คนในไต้หวันอย่างมาก วัดฉือจี้ทางด้านของฉือจี้นั้น ผู้ก่อตั้งคือท่านธรรมาจารย์เจิ้งเอี๋ยน ซึ่งเป็นนักบวชหญิงมีจุดแข็งอยู่ที่การทำงานสังคมสงเคราะห์ที่มีการขยายสาขาไปทั่วโลก มีสมาชิก อาสาสมัครกระจายอยู่ทั่วโลกหลายล้านค้น ภารกิจ 4 ประการของฉือจี้ การกุศล การรักษาพยาบาล การศึกษา และวัฒนธรรมที่ดีงามของมนุษย์ เพื่อกระตุ้นการใช้ความเมตตาของพระพุทธองค์สู่การลงมือปฏิบัติ โปรดสรรพสัตว์บนโลก โดยอาศัยการพัฒนางานด้านการกุศล การรักษาพยาบาล การศึกษาและการส่งเสริมจริยธรรม ให้บรรลุเป้าหมาย งานภารกิจของฉือจี้เริ่มต้นจากหลักการ “ช่วยคนจน สอนคนรวย” ก่อเกิดเป็นการกุศล การรักษาพยาบาล การศึกษาและการส่งเสริมจริยธรรม ทั้ง 4 แล้วขยายเพิ่มเป็นแปดภารกิจ คือ การบรรเทาทุกข์ระหว่างประเทศ การบริจาคไขกระดูก อาสาสมัครในชุมชน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นต้น ผลักดันงานทั้ง 8 ประการไปพร้อมกัน เรียกว่า “หนึ่งย่างก้าวแปดรอยพระธรรม” จะเห็นได้ว่าทั้งสามเสาหลักทางพระพุทธศาสนาของประเทศไต้หวันล้วนก่อสร้างด้วยขนาดพื้นที่ และสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่โตโอฬาร แข็งแรง ทนทานทั้งสิ้น เพราะศาสนสถานเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ช่วยยืดอายุพระพุทธศาสนาให้ยืนยาว และแม้ว่าแต่ละวัดจะมีจุดแข็งที่แตกต่างกัน แต่ไม่เคยกล่าวว่าร้าย หรือ พยายามเปรียบเทียบว่าใครดีกว่าใคร ใครสอนถูกหรือใครสอนผิด และต่างก็พยายามทำงานเพื่อช่วยเหลือสังคม และเผยแผ่พระพุทธศาสนาออกไปทั่วโลก นี่จึงเป็นตัวอย่างที่ดีที่ชาวพุทธควรจะศึกษา และเปิดรับความแตกต่างที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ การจรรโลง สืบทอดพระพุทธศาสนาให้กว้างไกลออกไปตราบนานเท่านาน   Credit: ขอบคุณภาพจากเว๊บไซต์ https://www.pinterest.com/pin/341710690447734675/

    Views 2,507 
  • ข้อคิดดีๆจากคุณ สตีฟ จ๊อบส์

    คำพูดสุดท้าย จาก ...Steve Jobs  "ในขณะนี้ ผมกำลังนอนป่วยอยู่บนเตียงและพยามยามรำลึกถึงชีวิตของผมที่ผ่านมา ผมพบว่าความร่ำรวยที่ผมเคยภูมิใจกลับไม่มีค่าอะไรเลยในช่วงสุดท้ายที่ผมกำลังจะตาย... ในความมืด #ผมมองเห็นเพียงแสงสีเขียวและเสียงของเครื่องช่วยหายใจ ซึ่งทำให้ผมรู้ว่าความตายใกล้เข้ามาแล้ว.... เมื่อเราเข้าไปอยู่ในห้องผ่าตัด เราจะตระหนักได้ว่า เราใส่ใจสุขภาพของตัวเองน้อยเกินไปแต่เรามักจะรู้ตัวเมื่อสายเกินไปเสมอ... เมื่อผมตาย #ผมเอาความร่ำรวยไปด้วยไม่ได้สิ่งที่ผมจะนำติดตัวไปคือความทรงจำเกี่ยวกับความรักเท่านั้น #ซึ่งเป็นความร่ำรวยที่แท้จริงและจะเป็นแสงนำทางให้กับเราต่อไป...พระเจ้าได้มอบความรักไว้ในหัวใจของมนุษย์ทุกคน ซึ่งไม่สามารถซื้อหาได้ด้วยเงิน ความรักจะติดตามเราไปได้ทุกที่ เพราะมันอยู่ในหัวใจและในมือของเราเอง ผมประสบความสำเร็จอย่างมากในด้านธุรกิจ หรืออาจกล่าวว่าชีวิตผมเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของความสำเร็จ แต่นอกจากการทำงานแล้ว #ผมไม่ได้มีความสุขนัก เพราะในที่สุด ความร่ำรวยก็กลายเป็นสิ่งเดียวที่ผมมี...ตอนนี้ผมเพิ่งตระหนักว่า เมื่อเราร่ำรวยพอแล้ว เราควรหันไปใส่ใจกับเรื่องอื่นๆ บ้าง ซึ่งอาจเป็นสิ่งอื่นๆที่สำคัญ เช่น งานศิลป ที่เราเคยใฝ่ฝันในตอนเด็กๆ การไม่ยอมหยุดสร้างความร่ำรวย จะทำให้ต้องมีชีวิตเหมือนที่ผมเป็น....เตียงที่แพงที่สุดในโลกก็คือ เตียงผู้ป่วย คุณสามารถจ้างคนมาขับรถให้ มาทำงานหาเงินให้ แต่ไม่มีใครมาป่วยแทนคุณได้สิ่งของใดๆ ที่หายไป เราอาจหาพบได้ แต่เราเอาชีวิตที่เสียไปกลับคืนมาไม่ได้ จงให้ความรักกับครอบครัว กับคนรัก และเพื่อนๆ หมั่นดูแลสุขภาพของตัวเองและใส่ใจคนรอบข้างให้มากๆ"..........Steve Jobs คิดว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักคุณ สตีฟ จ็อบส์ อดีตประธานบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท แอปเปิ้ล อย่างเป็นทางการ เป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จและร่ำรวยในทางโลกมาก แต่แม้ว่าจะรำ่รวยสักเพียงใด สามารถซื้อวัตถุสิ่งของได้มากมาย แต่เขาก็ไม่อาจจะซื้อชีวิตเขากลับมาได้สิ่งที่คุณสตีฟ ได้ตระหนักว่าเขาพลาดไปเมื่อวาระสุดท้ายมาถึงคือ "ความประมาทในชีวิต" ความประมาทในที่นี้คือ ความประมาทในความตาย...สิ่งนี้เป็นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ให้ความสำคัญ และสอนให้พวกเราหมั่นมีสติเตือนตนอยู่เสมอ คือ"มรณานุสสติ" ให้คิดถึงความตายไว้ทุกวัน เพราะความตายไม่มีนิมิตหมาย เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า ความตายจะมาเมื่อไหร่ มาอย่างไร ดังนั้นจงอย่าประมาทให้เราหมั่นสั่งสมคุณความดีเอาไว้กับคนรอบตัวสมบัติภายนอกมีเท่าไหร่ก็ไม่สามารถนำติดตัวไปได้ สิ่งที่จะไปกับเราได้ ในความเข้าใจของ คุณสตีฟ คือ ความรัก...ซึ่งก็นับว่าถูก แต่ยังไม่ถูกเสียทีเดียว...แต่เราชาวพุทธเราทราบดีว่าสิ่งที่ติดตัวเราไปข้ามภพชาติ คือ "บุญ และ บาป" ความรู้สึกใทางดี และความรู้สึกในทางไม่ดีนั่นเอง ข้อคิดดีๆที่คุณสตีฟ ทิ้งไว้ให้เรานั้นมีคุณค่ามาก เป็นตัวอย่างของผู้ที่ทำงานมากจนลืมที่จะรักษาสุขภาพ และลืมว่า "เราก็ต้องตายไม่วันใดวันหนึ่ง" จึงใช้ชีวิตอย่างไม่สมดุล จนเมื่อล้มป่วยและรู้ตัวว่าไม่สามารถที่จะรักษาให้หายได้ จึงมีความคิดเสียดายว่า เมื่อประสบความสำเร็จเพียงพอแล้ว ควรจะหันกลับมาให้ความรักกับคนรอบๆตัว และ ใช้ชีวิตให้มีความสุขสงบ เพราะในที่สุดแล้ว ความสุขที่แท้จริงไม่สามารถซื้อหรือแสวงหาได้ด้วยเงินทอง แต่หาได้ด้วยใจของเราเอง ความปลาบปลื้ม อิ่มเอม มีความสุข จากการสั่งสมความดีให้กับคนที่เรารัก ครอบครัว สังคม และโลกใบนี้ขอให้ทุกท่าน "เจริญมรณานุสติ" นึกถึงความตายว่าเข้าใกล้เรามาทุกขณะเราจะได้ไม่ประมาท คิดว่ายังเหลือเวลาอีกมากเอาไว้ทำสิ่งที่อยากจะทำ จนเมื่อความตายใกล้เข้ามาจึงตระหนักว่า "เรายังไม่ได้ทำสิ่งที่อยากทำที่สุด" แต่นั่นก็หมายถึงว่า ทุกอย่างมันได้สายเกินไปเสียแล้ว  สตีฟ จ็อบส์ ..หยุดหายใจ เมื่อเดินทางกลับไปถึงบ้านที่เมืองพาโลอัลโต มลรัฐแคลิฟอร์เนีย การเสียชีวิตของเขาเกิดจากมะเร็งที่ตับอ่อน

    Views 1,768 
  • ศีลธรรมกับการใช้สัตว์ทดลองทางวิทยาศาสตร์

    ศีลธรรมกับการใช้สัตว์ทดลองทางวิทยาศาสตร์ เนื่องจากได้เข้าฟังการบรรยายของ ศจ.ดร. สมภาร พรหมทา เรื่องปัญหามนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ของภาควิชาปรัชญา และศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในระดับปริญญาเอก น่าสนใจมากค่ะ.....นับว่าเป็นเรื่องน่าเอามาลองขบคิดกัน โดยจะขอเรียก ศจ.ดร.สมภารพรมทา ว่าอ.สมภาร นะคะ ในเนื้อหานั้นได้กล่าวถึงการทดลองคิดค้นยาใหม่ๆ ขึ้นมามากมาย ซึ่งเป็นแนวทางของการแพทย์สมัยใหม่ ซึ่งเราทราบกันดีว่าเป็นศาสตร์ของชาวตะวันตก โดยกว่ายาตัวหนึ่งจะสามารถนำออกมาจำหน่ายให้เราได้ใช้กันได้นั้น ต้องผ่านการทดลองมายาวนานโดยสัตว์ทดลองหลายชนิด เช่น กระต่าย ลิง หนู สุนัข ฯลฯ  อ.สมภาร กล่าวว่าเคยเข้าไปดูสถานที่ที่เขาใช้ทดลองกันด้วยตาตัวเอง สัตว์ที่ถูกนำมาใช้ทดลองยานั้น ก็จะถูกทดลองด้วยมาตรการต่างๆ โดยจากที่มันแข็งแรงๆ ก็ต้องถูกทำให้เป็นโรคร้ายต่างๆ ทั้งการฉีดยา ถูกผ่าตัด เพื่อที่จะลองนำยามารักษา และในท้ายที่สุดก็จบลงที่ความตายอย่างทุกทรมานน่าสังเวชใจยิ่งนัก   ศาสตราจารย์ ดร. สมภาร พรมทา  (ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ในแง่มุมทางพระพุทธศาสนานั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนให้ไม่เบียดเบียน ไม่ฆ่าสิ่งมีชีวิตเป็นปกติ ซึ่งเป็นศีลข้อแรก เพราะหากกระทำไปแล้วผลที่ได้รับนั้นคือ ผู้กระทำจะมีเหตุทำให้ถูกดึงดูดดวงวิญญาณไปยังนรกภูมิ เมื่อละโลกไปแล้ว และถูกทัณฑ์ทรมานอยู่ในนรกยาวนาน เมื่อหมดกรรมก็ต้องมาเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานที่ได้รับทุกขเวทนาอีกหลายร้อยชาติ จนกระทั่งกรรมเบาบาง จึงได้เกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง แต่ก็เป็นผู้ที่มีสุขภาพอ่อนแอ และ อายุสั้นในภพชาติต่อๆไปอีกด้วย...ภพภูมิเหล่านี้เป็นสิ่งสากล พระพุทธเจ้ามิได้ทรงสร้างขึ้น แต่หากทรงรู้เห็นด้วยญาณทัศสนะหลังจากที่ทรงตรัสรู้แล้วนั่นเอง   หากแต่ในแง่มุมของนักวิทยาศาสตร์ผู้ผลิตยาเหล่านั้น ซึ่งมีแนวคิดแบบชาวตะวันตกที่ไม่มีความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม และ การเวียนว่ายตายเกิด...จึงมุ่งแต่ผลิตคิดค้นสิ่งแหล่านี้เพื่อตอบสนองต่อความต้องการในการดำรงเผ่าพันธุ์ของมนุษย์แม้จะต้องเสียสละชีวิตสัตว์ต่างๆ ไปเท่าไหร่เขาก็มองว่าคุ้มค่าเพราะชีวิตมนุษย์นั้นได้รับการประเมินว่ามีคุณค่ามากกว่าสัตว์เหล่านั้น   ฟังดูแล้วก็มีเหตุผลทั้งสองส่วน แต่อ.สมภารได้ตั้งคำถามที่น่าสนใจมากคือ...ยาเหล่านี้ช่วยมนุษย์ได้เสมอไปหรือไม่? นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มต่างยอมรับว่าการผลิตยาต่างๆ ขึ้นมานั้น มีส่วนไปกระตุ้นให้เชื้อโรคต่างๆ มีการปรับตัวให้แข็งแรง ทนต่อฤทธิ์ยามากขึ้น หรือที่เรียกว่า “ดื้อยา” เชื้อโรคหลายชนิดจากเดิมที่มีความรุนแรงไม่มาก แต่เมื่อได้รับยาทางวิทยาศาสตร์แล้วมันกลับกลายเป็นเชื้อโรคที่รุนแรง ยาชนิดเดิมจึงไม่สามารถรักษาได้ต่อไป เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่มีวันจบ และวันดีคืนดี ก็มีเชื้อโรคใหม่ๆ ปรากฏขึ้นมาใหม่อีก เป็นอย่างนี้เรื่อยๆไป ดังนั้น การทดลอง ผลิตยาต่างๆ จึงเหมือนว่าไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่แท้จริง เนื่องจากเชื้อโรคเหล่านี้ไม่มีวันจบสิ้น และกลับต้องเบียดเบียนสัตว์ต่างๆ ที่ไม่มีความผิดไปกว่า ล้านชีวิตในแต่ละปี   อีกในแง่มุมหนึ่งซึ่งเป็นแง่มุมทางธุรกิจ ยาต่างๆ ที่ถูกผลิตก็อาจเป็นไปเพื่อแสวงหาผลกำไร ไม่ได้คิดค้นมาเพื่อรักษาสุขภาพมุนษย์อย่างแท้จริง เมื่อทานเข้าไปแล้ว ก็มักจะเกิดอาการข้างเคียง หรือ ผลเสียต่อระบบ หรืออวัยวะข้างเคียงอื่นๆ ดังจะเห็นได้ทั่วไปว่าทานยาชนิดหนึ่งแต่สุดท้ายต้องเสียชีวิตด้วยโรคอีกชนิดหนึ่ง เช่น เป็นโรคความดัน โรคหัวใจ หรือ โรคเบาหวาน แต่เสียชีวิตด้วยโรคตับ เนื่องจากทายาสะสมจนตับต้องทำงานหนักมาเป็นเวลาหลายปี เป็นต้น ดังนั้น การใช้ยาเคมีเหล่านี้จึงอาจจะไม่ใช่คำตอบสำหรับการมีสุขภาพดีที่มนุษย์เราปรารถนา   ด้วยเหตุดังกล่าวมนุษย์จึงเริ่มตระหนัก และ หันกลับมาใช้ยาสมุนไพร หรือ การมีวิถีชีวิตแบบพึ่งพาอาศัยธรรมชาติ เช่น การรักษาโรคมะเร็งด้วยวิถีทางชีวจิต ขจัดตัวแปรที่เป็นสารเคมีต่างๆ ออกไปจากชีวิต ซึ่งก็ได้รับการพิสูจน์มาแล้วจากคนไข้หลายราย รวมถึงแพทย์สมัยใหม่เองจำนวนไม่น้อยก็ยอมรับว่าวิธีการเช่นนี้ สามารถรักษาโรคให้หายขาดได้อย่างน่าอัศจรรย์ และทำให้สุขภาพดีในระยะยาวอีกด้วย   อ.สมภาร จึงให้ทัศนะว่าอาจเป็นไปได้ในอนาคตที่ไม่ไกลเกินไปนัก วิถีการรักษาโรคที่เน้นการใช้ยาทางเคมี ซึ่งต้องเบียดเบียนสัตว์ต่างๆ มากมาย จะมีแนวโน้มว่าไม่เป็นที่นิยมอีกต่อไป สังเกตได้จากกระแสรักสุขภาพด้วยการหลีกเลี่ยงอาหาร หรือ ยา ที่เป็นเคมี และหันมารับประทานผัก ผลไม้ปลอดสารพิษ การนิยมออกกำลังกายมากขึ้น เน้นการรักษาโรคเน้นวิถีทางธรรมชาติ หรือ ใช้สมาธิมารักษาในส่วนของสุขภาพใจแทน เป็นต้น   เมื่อฟังบรรยายเสร็จแล้วก็ทิ้งปัญหาไว้ให้เหล่านักศึกษาปริญญาเอกได้คิดกันว่า เราอยากจะให้ทิศทางของสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นอย่างไรก็อยู่ที่พวกเราทุกคนว่าจะตระหนักถึงปัญหาและหันมาแก้ไขกันอย่างจริงจังหรือไม่...สำหรับตัวเองนั้นมีแนวโน้มเป็นวกธรรมชาตินิยมอยู่แล้ว จึงค่อนข้างเห็นด้วยกับอ.สมภาร ว่าเราควรชีวิตอิงอาศัยกับธรรมชาติทั้งพิช และสัตว์ จริงอยู่เราอาจต้องเบียดเบียนธรรมชาติบ้าง เช่น ตัดต้นไม่มาสร้างบ้านเรือน แต่ควรให้พอดีอยู่ในภาวะที่เหมาะสม ส่วนสัตว์ต่างๆ นั้น หากให้เราอยู่ร่วมโลกใบนี้ด้วยความรักและเมตตาซึ่งกันและกัน เราก็จะได้ไม่เป็นผู้ก่อเวรภัยทั้งต่อตนเอง และผู้อื่นค่ะ แล้วผู้อ่านทุกท่านคิดเห็นกันอย่างไร...เราอาจลองเก็บเอาประเด็นต่างๆเหล่านี้ไปขบคิดกันต่อไป และช่วยกันทำให้สังคม และโลกใบนี้เป็นที่ที่น่าอยู่ของเราทุกคนค่ะ ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์: http://www.unigang.com/Article/16416

    Views 3,248 
  • ความสุขตามแนวพุทธ (The Happiness in Buddhist way)

    ความสุขตามแนวพุทธ (The Happiness in Buddhist way)   หนังสือ Time Magazine กล่าวว่า ที่อเมริกา มีงานวิจัยพบว่าคนที่มีความสุขมากที่สุดในโลก คือพระในพุทธศาสนาโดยทดสอบด้วยการสแกนสมองพระที่ทำสมาธิ และได้ผลลัพธ์ออกมาว่าเป็นจริง...ก็เวลาที่จิตเรานิ่งไม่เหลือความคิดอะไรเลยนั้น เป็นเวลาที่เราจะเข้าถึงความสุขที่ไม่สามารถเปรียบได้กับสิ่งใดในโลกใบนี้ค่ะ...เขาเรียกกันว่า “The True Happiness” อยากรู้ว่าเป็นอย่างไรต้องลองด้วยตัวเองค่ะ นอกจากนี้ยังมีหลักคำสอนอีกมากมายในพระพุทธศาสนา ซึ่งเราชาวพุทธถ้าทำตามก็จะเป็นผู้ที่มีความสุขในชีวิตได้ไม่ยาก...มาดูกันค่ะว่าเบื้องต้นมีอะไรบ้าง + หลักความเชื่อของศาสนาพุทธคือ เหตุที่ทำให้เกิดความสุขนั้น ก็คืออยู่กับปัจจุบัน ขณะปล่อยวางได้ ในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ควบคุมความอยากที่ไม่มีสิ้นสุด + ไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ทะเลาะ และใช้หลักเวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร ให้อภัยตัวเองและผู้อื่น มีจิตใจเมตตา กรุณา และเสียสละเพื่อผู้อื่น + อริยสัจ4 สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบและบอกไว้ด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค แท้จริงแล้วก็คือทางเดินไปหาคำว่า "ความสุข" เพราะถ้าเมื่อไรเรากำจัด "ความทุกข์" ได้แล้ว ความสุขก็จะเกิดขึ้น + อุปสรรคของความสุขก็คือแรงปรารถนาและตัณหา คนเราจะมีความสุขไม่ขึ้นอยู่กับว่า"มีเท่าไร" แต่ขึ้นอยู่ที่ว่า เรา "พอเมื่อไร" ความสุขไม่ได้ขึ้นกับจำนวนสิ่งของที่เรามี หรือเราได้... + ดังนั้นวิธีจะมีความสุข อันดับแรกต้อง "หยุดให้เป็น และ พอใจให้ได้" ถ้าเราไม่หยุดความอยากของเราแล้วละก็ เราก็จะต้องวิ่งไล่ตามหลายสิ่งที่เรา "อยากได้" แล้วนั่นมันเหนื่อย และความทุกข์ก็จะตามมา... + ข้อต่อมาที่ทำให้เราเป็นสุขคือ การมองทุกอย่างในแง่บวก ชีวิตแต่ละวัน แน่นอนเราต้องเจอทั้งเรื่องดีและไม่ดี ถ้าเราอยากจะมีความสุข เราต้องเริ่มด้วยการมองแต่สิ่งดีๆ มองให้เป็นบวก เพื่อใจเราจะได้เป็นบวกคิดถึงสิ่งที่เราทำสำเร็จแล้วในวันนี้ สิ่งดีๆที่เราได้ทำ + ข้อต่อมาคือการให้ หมายรวมถึงการให้ในรูปแบบสิ่งของหรือเงิน เรียกว่าบริจาค และการให้ความเมตตากรุณาต่อกัน ให้อภัยทั้งตัวเองและคนอื่น สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัย ทำให้เรามีความสุข.... + การปล่อยวางให้ได้ในทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว และที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าเรื่องจะร้ายแรงและเศร้าโศกเพียงใด จำไว้ว่ามันจะโดนเวลาพัดพามันไปจากเรา ไม่ช้าก็เร็ว เราจะผ่านพ้นไปได้....และยอมรับในความเป็นจริงของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที้เราไม่ชอบเพียงใด ไม่ว่าผิดหวัง สูญเสีย เจ็บป่วย ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา ทุกคนต้องได้ผ่านบททดสอบนี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าเราจะเป็นใคร... + ทำตนเองให้สดใส ด้วยการยิ้มให้ตนเอง ทำคนอื่นให้สดใสได้ ด้วยการยิ้มให้เขา การยิ้มไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แต่สร้างความสดใสได้มาก ทำให้เราเป็นสุขอยู่เสมอ เพราะความสุขมันอยู่ใกล้แค่นี้เอง แค่ที่ใจของเรานี่เอง   ให้ถามตัวเองนะคะ ว่าวันนี้เราในฐานะชาวพุทธได้ทำตามคำสอนอันล้ำค่าของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารึยัง...แค่เราทำ ความสุขก็อยู่แค่เอื้อมนี่เองค่ะ ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ http://vividlife.me/ultimate/38402/the-1-contributor-to-happiness/

    Views 1,356 
  • กฎแห่งจักรวาลที่ (ตอนที่ 2)

    กฎแห่งจักรวาล (ตอนที่2) The Universe Law 2   สำหรับตอนที่ 2 ของ กฎแห่งกรรมนี้เราจะมาดูกันว่ากฎแห่งกรรมมีลักษณะการส่งผลอย่างไร? และมีกฎเกณฑ์อย่างไร?   ก่อนอื่นทำความเข้าใจกันก่อนว่า “กรรม” นั้น แปลว่า “การกระทำ” ซึ่งเป็นคำกลางๆ (แต่คนโดยมากมักเข้าใจว่า “กรรม” มีนัยยะส่งผลในแง่ลบ คือ การกระทำชั่ว) ดังนั้นเวลาพูดถึงกรรม จึงควรกำกับไว้เสมอว่าเป็น “กรรมดี” หรือ “กรรมชั่ว” กฎแห่งกรรมจำง่ายๆค่ะว่า คือ การที่เรา “ทำอะไร ก็ได้อย่างนั้น” เมื่อเราทำความดี เราก็ได้รับผลดีกลับไป หากทำชั่วก็ได้ผลชั่วกลับไป หรือ “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” นั่นเอง แต่กฎแห่งกรรมนั้นจะส่งผลที่มากกว่าหลายเท่าตัวนัก ทั้งระยะเวลา และระดับความรุนแรง เช่น หากเราช่วยเหลือคนที่กำลังเดือดร้อนให้รอดชีวิตเพียง 1 ครั้ง ผลแห่งกรรมดีนี้จะส่งผลให้เมื่อเราเดือดร้อนก็จะมีคนมาช่วยเราอย่างนั้นเหมือนกันแต่ไม่ใช่เพียงชาติเดียว แต่อาจจะสักร้อยชาติ และในทางตรงข้ามหากเราทำกรรมชั่ว เช่น ฆ่าสัตว์ให้ตายลง เราอาจต้องไปเกิดเป็นสัตว์ชนิดนั้น และถูกฆ่าอย่างเดียวกันสักร้อยชาติ เป็นต้น นี่แค่เป็นตัวอย่างให้นึกตามได้ง่ายๆ แต่จริงๆ แล้วกฎแห่งกรรมมีระดับการออกผลที่ซับซ้อนมาก สิ่งที่กำหนดระดับความรุนแรงของกรรมนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย อย่างเช่น ระดับของเจตนาที่กระทำกรรมนั้น หากมีเจตนาแรงกล้า การส่งผลของกรรมก็จะรวดเร็ว รุนแรง, ระดับความถี่ของการกระทำกรรมนั้น หากเป็นกรรมที่กระทำบ่อยๆ จนเป็นอาจิณกรรม การส่งผลก็จะหนักแน่น ยาวนาน  หากนานๆจะกระทำสักครั้ง การส่งผลก็อาจจะส่งผลเพียงไม่นาน แล้วก็หมดกำลังไป, ระดับผลเสีย หรือ ผลดีที่เกิดขึ้นจากการกระทำนั้น หากทำแล้วส่งผลกระทบรุนแรง เป็นวงกว้าง เมื่อกรรมให้ผลจะรุนแรง และเป็นวงกว้างเช่นเดียวกัน หรือแม้แต้ลักษณะของกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เราจะนึกถึง การกระทำ แต่การทำกรรมด้วยคำพูด หรือ วจีกรรม ก็ให้ผลที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน ซึ่งวจีกรรม นี้เองมักส่งผลให้วิบากกรรมแปลกๆ มาส่งผล เช่น มีเรื่องจริงของเด็กหญิงตัวน้อยที่มีหน้าตาเหี่ยวย่น เหมือนคนแก่อายุ 80 ปี ที่เป็นเช่นนี้เพราะในอดีตชาติ มักจะด่าว่าย่าของตนเป็นประจำว่า “อีแก่” หรือ “อีหน้าเหี่ยว” สร้างความเสียใจให้กับผู้เป็นย่าอย่างมาก ในชาตินี้จึงต้องมามีหน้าตาเหี่ยวย่นอย่างที่ได้เคยด่าว่าย่าของตนเอาไว้   ระยะเวลาในการส่งผลก็เป็นสิ่งที่เรามักจะสับสน จนกระทั่งเกิดคำพูดที่ว่า “ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ชั่วมีถมไป” นี่ก็เป็นเพราะว่ากฎแห่งกรรมมีความซับซ้อน และมีระยะเวลาในการส่งผลที่ละเอียดอ่อนมาก...เราทุกคนมีกรรมในอดีต ทั้งในอดีตชาติที่มากมายนับไม่ถ้วน และอดีตในชาตินี้ และมีกรรมปัจจุบัน ที่ดำรงอยู่ในทุกอณุวินาทีที่เรากำลังหายใจอยู่...ดังนั้นกรรมปัจจุบันมีเพียงปัจจุบันขณะ แต่กรรมในอดีตเริ่มนับตั้งแต่ 1 วินาทีที่แล้วที่เพิ่งผ่านไป อดีตคืบคลานตามเรามาทุกฝีก้าว และเราก็จำมันไม่ได้ทั้งหมดหรอกค่ะ อดีตชาติไม่ต้องพูดถึงเราจำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว แม้แต่ในปัจจุบันชาติเราก็ยังจำได้บ้างไม่ได้บ้าง...จริงไหมคะ...กว่าที่เราจะมาถึงปัจจุบันนี้ เราได้ทำสิ่งต่างๆ ไว้มากมาย ซึ่งขอย้ำว่า...ทุกการกระทำล้วนส่งผลต่อเราทั้งสิ้น แต่เราเกิดมานับภพนับชาติไม่ถ้วนแล้ว และสิ่งที่เราได้ทำมาในอดีตชาตินั้น ได้ออกแบบให้ชีวิตเราในปัจจุบันชาติให้เป็นอย่างทุกวันนี้ กรรมได้ออกแบบว่า เราจะได้เกิดมาในครอบครัวระดับไหน ฐานะเป็นอย่างไร มีรูปสมบัติแบบไหน ฯลฯ และเข้าคิวยาวเหียด รอจ่อคิวส่งผลให้เราทุกขณะจิต   ขอให้เราลองจินตนาการว่า มีตัวเราอยู่หัวแถวยืนอยู่ และมีตัวกรรมทั้งดีและไม่ดีที่เราทำเอาไว้ในอดีตรอต่อคิวยาวแบบมองไม่เห็นปลายแถว ดังนั้นกรรมที่เราทำในปัจจุบันชาตินี้ ก็จะต้องไปรอต่อที่ปลายแถวโน้น...ยังไม่สามารถส่งผลในทันที...จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมบางคนทำความดีอย่างมากในชาตินี้ แต่กลับยังประสบทุกข์ยากลำบากอย่างแสนสาหัส...ดังนั้นคำอธิบายก็คือ เพราะกรรมชั่วที่เขาได้ทำมาในอดีตชาตินั้นกำลังส่งผลอยู่ เช่น เขาอาจจะไปคดโกงใคร ตระหนี่ และทำร้ายร่างกายคนอื่นไว้มาก จึงต้องเกิดมาในตระกูลที่สมบัติถูกโกงไปจนหมด แถมยังยากจนยาวนาน และร่างกายอ่อนแอตั้งแต่เกิด...แต่ในชาตินี้เป็นคนดีมาโดยตลอด คนทั่วไปอาจจะมองว่า “ทำดีไม่ได้ดี”  หรือ บางคนในอดีต ทำความดีมาสารพัด ทั้งเอาเงินช่วยเหลือคนไว้มาก เห็นใครเจ็บป่วยก็ช่วยรักษา และเป็นคนอ่อนน้อม ชาตินี้เกิดมาจึงเป็นคนมีทรัพย์ร่ำรวยมาก รูปร่างหน้าตาดี เกิดในตระกูลสูง...แต่ชาตินี้กลับคดโกงชาติบ้านเมือง และคนรอบข้างทำชั่วสารพัด แต่ก็ยังอยู่สุขสบาย ทั้งนี้เพราะกรรมในอดีตชาติยังส่งผลอยู่ กรรมในปัจจุบันชาติกำลังรอต่อคิว จึงยังไม่ได้ให้ผล คนทั่วไปก็เลยมองว่า “ทำชั่วกลับได้ดี” นั่นเอง   มีเรื่องเล่าให้เราลองคิดกันเล่นๆ คือ ชายผู้หนึ่งอยู่หมู่บ้าน A กระทำชั่วสารพัดทั้งฆ่าคน ปล้น ส่งผลเดือดร้อนให้คนในหมู่บ้านมากมาย จนชาวบ้านรวมพลังกันหวังจะฆ่าโจรร้ายให้ได้...แต่โจรหนีไปได้ในที่สุด และไปหลบอยู่ ณ หมู่บ้านอันไกลโพ้น ชื่อ หมู่บ้าน Z ที่นี่เขาเปลี่ยนตัวเองกลายเป็นคนที่ดีมีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือมากที่สุดคนหนึ่ง คนในหมู่บ้าน Z ต่างรักใครอดีตโจรคนนี้ แต่วันหนึ่งชาวบ้านจากหมู่บ้าน A ก็ตามโจรผู้นี้มาถึงหมู่บ้าน Z และมากลั่นแกล้ง ทำร้ายโจรผู้นี้อย่างทารุณ โหดร้าย และเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งคนในหมู่บ้าน Z เมื่อเห็นดังนี้ต่างก็ไม่เข้าใจว่า "ทำไมคนดีดีอย่างนี้จึงต้องถูกกระทำอย่างทารุณ...ไม่ยุติธรรมเลย" เห็นภาพชัดขึ้นไหมคะ?...เรื่องนี้เปรียบเทียบได้กับกรรมที่ส่งผลข้ามภพชาติ เปรียบการเปลี่ยนหมู่บ้าน คือ การเปลี่ยนภพชาติ คนในปัจจุบันที่เป็นคนดี แต่ทำไมมีชีวิตที่ทุกข์ นั่นก็เพราะผลกรรมชั่วได้ในอดีตตามส่งผลอยู่  หากเราไม่เข้าใจก็จะมองแค่เพียงปัจจุบัน และคิดว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” ไม่มีจริง เป็นต้น   แต่การให้ผลนั้นก็มีการแซงคิวกันได้ค่ะ อย่างที่บอกข้างต้นว่าบางทีเจตนาแรงกล้าก็ทำให้การให้ผลมีกำลังมากแซงคิวกรรมอื่นๆ ที่กระทำมาก่อนได้ มีเรื่องจริงเรื่องหนึ่งของคนฆ่าวัวขาย ซึ่งมีฐานะดีทีเดียว ลูกชายมีหน้าที่ไปเลือกซื้อวัวทุกวันวันหนึ่ง เจอวัวน้ำหนักดีจึงซื้อมา แต่เมื่อจับวัดขึงแล้วผ่าท้องวัวทั้งเป็น ปรากฎว่ามีลูกวัวตัวน้อยที่ยังมีชีวิตทะลักพรวดออกมา...เห็นดังนั้นจึงโมโหมากที่เหมือนถูกหลอก เพราะที่วัวน้ำหนักมากเพราะมีลูกในท้องนั่นเอง เมื่อเห็นลูกวัวร้องจ้องมาที่ตนจึงเอามีดแหลมแทงตาลูกวัวทันที แล้วเอาอีโต้ตัดขาลูกวัวสดๆ แล้วนำลูกวัวไปต้มน้ำร้อนถึงแก่ความตายในที่สุด...ต่อมาไม่นานในขณะที่กำลังหั่นเนื้อวัวอยู่นั้นอยู่ไม่รู้ยังไงมือที่ถือมีปลายแหลมเกิดกระตุกขึ้นมามีดจึงจิ้มเข้าไปที่ตาขวาข้างเดียวกับที่จิ้มตาลูกวัวตาบอดทันที...กลายเป็นคนพิการ แต่ก็ยังช่วยกิจการได้ต่อไปหลังจากนั้นในขณะที่กำลังเอาเนื้อวัวเข้าเครื่องบดอยู่นั้น อยู่ๆ มือของตนก็ถูกดูดเข้าเครื่องบดเจ็บปวดแสนสาหัส ร้องเสียงโหยหวนเหมือนลูกวัวตัวนั้น เมื่อช่วยกันดึงมือออกมามือนั้นกุดถึงข้อมือ เท่ากับที่ตนตัดขาลูกวัวทีเดียว...ผู้ที่เล่าเป็นผู้หนึ่งที่ทำงานในโรงฆ่าวัวนั้น เมื่อเห็นเหตุการณ์โดยตลอดจึงตัดสินใจออกจางานนั้นทันที และหมั่นทำบุญปล่อยวัว ไถ่ชีวิตสัตว์เพื่อเร่งทำบุญหนีวิบากกรรมของตน แม้ว่าจะฆ่าวัวมามาก แต่ความแตกต่างจากลูกชายของเจ้าของก็คือ เจตนา ผู้เล่าไม่เคยคิดอยากจะทำเลย แต่เนื่องจากถูกบังคับให้ทำ แต่ลูกชายเจ้าของนั้นฆ่าลูกวัวด้วยโทสะ โหดเหี้ยม และมีเจตนาแรงกล้านัก จึงทำให้วิบากกรรมชั่วนี้ ส่งผลอย่างรวดเร็วในปัจจุบันชาติ ที่แม้ว่าจะทำในชาตินี้ แต่ผลกรรมวิ่งเร็วแซงหน้ากรรมที่เคยทำมาในอดีตชาติ ทำให้เราเห็นชัดเจนว่าทำอะไรได้อย่างนั้นจริงๆ   โดยส่วนตัวแล้วชอบประโยคหนึ่งที่มีคนเคยพูดเอาไว้ว่า “เส้นลายมือ อาจลิขิตชีวิตเราไว้แล้ว...แต่เส้นลายมือทั้งหมดนั้นก็อยู่ในกำมือเราเอง” ซึ่งความจริงก็เป็นอย่างนั้นค่ะ เพราะแม้ว่ากฎแห่งกรรมจะได้ออกแบบ  หรือ Set up ชีวิตของเราเอาไว้แล้ว แต่เราก็ยังสามารถกำหนดชีวิตของเราได้ด้วยการกระทำของเราเองในปัจจุบันนี้ เพราะทุกปัจจุบันขณะ ก็จะค่อยๆ กลายเป็นอดีตที่รอส่งผลให้เรา ยิ่งถ้าเราทำกรรมดี ด้วยเจตนาที่แรงกล้ามากๆ และกระทำอย่างต่อเนื่อง กรรมดีนั้นก็จะแซงคิวกรรมต่างๆ ที่รอส่งผลจากอดีตชาติจนสามารถส่งผลให้เราในชาตินี้ได้เช่นกัน ดังนั้น ขอให้เราทำความเข้าใจกับกฎแห่งกรรม อย่างถูกต้อง และหมั่นกระทำแต่ความดีในปัจจุบันนี้ อดีตทีผ่านไปแล้ว เราเรียกร้อง หรือ จะกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ มีเพียงปัจจุบันเท่านั้นที่เป็นของเราอย่างแท้จริง...เพียงแค่เรายึดมั่นในความดี และเชื่อมั่นว่า “ทำดีย่อมได้ดี” เพียงเท่านี้ เราก็จะ เข้าใจชีวิต ยอมรับในทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตว่าเป็นผลจากการกระทำของเราเอง ทำให้เรารู้จักปล่อยวาง และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขในที่สุดค่ะ...   เมื่อไหร่ที่คิดจะทำอะไรไม่ดีกับใคร ขอให้เตรียมใจเอาไว้เลยว่าเราก็ต้องประสบกับสิ่งนั้นอย่างแน่นอนในระดับที่รุนแรงกว่าสิบเท่า ร้อยเท่า แล้วเราจะรับไหวรึเปล่า? ดังนั้น หากเรารักตัวเองจริง ก็ต้องหมั่นทำแต่ความดีเท่านั้น...ขอให้ต่อแต่นี้ทุกคนทำแต่ความดีกันนะคะ รับรองว่าเมื่อผลแห่งกรรมดีส่งผลเมื่อไหร่ เราจะรับผลดีนั้นแทบไม่ทันเลยค่ะ ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ : http://yesmorocco.com/2013/03/writing-cause-and-effect-essay/

    Views 1,105 
  • กฎแห่งจักรวาล (ตอนที่ 1)

    กฎแห่งจักรวาล The Universe Law   สวัสดีค่ะ วันนี้อยากจะมาแบ่งปันเรื่องของ “กฎ” กัน ดูเหมือนว่าเราจะหนีไม่พ้นคำว่า “กฎ กฎ แล้วก็ กฎ” กันนะคะ เมื่อตอนเป็นเด็กอยู่ในบ้านก็มีกฎประจำบ้าน เข้าโรงเรียนก็มีกฎประจำโรงเรียน พอเข้ามหาวิทยาลัย ก็มีกฎประจำมหาวิทยาลัย ทำงานก็มีกฎประจำที่ทำงาน อยากจะหลุดพ้นจากกฎ ลาออกจากที่ทำงานมา ก็ยังมีกฎหมายประจำบ้านเมืองเรา ใหญ่กว่านั้นก็มีกฎหมายสากลอีก ดังนั้นจะเห็นว่าเมื่อเราเกิดมาบนโลกใบนี้ เห็นทีเราจะหนีไม่พ้น “กฎ” ที่คอยบังคับ ควบคุมการกระทำของเราอย่างแน่แท้ค่ะ แล้วนอกจากกฎหมายสากลที่ใช้กันในระหว่างประเทศแล้ว ยังมีกฎอะไรอีกหรือไม่ ? ลองนึกกันดูเล่นๆ สิคะ...นึกออกไหม?   บางคนอาจจะคิดว่านอกจากกฎหมายสากลแล้ว ก็คงจะไม่มีกฎอะไรนอกเหนือจากนี้อีก...ซึ่งเป็นความคิดที่ยังไม่ถูกต้องซะทีเดียวนะคะ เพราะเรายังมีกฎที่เรียกว่า “กฎแห่งกรรม หรือ Law of Karma” คอยควบคุมบังคับเราอยู่ ซึ่งกฎนี้อยู่เหนือกฎใดๆในโลก มีขอบเขตครอบคลุมทั้งจักรวาล เราจึงอาจเรียกกฎแห่งกรรมได้ว่าเป็น “กฎแหงจักรวาล”ค่ะ   กฎนี้ชาวต่างชาติจะเข้าใจมากกว่าถ้าเราใช้คำว่า “Cause and Effect” หรือ หลักแห่งเหตุ และ ผล ดังนั้นขอบอกเลยว่าถ้าใครมั่นใจว่าตัวเราเป็นคนมีเหตุมีผล หรือ เชื่อเรื่องการกระทำของเราเอง เช่น เราจะดีได้ก็ด้วยตัวเอง ไม่ใช่พึ่งดวง โชคลาภ อะไรแบบนั้น ก็ต้องสนใจ หรือ ควรมาศึกษาเรื่อง “The Law of Karma” กันนะคะ   อย่างที่เคยบอกเอาไว้แล้วนะคะว่า พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาสากลที่ไม่เหมือนใครจริงๆ เพราะไม่ได้เน้นให้คนเชื่ออย่างไร้เหตุผล แต่เน้นเรื่องการปฏิบัติ และการกระทำมากๆ จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าจริง จึงจะปักใจเชื่อค่ะ...และสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนก็เป็นเรื่องของสัจธรรม หรือ ความจริงของชีวิต โลก และจักรวาลล้วนๆ ไม่ได้มีอะไรที่จะบ่งบอกว่าพระพุทธองค์สอนให้เชื่องมงายไร้เหตุผล   แต่เนื่องจากสัจธรรมของชีวิต โลกและจักรวาลนี้มีทั้งเรื่องที่เห็น และพิสูจน์ได้ง่ายๆ จากคนทั่วๆไป และเรื่องที่เป็นเรื่องที่ไม่ได้พิสูจน์ได้ทั่วไป เช่น กฎแห่งกรรม เรื่องภพภูมิต่างๆ นรก หรือ สวรรค์ รวมถึงชีวิตหลังความตาย ซึ่งทุกอย่างล้วนเกี่ยวข้องกันอย่างไม่สามารถจะแยกออกได้ ดังนั้นเพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้นจะขอแบ่งคำสอนของพระพุทธองค์ออกเป็น 2 ส่วน ในภาพใหญ่คือ คำสอนที่เป็นเรื่องที่สามารถพิสูจน์ได้ง่ายเป็นเรื่องในปัจจุบัน และ คำสอนที่เป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ง่ายดังที่กล่าวไว้ค่ะ   ที่ว่าพิสูจน์ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีวิธีพิสูจน์นะคะ เพราะวิธีการนั้นพระพุทธเจ้าได้อธิบายไว้หมดแล้ว คือ พิสูจน์ด้วยการฝึกสมาธิทั้งสมถะ และวิปัสสนา จนกระทั่งสามารถรู้แจ้งเห็นแจ้งด้วยตัวเองได้....แต่จะมีสักกี่คนละคะที่ตั้งใจ ฝึกฝน ปฏิบัติตนตามอย่างที่ท่านสอนได้จริงๆ และที่น่าเสียดายไปกว่านั้นคือ ตัวเองยังไม่ทันได้ลงมือพิสูจน์ หรือ ลองพิสูจน์แล้วแต่ยังไม่ท่านเห็นผลอะไร ก็รีบตัดสินแล้วว่า คำสอนของท่านไม่เป็นความจริง อย่างที่เรามักได้ยินกันบ่อยๆเกี่ยวกับเรื่องนรกสวรรค์ว่า “สวรรค์ในอก นรกในใจ” หรือ “เอาสวรรค์มาล่อ เอานรกมาขู่”ทั้งๆ ที่มีพระอริยสงฆ์หลายๆ องค์ ที่ท่านสามารถพิสูจน์ด้วยตัวเองมาแล้ว...เอาว่าไม่ได้บอกให้เชื่อนะคะ แต่แค่ให้ฟังเอาไว้บ้างแล้วอย่างเพิ่งรีบตัดสิน...ที่น่าสนใจคือ เรื่องกฎแห่งกรรมเข้าข่ายทั้ง 2 กรณี คือ พิสูจน์ได้ง่ายในปัจจุบัน และพิสูจน์ได้ไม่ง่ายเฉพาะผู้ที่มีกำลังสมาธิดีเยี่ยมเท่านั้น เรามาดูกันต่อในตอนหน้านะคะว่าทั้ง 2 กรณีนี้เป็นอย่างไร ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ : http://camillealbrecht.com/tag/universal-laws/

    Views 2,850 
  • วันมาฆบูชา วันแห่งความรักในพระพุทธศาสนา

    วันมาฆบูชา วันแห่งความรักในพระพุทธศาสนา   ชวงเดือนกุมภาพันธ์แบบนี้เป็นเดือนที่ใครๆ ก็รู้ว่าเป็นเดือนแห่งความรัก เพราะวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันวาเลนไทน์นั่นเองค่ะ ซึ่งวันนี้ผู้คนมักจะมอบของที่แสดงให้คนที่เรารักรู้ถึงความรักที่เรามีต่อเขา ไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ ญาติพี่น้อง หรือ คนรัก เป็นเทศกาลที่อบอุ่นมากค่ะ   แต่สำหรับพุทธศาสนิชน เราต่างรู้ดีว่าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์แบบนี้เป็นช่วงเทศกาลวันสำคัญททางพระพุทธศาสนาซึ่งก็คือ “วันมาฆบูชา” ค่ะ ในช่วงปีหลังๆมานี้ เรามักจะรณรงค์ให้วันนี้เป็นวันแห่งความรักในพระพุทธศาสนา เพราะเป็นวันทีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ประทานโอวาทอันทรงคุณค่าแก่เหล่าพุทธบริษัท 4 ด้วยความรักความเมตตาอย่างเปี่ยมล้น เพื่อการธำรงค์รักษาพระพุทธศาสนาไว้ให้คงอยู่คู่กับโลกใบนี้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งจะนานเท่าไหร่นั้นก็ขึ้นอยู่กับพวกเราทุกคนค่ะ ว่าจะรวมกันเป็นหนึ่งแล้วสืบทอดพระพุทธศาสนาไปได้ยาวไกลแค่ไหน   ในฐานะชาวพุทธเรามาดูกันว่าวันนี้มีความสำคัญอย่างไรบ้าง วันมาฆบูชา  "มาฆบูชา" ย่อมาจาก "มาฆปูรณมีบูชา" ค่ะ ซึ่งหมายถึงการบูชาในวันเพ็ญกลางเดือนมาฆะ ตามปฏิทินของอินเดีย หรือเดือน 3 ตามปฏิทิจันทรคติของไทย โดยปกติมักจะตกช่วงเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคม นับตั้งแต่วันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสรู้ธรรมเป็นเวลา 9 เดือนเต็ม ท่านก็ได้เร่งเผยแผ่พระสัทธรรมคำสอนอันเป็นสัจธรรมเรื่อยมา จนกระทั่งท่านได้มาประทับอยู่ที่กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ซึ่งมีพระเจ้าพิมพิสารเป็นกษัตริย์ผู้ครองนครอยู่ในขณะนั้น เมื่อพระองค์ได้สดับพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน แล้วภายหลังจึงได้ถวายสวนป่าไผ่ หรือ  เวฬุวัน ให้เป็นสถานที่ในการสร้างวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา เรียกว่า “วัดเวฬุวันมหาวิหาร” และที่แห่งนี้เองที่พระพุทธเจ้าได้ใช้เป็นสถานที่ในการประชุมสงฆ์เป็นครั้งแรกในพระพุทธศาสนา   ในวันนี้มีความสำคัญอย่างที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้นว่า เป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ประทานโอวาทอันทรงคุณค่า คือ โอวาทปาติโมกข์ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น “หัวใจของพระพทธศาสนา” เลยทีเดียว มีใจความว่าให้ทุกคน “งดเว้นความชั่วทั้งปวง ทำความดีให้ถึงพร้อม ทำใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส”  หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ละชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใส” ค่ะ โดยในรายละเอียดได้นำมาเล่าให้ฟังกันแล้วในตอน “หัวใจพระพุทธศาสนา” ลองกลับไปอ่านกันได้นะคะ   ไม่เพียงแค่นั้นค่ะจุดเด่นของวันนี้ คือ “จาตุรงคสันนิบาติ” หรือ วันที่มีการประชุมพร้อมด้วยองค์ 4 อันมีเหตุอัศจรรย์ปรากฎขึ้น 4 ประการด้วยกัน ดังนี้ พระสงฆ์สาวกมาประชุมพร้อมกันทั้ง 1,250 รูป โดยมิได้นัดหมาย พระสงฆ์ที่มาประชุมทั้งหมดต่างล้วนเป็น "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" หรือผู้ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง พระสงฆ์ทั้งหมดที่มาประชุมล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญา 6 วันดังกล่าวตรงกับวันเพ็ญ (พระจันทร์เต็มดวง) มาฆปุรณมีดิถี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3     เราอาจได้ยินได้ฟัง หรือ เรียนกันมาตั้งแต่เด็กๆ ถึงความสำคัญ 4อย่างนี้ ซึ่งบางท่านอาจจะฟังเป็นเหมือนเรื่องเล่า หรือ นิทานปรัมปรา ซึ่งไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้นจริงๆ ซึ่งบางเรื่องดูจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อ เช่น พระสงฆ์มารวมกันได้อย่างไรโดยมิได้นัดหมาย หรือ แล้วพระสงฆ์ที่บวชโดยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอย่างไร แล้ว อภิญญา 6 คืออะไร เป็นต้น เรามาค่อยๆ ดูกันค่ะ   พระอรหันต์ คือ พระอริยบุคคลที่สามารถฝึกฝนตนเองขจัดกิเลส เจริญสมถวิปัสสนาจนกระทั่งหมดกิเลส ได้อภิญญา 6 ซึ่งแปลว่า ความรู้ยิ่ง หมายถึงปัญญาความรู้ที่สูงเหนือกว่าปกติ ในที่นี้หมายถึง คุณสมบัติพิเศษของพระอริยบุคคลซึ่งเป็นเหตุให้มีอิทธิฤทธิ์ต่างๆ มี 6 อย่าง คือ อิทธิวิธิ แสดงฤทธิ์ได้ เช่น ล่องหนได้ เหาะได้ ดำดินได้ ทิพพโสต มีหูทิพย์ เจโตปริยญาณ กำหนดรู้ใจผู้อื่นได้ ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกชาติได้ ทิพพจักขุ มีตาทิพย์ อาสวักขยญาณ รู้การทำอาสวะให้สิ้นไป   จากการที่พระอรหันต์ท่านมีอภิญญานี้เอง ทำให้ท่านรู้วาระจิตผู้อื่นได้ เมื่อถึงวาระที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเห็นควรแก่เวลาในการเผยแผ่พระธรรมคำสอนที่พระองค์ได้ตรัสรู้ธรรมมาแล้ว ท่านจึงเรียกประชุมพระอรหัสตสาวกทุกพระองค์ในเวลานั้น ด้วยการสื่อสารกันภายใน ด้วยวาระจิต โดยที่ไม่ต้องมีการเขียนกำหนดการนัดหมายใดๆ หรือใช้อุปกรณ์สื่อสารชนิดใดทั้งสิ้น เวลาที่ท่านผู้รู้ทั้งหลายเข้าถึงธรรมกันแล้ว ภายในท่านจะสามารถเชื่อมถึงกันได้ ขอให้เรานึกเปรียบเทียบกับระบบอินเตอร์เน็ตก็แล้วกันค่ะ เมื่อใดที่เราเชื่อมกับระบบออนไลน์แล้ว เราก็สามารถ chat กันได้หมด ฉันใดก็ฉันนั้นค่ะ เมื่อทุกองค์มีญาณทัสสนะแล้วก็เท่ากับว่า ได้เข้าสู่ระบบออนไลน์ คราวนี้จะพูดคุยกันอย่างไรก็ไม่มีปัญหา...นี่เองคือเหตุผลว่าทำไม การประชุมรวมกันโดยมิได้นัดหมายจึงเกิดขึ้น   สำหรับการบวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทานั้น ต้องบอกว่าเป็นการบวชประเภทแรกในพระพุทธศาสนา เนื่องจากในยุคแรกนั้น ยังมีพระสงฆ์ไม่มาก และโดยส่วนมากพระองค์จะเป็นผู้เทศน์สอนด้วยพระองค์เอง พระองค์จึงเป็นผู้บวชให้ โดยพระองค์จะตรัสเรียกผู้นั้น ซึ่งยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ให้เข้าเป็นภิกษุว่า  “เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด  ธรรมเรากล่าวดีแล้ว   เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด”    การตรัสพระวาจาเพียงแค่นี้ก็สำเร็จเป็นภิกษุในพุทธศาสนา แต่หากผู้นั้นบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ตั้งแต่ก่อนบวชแล้ว ท่านจะตรัสเพียงว่า “เธอจงเป็นภิกษุมาเกิด  ธรรมเรากล่าวดีแล้วเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เถิด”     เป็นอย่างไรบ้างคะ ฟังแล้วทำให้เราเห็นความสำคัญของวันมาฆบูชาได้อย่างชัดเจนขึ้นแล้วนะคะ อยากให้ทุกท่านภูมิใจค่ะว่าพระบรมศาสดาของเรานั้นไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ที่ท่านได้ดวางหลักการในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเอาไว้อย่างรัดกุม และทรงประสิทธิภาพ ทำให้พระพุทธศาสนานั้นได้เผยแผ่กว้างไกลมาจนถึงประเทศไทยเรา และสืบทอดต่อมาถึงยุคของพวกเราทุกคนนี้...เราในฐานะพุทธศาสนิกชน ควรหมั่นศึกษาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์เอาไว้ให้เข้าใจถ่องแท้ ที่สำคัญเรียนรู้แล้วให้นำมาปฏิบบัติจนกระทั่ง ก่อให้เกิดเป็นผลที่ดีแก่ตนเอง และช่วยกันเผยแผ่สิ่งดีดีนี้ออกไป จึงจะเรียกว่า เราได้ทำหน้าที่ชาวพุทธให้เกิดประโยชน์แล้วแก่ทั้งตนเอง และสังคมของเราได้อย่างแท้จริงค่ะ   ขอบคุณรูปภาพจากเว็บไซต์: http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=moon11&month=23-02-2012&group=7&gblog=4

    Views 1,936 
  • เชื่ออย่างไร?...สไตล์พุทธ ( ตอนที่ 2)

    เชื่ออย่างไร?...สไตล์พุทธ ( ตอนที่ 2)   จากตอนที่แล้วเราได้ทราบถึงหลักในการเลือกนำธรรมะ หรือ ความรู้เฉพาะที่เป็นประโยชน์ต่อสรรพสัตว์ ในการเข้าถึงธรรมเท่านั้นมาสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในเรื่อง “ใบไม้ในกำมือ” กันไปแล้ว ตอนนี้จะเน้นในเรื่องของ การเชื่อสไตล์พุทธ ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นค่ะ   การที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลือกเน้นสอนเฉพาะสิ่งที่เป็นไปเพื่อการหลุดพ้นเท่านั้น ก็เพราะว่าสรรพสัตว์ในจักรวาลนี้เปรียบได้กับ ชายผู้ถูกยิงด้วยธนู อาการสาหัส สิ่งที่ควรทำอย่างแรกคือ ถอนธนูออกจากร่างกาย แล้วรักษาบาดแผลให้หาย เพื่อรักษาชีวิตให้รอด แต่หากชายผู้นั้นเป็นคนเขลา กลับมุ่งสงสัย ใคร่รู้ว่า “วิถีธนูมาจากทิศไหน ใครเป็นผู้ยิงเขา ยิ่งไปทำไม ยิ่งเพื่ออะไร ฯลฯ” แล้วไปแสวงหาคำตอบเหล่านั้นก่อนโดยที่ไม่ถอนธนูออก แน่นอนว่าในที่สุดเขาก็ต้องตายโดยที่ยังไม่ได้คำตอบอะไรทั้งสิ้น...เช่นเดียวกันกับพระพุทธเจ้าที่ท่านพร้อมบอกวิธีช่วยเหลือในการถอนธนูออกจากร่างกาย และรักษาบาดแผลให้หายได้ด้วยวิธีที่ท่านเลือก และพิสูจน์มาแล้วว่ารักษาให้หายได้จริง (เหมือนพระสัทธรรมที่ท่านเลือกมาสอน เช่น ใบไม้ในกำมือ) แต่หากเราไม่สนใจรีบเข้ารับการรักษาก่อน (หลงเพลินไปกับสิ่งต่างๆ รอบตัว ทั้ง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมรมณ์) เราก็จะต้องหมดอายุขัยตายไปเปล่าๆ อีกหนึ่งชาติ โดยที่ไม่ได้ลงมือฝึก หรือ ปฏิบัติอะไรเลย เพื่อหนทางแห่งการหลุดพ้นอย่างแท้จริง ทั้งที่มีโอกาสได้เกิดมาเป็นมนุษย์ซึ่งมีร่างกายพร้อมสำหรับการปฏิบัติแล้ว ก็เหมือนกับชายผู้โง่เขลา ที่ถูกธนูปักอกตายผู้นั้น   ผู้ที่ฉลาดเมื่อได้พบกับคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว จะต้องมีความตระหนักว่า สิ่งที่บุคคลผู้มีความบริสุทธิ์บริบูรณ์เช่นนี้ ได้กล่าวเอาไว้นั้น มีหลักการที่น่าสนใจ แม้ว่าหลายๆ สิ่ง ยังคงเป็นสิ่งที่เห็นตามไม่ได้ และแม้ว่าฝึกก็ต้องอาศัยเวลา (เช่น พวกภพภูมิต่างๆ กฏแห่งกรรม ฯลฯ) ก็จะยังไม่ปฏิเสธว่าไม่มี (เพราะคนทำได้จริงก็มีอยู่) แต่จะลองศึกษา และลงมือปฏิบัติ เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้สอนไว้ให้ผลได้จริงตามนั้นหรือไม่ ซึ่งก็สามารถเริ่มพิสูจน์ได้ตั้งแต่ ลองนำหลักธรรมต่างๆ มาประยุกต์ปฏิบัติในชีวิตจริง เช่น จะทำงานก็ให้มีอิทธิบาท 4  จะครองใจคนก็ให้มี สังคหวัตถุ 4 จะรวยก็ให้มีคาถาเศรษฐี จะมีครอบครัวก็ให้มี วุฒิธรรม 4 จะแก้ปัญหาอะไรก็ให้ยึดหลัก อริยสัจ 4 เป็นต้น แล้วเราก็จะรู้ด้วยตนเองว่าคำสอนของท่านดีจริงไหม   เมื่อเห็นผลดีในเรื่องเบื้องต้นแล้ว ก็ให้ค่อยๆ พิสูจน์ในเรื่องที่ละเอียด ลึกซึ้งมายิ่งขึ้น ด้วยการฝึกจิตในของเราด้วยสมาธิ ซึ่งก็มีทั้งระดับ สมถะ และวิปัสสนา ฝึกให้ได้เห็นผลตามแต่ที่ระดับใจของเราจะฝึกได้ แล้วค่อยพัฒนาให้ใจละเอียดต่อเนื่องไปเรื่อยๆ แล้วเราก็จะพบผลดีที่เกิดจากการฝึกใจเราให้ ใส สะอาด บริสุทธิ์ หยุด นิ่ง ได้ในที่สุดค่ะ   มาถึงตรงนี้อยากจะกล่าวถึงบางคนที่เชื่อในวิทยาศาสตร์ ที่เห็นได้พิสูจน์ได้ และคิดว่าพุทธศาสตร์ เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเกินไป จึงจะขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบอะไรสักหน่อยค่ะ... การที่นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า “เชื้อไวรัสมีอยู่ในอากาศ แต่เรามองไม่เห็น เพราะไวรัสตัวเล็กมาก” ถามว่าเราเชื่อไหมคะ? ส่วนใหญ่ก็จะต้องตอบว่า “เชื่อ” เชื่อเพราะอะไร? ก็เพราะว่ามีกลุ่มนักวิจัยเขาพิสูจน์มาแล้ว แต่ถามว่า...แล้วคนทั่วไปมีสักกี่คนที่ได้มีโอกาสไปเข้าห้องวิจัย ไปส่องกล้องจุลทรรศน์ดูให้เห็นด้วยตาตัวเองแบบนั้น นอกจากพวกนักวิทยาศาสตร์ที่เขาทดลอง ส่องกล้อง แล้วก็เอาผลการวิจัยมาประกาศลงวารสารให้เราทราบ ซึ่งสัดส่วนผู้ที่เป็นนักวิจัย กับคนทั่วไปในโลกในนี้ที่มีโอกาสได้ทดลองคงมีแค่ 1 ในล้าน เท่านั้น...แล้วทีแบบนี้ทำไมเราเชื่อล่ะคะ   อีกตัวอย่างหนึ่ง สมัยก่อนคนว่าโลกแบบ แต่สุดท้ายนักดาราศาสตร์ก็บอกว่า โลกกลม เมื่อก่อนบอกว่าเรามีแค่ระบบสุริยะจักรวาลเดียว แต่พอนานวันเข้าก็พิสูจน์ได้ว่ามีจักรวาลมากมาย นับไม่ถ้วนเลย...เราเชื่อไหมคะ ส่วนใหญ่ก็บอก “เชื่อ” เชื่อเพราะอะไร? เชื่อเพราะว่ามีนักดาราศาสตร์ ที่ส่องกล้องโทรทรรศน์ที่มีกำลังขยายสูงมากๆ ส่องเห็นมาแล้ว หรือ ที่ว่าโลกกรมเพราะมีมนุษย์อวกาศได้เดินทางออกนอกโลกไปเห็นมาแล้วก็ส่งภาพมาให้เราดู แล้วมีสักกี่คนเหรอคะที่ได้มีโอกาสได้ไปส่องกล้องที่ประสิทธิภาพสูงสุดแบบนั้น ส่องดูด้วยตาตัวเองว่ามีจักรวาลอื่นๆ อีกมากมาย และออกนอกโลกไปเห็นโลกกลมด้วยตาตัวเอง...ก็คงมีกลุ่มนักดาราศาสตร์ หรือนักบินอวกาศที่ศึกษาเรื่องนี้ เทียบสัดส่วนกันก็ 1 ในล้าน ของทั่วโลกอีกนั่นล่ะค่ะ...แล้วทำไมแบบนี้เรายังเชื่อเลย   แต่พอบอกว่าพระพุทธเจ้าค้นพบว่า ในจักรวาลนี้ไม่ได้มีแค่ภพภูมิมนุษย์เท่านั้น ยังมีภพภูมิอื่นๆ อีก เช่น มี ผี เปรต อสูรกาย สัมภเวสี สัตว์นรก นาค ครุฑ ยักษ์ อยู่ในภพภูมินรก สวรรค์ พรหม อรูปพรหม เป็นต้น รวมถึงมนุษย์ก็ไม่ได้เกิดหนเดียว ตายหนเดียว เกิดมานับภพนับชาติไม่ถ้วนแล้ว...เราเชื่อไหมคะ คนส่วนมากในยุคนี้ก็จะบอกว่า “ไม่เชื่อ” ไม่เชื่อเพราะอะไร? ไม่เชื่อเพราะว่าพิสูจน์ด้วยตัวเองไม่ได้...เห็นถึงความแตกต่างไหมคะ...ทั้งที่ในหลายๆคน ก็ไม่ได้เคยพิสูจน์การเห็นไวรัส และนอกอวกาศเหมือนกัน แต่กลับกล้าที่จะบอกว่า “เชื่อ” แต่กรณีนี้กลับปักใจว่า ไม่เชื่อ ซะอย่างนั้น...   ถามว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีใครพิสูจน์มาเลยหรือ ? ก็ไม่ใช่ เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากว่า 2,500 ปี นับตั้งแต่สมัยพุทธกาลนั้นมีคนมากมายที่เปิดโอกาสให้ตัวเองทดลอง ปฏิบัติตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าได้สอนเอาไว้ แล้วก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์กันมากมาย หรือ แม้ยังไม่บรรลุธรรม แต่ก็สามารถเห็นภพภูมิ  นรก สวรรค์ได้มากมายนับไม่ถ้วนเลย แม้แต่ในประเทศไทยก็มีพระอาจารย์ชื่อดังหลายๆ ท่าน ในอดีตจนถึงปัจจุบันที่ก็ยืนยันว่า ท่านปฏิบัติจริง เห็นจริง บ้างก็ได้มาเผยแพร่เรื่องของ กฏแห่งกรรม การระลึกชาติ หรือแม้แต่คนธรรมดาทั่วไป ก็ยังสามารถระลึกชาติของตัวเองได้ ในกรณีที่เมื่อตายแล้วเกิดใหม่เป็นมนุษย์ทันที ไม่ได้มีการผ่านภพภูมิอื่นๆ มาก่อนที่จะเกิด ทำให้ความจำต่างๆ ยังคงชัดเจนอยู่ในดวงจิต เมื่อมาเกิดใหม่ พอเริ่มจะพูดได้ จึงเริ่มพูดถึงชีวิตของตัวเองในอดีต และตามหาครอบครัวเดิม ก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไป...ซึ่งแม้ว่าเราจะไม่ใช่คนที่เห็นนรก สวรรค์เอง ระลึกชาติเอง แต่แล้วความแตกต่างกับกรณีข้างต้นอยู่ตรงไหน? เพราะข้างต้นนั้นบางท่านก็ไม่ได้ไปดูด้วยตาตัวเองเหมือนกัน แค่มีกลุ่มคนที่พิสูจน์มาแล้ว มาบอกต่อเราก็ยังเชื่อได้ แต่ทำไมพอเป็นเรื่องนี้เรากลับรีบปฏิเสธเสียงแข็งว่า “ไม่มี”   หากจะหาจริงๆ ว่าความแตกต่างที่จะทำให้เชื่อ หรือ ไม่เชื่อ อยู่ตรงไหน ก็คงจะอยู่ตรงที่ว่า นักวิทยาศาสตร์ถ่ายภาพออกมาให้เราดู เราเลยเชื่อ แต่เผอิญว่าในเรื่องภพภูมิเหล่านี้ไม่มีกล้องอะไรสามารถเก็บภาพมาได้ เพราะเป็นภพภูมิละเอียด ต้องอาศัยการฝึกจิตให้ละเอียดมากพอ ซึ่งเปรีบเสมือนการจูนหาคลื่นวิทยุ ถ้าความถี่ไม่ตรงกันก็หาคลื่นไม่เจอนั่นเอง ซึ่งก็พอจะเป็นเหตุผลให้ไม่เชื่อได้ แต่หากคุณเชื่อในกระบวนการพิสูจน์ทางสถิติ การที่มีคนตายแล้วฟื้นแล้วนำเรื่องราวที่เขาเห็นในระหว่างที่เขาตาย มาเล่าให้ฟังว่า เขาเห็นยมทูตมารับตัว รอเข้าโรงพิพากษา เจอพญายมราช เห็นนรก เห็นสวรรค์ แล้วกลับมาเข้าร่างใหม่ ซึ่งมีเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นในสังคมเป็นร้อยเรื่อง...หรือ แม้แต่มีนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อ ศ.นพ.เอียน สตีเวนสัน ผู้ดำเนินการมากว่า 47 ปี ตั้งแต่ก่อนปี 2503 ซึ่งท่านได้พบผู้ที่จำอดีตชาติได้ หรือผู้ที่สืบชาติมาเกิดใหม่ จากชาติและศาสนาต่างๆ ทั่วโลก ทั้งใน ยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย แอฟริกา และทวีปเอเชีย (รวมทั้งประเทศไทย) มากกว่า3,000 กรณีศึกษา เก็บรวบรวมเป็นงานวิจัยที่นักวิทยาศาสตร์ยอมรับกันทั่วไป ว่ามนุษย์คงไม่ได้เกิดหนเดียว ตายหนเดียว มีภพชาติจริงๆ เป็นต้น   แล้วสำหรับคุณที่ยังคงรีบด่วน “ปฏิเสธ” ว่าเรื่องราวลึกซึ้งจากคำสอนของพระพุทธองค์ “ไม่มีจริง” น่าจะลองมาปรับความคิดกันใหม่ว่าให้เชื่อในระดับที่ว่า “มันอาจจะมีจริงก็ได้นะ” สังเกตุนะคะ...ไม่ได้บอกให้เชื่อเลยว่าใช่แนๆ แต่ให้เชื่อแบบเปิดใจรับทราบว่ามีเรื่องราวความเป็นจริงอย่างนี้ในพระพุทธศาสนา ไม่ด่วนปฏิเสธ เพราะทุกวันนี้สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์ล้วนไม่พ้นความรู้ในพระพุทธศาสนาที่ได้มาจาก “ญาณทัสสนะ” อันบริสุทธิ์ เนื่องมาจากการฝึกสมาธิในขั้นสูง สิ่งเหล่านี้รอให้ทุกท่านพิสูจน์ด้วยตัวเองนะคะ   ถามว่าถ้าเรา “เชื่อ” ว่า ภพภูมิ การเวียนวายตายเกิด กฎแห่งกรรมมีจริง แล้วดียังไง? จำเป็นต้องรู้ด้วยหรือ? ตอบว่า จำเป็นอย่างมากที่สุดค่ะ เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลต่อตัวของเราเองตรงๆ เลย เพราะหากเราพอจะเชื่อว่า เราคงไม่ได้เกิดหนเดียวตายหนเดียว และยังมีภพสวรรค์สำหรับผู้ที่เป็นคนดี และมีนรกเอาไว้สำหรับคนทำชั่ว ภพชาติต่อไปที่ต้องมาเกิดอีกครั้งยังต้องการการสั่งสมบุญเพื่อให้เกิดมามีชีวิตที่ดีในภพชาติต่อๆไป วิถีการใช้ชีวิตของเราจะเปลี่ยน เราจะระมัดระวังการกระทำของเรามากยิ่งขึ้น ไม่ประมาทในการใช้ชีวิตที่เอาแต่จะเบียดเบียนคนอื่น เพื่อความสุขของตนเอง โดยไม่ต้องกังวลว่าเมื่อตายไปแล้วจะมีผลอะไรตามมา เพราะคิดว่าทุกอย่างชาติเดียว เผื่อว่าถ้าสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้มีจริง แม้เรายังไม่สามารถเห็นได้เองในชาตินี้ แต่เมื่อเราต้องละโลกไปจริงๆ พิสูจน์ด้วยตัวเองจริงๆ เราก็จะได้ปลอดภัย ไม่ต้องไปถูกทรมานในนรก เพราะเราดำรงตนเป็นคนดีมาตลอด “เชื่อไว้บ้าง และทำดีในขณะที่ยังมีชีวิต ปลอดภัยกว่าไม่เชื่อเลย แล้วไปเจอของจริงในนรกเมื่อสายไปแล้ว” นะคะ   ดังนั้นจึงขอสรุปเรื่อง “เชื่ออย่างไร สไตล์พุทธ” ไว้ในตอนนี้อย่างสมบูรณ์ว่า เชื่อในแบบของพุทธะ หรือ ผู้รู้นั้น คือ ให้เชื่ออย่างมีสติ มีปัญญา เปิดใจ รับสิ่งใหม่ ไม่เชื่อปักใจในทัันที และไม่รีบด่วนปฏิเสธ แต่ให้ลงมือปฏิบัติว่าสิ่งที่ได้รับทราบมานั้นถูกต้องหรือไม่ด้วยตนเอง แต่ตราบใดถ้ายังไม่ลงมือพิสูจน์ หรือ ลงมือพิสูจน์แล้วแต่ยังไม่ถูกต้อง อย่าเพิ่งปักใจ และ ป่าวประกาศว่า “ไม่มีจริง” ค่ะ  ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ : http://images.palungjit.org/ ภาพ “จินตนาการแห่งสรวงสวรรค์” จาก คุณสุวัฒน์ แสนขัติยรัตน์ ศิลปินวัย 37ปี ชาวจังหวัดเชียงราย และอาจารย์ประจำสาขาวิชาศิลปะไทย ภาควิชาวิจิตรศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 

    Views 2,638 
  • สามเสาหลักพระพุทธศาสนาในไต้หวัน

    สามเสาหลักพระพุทธศาสนาในไต้หวัน   น่าชื่นชมเมื่อได้เห็นการทำงานเผยแผ่พระพุทธศาสนาในประเทศไต้หวัน ซึ่งเป็นที่รู้ทั่วกันว่ามีวัดใหญ่หลักๆ คือ วัดฝอกวงซัน วัดจงไถฉานซื่อ และ ฉือจี้ โดยที่วัดทั้งสามต่างก็มีจุดแข็ง และมุ่งงานเผยที่แตกต่างกันดังนี้วัดฝอกวงซัน วัดฝอกวงซัน หรือ มูลนิธิแสงพุทธธรรมเมืองเกาสง ผู้ก่อตั้งคือท่านซิงหวินมหาเถระเป็นปฐมเจ้าอาวาส มีชื่อเสียงทางด้านการนำพระพุทธศาสนาเข้าไปสู่ชีวิตของผู้คนได้อย่างแนบสนิท โดยท่านได้มุ่งเน้นในงานด้านการศึกษาและช่วยเหลือสังคม  ท่านมีอุดมคติอยู่ว่า ให้การศึกษาเพื่อพัฒนาบุคคลากร เน้นวัฒนธรรมในงานแพร่ธรรม เน้นการสาธารณสุขในงานพัฒนาสังคม ปัจจุบันวัดฝอกวงซันมีพระสงฆ์มากกว่า 1,400 รูป (นับรวมทั้งชาย-หญิง) มีมหาวิทยาลัยฝอกวงซัน ภายในวัดจะแยกสถานศึกษาระหว่างพระภิกษุกับภิกษุณี วัดแห่งนี้มีอาณาเขตกว้างขวางปกคลุมภูเขาทั้งลูก นอกจากมีอาณาบริเวณมากมายแล้วภายในตัววัดยังมีการก่อสร้างโบถส์ที่สวยงามและรูปปั้นพระอรหันต์หลายร้ององค์ และยังมี อนุสรณ์สถานพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นส่วนที่เปิดใหม่ ซึ่งเป็นกึ่งพิพิธภัณฑ์ที่ให้ความรู้ และ ยังมีอาหารเจ และขนมเจ รสชาติดี ในร้านแบบทันสมัย ทำให้ผู้คนทุกเพศทุกวัย สามารถมาเข้าวัดได้อย่างมีความสุข ซึมซับพระธรรมคำสอนผ่านกิจกรรมต่างๆ และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพวัดจงไถฉานซื่อ สำหรับวัดจงไถฉานซื่อนั้นผู้ก่อตั้งคือท่านพระอาจารย์เหว่ยเจวี๋ย เจ้าอาวาสวัดจงไถฉานซื่อ มีชื่อเสียงในด้านการฝึกสมาธินิกายเซนหรือฌานสมาธิที่สืบทอดมาจากปรมาจารย์ฮุ่ยเหนิงในจีน นอกจากนี้เป็นวัดที่ได้รับการกล่าวขานว่าเป็นศาสนสถานที่ยิ่งใหญ่เป็นอันดับสามของโลกรองจากนครวาติกัน และวัดมหายานที่ธิเบต อีกทั้งยังเป็นวัดที่มีการออกแบบให้ทันสมัยที่สุดในไต้หวัน มีรูปทรงคล้ายคนกำลังนั่งสมาธิ (ฝึกวิปัสสนากรรมฐาน) มีความสูง 150 เมตร ออกแบบโดยนาย C.Y. Lee เป็นวิศวกรคนเดียวกับผู้ที่ออกแบบตึกไทเป 101 โดยใช้หินแกรนิตมาเป็นโครงสร้างที่แข็งแกร่ง จากแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนและเหล่าบรรดาลูกศิษย์ท่านพระอาจารย์เหวยเจวี๋ยนับแสนๆ คน ระหว่างนั้นในปี ค.ศ.1999 ได้เกิดแผ่นดินไหวอย่างรุนแรงที่เมืองหนานโถว แผ่นดินแยก แต่วัดจงไถฉานซื่อกลับไม่เป็นอะไรเลย ยิ่งเป็นการสร้างความศรัทธาให้กับผู้คนในไต้หวันอย่างมาก วัดฉือจี้ทางด้านของฉือจี้นั้น ผู้ก่อตั้งคือท่านธรรมาจารย์เจิ้งเอี๋ยน ซึ่งเป็นนักบวชหญิงมีจุดแข็งอยู่ที่การทำงานสังคมสงเคราะห์ที่มีการขยายสาขาไปทั่วโลก มีสมาชิก อาสาสมัครกระจายอยู่ทั่วโลกหลายล้านค้น ภารกิจ 4 ประการของฉือจี้ การกุศล การรักษาพยาบาล การศึกษา และวัฒนธรรมที่ดีงามของมนุษย์ เพื่อกระตุ้นการใช้ความเมตตาของพระพุทธองค์สู่การลงมือปฏิบัติ โปรดสรรพสัตว์บนโลก โดยอาศัยการพัฒนางานด้านการกุศล การรักษาพยาบาล การศึกษาและการส่งเสริมจริยธรรม ให้บรรลุเป้าหมาย งานภารกิจของฉือจี้เริ่มต้นจากหลักการ “ช่วยคนจน สอนคนรวย” ก่อเกิดเป็นการกุศล การรักษาพยาบาล การศึกษาและการส่งเสริมจริยธรรม ทั้ง 4 แล้วขยายเพิ่มเป็นแปดภารกิจ คือ การบรรเทาทุกข์ระหว่างประเทศ การบริจาคไขกระดูก อาสาสมัครในชุมชน การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เป็นต้น ผลักดันงานทั้ง 8 ประการไปพร้อมกัน เรียกว่า “หนึ่งย่างก้าวแปดรอยพระธรรม” จะเห็นได้ว่าทั้งสามเสาหลักทางพระพุทธศาสนาของประเทศไต้หวันล้วนก่อสร้างด้วยขนาดพื้นที่ และสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่โตโอฬาร แข็งแรง ทนทานทั้งสิ้น เพราะศาสนสถานเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ช่วยยืดอายุพระพุทธศาสนาให้ยืนยาว และแม้ว่าแต่ละวัดจะมีจุดแข็งที่แตกต่างกัน แต่ไม่เคยกล่าวว่าร้าย หรือ พยายามเปรียบเทียบว่าใครดีกว่าใคร ใครสอนถูกหรือใครสอนผิด และต่างก็พยายามทำงานเพื่อช่วยเหลือสังคม และเผยแผ่พระพุทธศาสนาออกไปทั่วโลก นี่จึงเป็นตัวอย่างที่ดีที่ชาวพุทธควรจะศึกษา และเปิดรับความแตกต่างที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน คือ การจรรโลง สืบทอดพระพุทธศาสนาให้กว้างไกลออกไปตราบนานเท่านาน   Credit: ขอบคุณภาพจากเว๊บไซต์ https://www.pinterest.com/pin/341710690447734675/

    Views 2,507 
  • ข้อคิดดีๆจากคุณ สตีฟ จ๊อบส์

    คำพูดสุดท้าย จาก ...Steve Jobs  "ในขณะนี้ ผมกำลังนอนป่วยอยู่บนเตียงและพยามยามรำลึกถึงชีวิตของผมที่ผ่านมา ผมพบว่าความร่ำรวยที่ผมเคยภูมิใจกลับไม่มีค่าอะไรเลยในช่วงสุดท้ายที่ผมกำลังจะตาย... ในความมืด #ผมมองเห็นเพียงแสงสีเขียวและเสียงของเครื่องช่วยหายใจ ซึ่งทำให้ผมรู้ว่าความตายใกล้เข้ามาแล้ว.... เมื่อเราเข้าไปอยู่ในห้องผ่าตัด เราจะตระหนักได้ว่า เราใส่ใจสุขภาพของตัวเองน้อยเกินไปแต่เรามักจะรู้ตัวเมื่อสายเกินไปเสมอ... เมื่อผมตาย #ผมเอาความร่ำรวยไปด้วยไม่ได้สิ่งที่ผมจะนำติดตัวไปคือความทรงจำเกี่ยวกับความรักเท่านั้น #ซึ่งเป็นความร่ำรวยที่แท้จริงและจะเป็นแสงนำทางให้กับเราต่อไป...พระเจ้าได้มอบความรักไว้ในหัวใจของมนุษย์ทุกคน ซึ่งไม่สามารถซื้อหาได้ด้วยเงิน ความรักจะติดตามเราไปได้ทุกที่ เพราะมันอยู่ในหัวใจและในมือของเราเอง ผมประสบความสำเร็จอย่างมากในด้านธุรกิจ หรืออาจกล่าวว่าชีวิตผมเป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของความสำเร็จ แต่นอกจากการทำงานแล้ว #ผมไม่ได้มีความสุขนัก เพราะในที่สุด ความร่ำรวยก็กลายเป็นสิ่งเดียวที่ผมมี...ตอนนี้ผมเพิ่งตระหนักว่า เมื่อเราร่ำรวยพอแล้ว เราควรหันไปใส่ใจกับเรื่องอื่นๆ บ้าง ซึ่งอาจเป็นสิ่งอื่นๆที่สำคัญ เช่น งานศิลป ที่เราเคยใฝ่ฝันในตอนเด็กๆ การไม่ยอมหยุดสร้างความร่ำรวย จะทำให้ต้องมีชีวิตเหมือนที่ผมเป็น....เตียงที่แพงที่สุดในโลกก็คือ เตียงผู้ป่วย คุณสามารถจ้างคนมาขับรถให้ มาทำงานหาเงินให้ แต่ไม่มีใครมาป่วยแทนคุณได้สิ่งของใดๆ ที่หายไป เราอาจหาพบได้ แต่เราเอาชีวิตที่เสียไปกลับคืนมาไม่ได้ จงให้ความรักกับครอบครัว กับคนรัก และเพื่อนๆ หมั่นดูแลสุขภาพของตัวเองและใส่ใจคนรอบข้างให้มากๆ"..........Steve Jobs คิดว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักคุณ สตีฟ จ็อบส์ อดีตประธานบริหาร และผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท แอปเปิ้ล อย่างเป็นทางการ เป็นบุคคลที่ประสบความสำเร็จและร่ำรวยในทางโลกมาก แต่แม้ว่าจะรำ่รวยสักเพียงใด สามารถซื้อวัตถุสิ่งของได้มากมาย แต่เขาก็ไม่อาจจะซื้อชีวิตเขากลับมาได้สิ่งที่คุณสตีฟ ได้ตระหนักว่าเขาพลาดไปเมื่อวาระสุดท้ายมาถึงคือ "ความประมาทในชีวิต" ความประมาทในที่นี้คือ ความประมาทในความตาย...สิ่งนี้เป็นสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ให้ความสำคัญ และสอนให้พวกเราหมั่นมีสติเตือนตนอยู่เสมอ คือ"มรณานุสสติ" ให้คิดถึงความตายไว้ทุกวัน เพราะความตายไม่มีนิมิตหมาย เราไม่มีทางรู้ได้เลยว่า ความตายจะมาเมื่อไหร่ มาอย่างไร ดังนั้นจงอย่าประมาทให้เราหมั่นสั่งสมคุณความดีเอาไว้กับคนรอบตัวสมบัติภายนอกมีเท่าไหร่ก็ไม่สามารถนำติดตัวไปได้ สิ่งที่จะไปกับเราได้ ในความเข้าใจของ คุณสตีฟ คือ ความรัก...ซึ่งก็นับว่าถูก แต่ยังไม่ถูกเสียทีเดียว...แต่เราชาวพุทธเราทราบดีว่าสิ่งที่ติดตัวเราไปข้ามภพชาติ คือ "บุญ และ บาป" ความรู้สึกใทางดี และความรู้สึกในทางไม่ดีนั่นเอง ข้อคิดดีๆที่คุณสตีฟ ทิ้งไว้ให้เรานั้นมีคุณค่ามาก เป็นตัวอย่างของผู้ที่ทำงานมากจนลืมที่จะรักษาสุขภาพ และลืมว่า "เราก็ต้องตายไม่วันใดวันหนึ่ง" จึงใช้ชีวิตอย่างไม่สมดุล จนเมื่อล้มป่วยและรู้ตัวว่าไม่สามารถที่จะรักษาให้หายได้ จึงมีความคิดเสียดายว่า เมื่อประสบความสำเร็จเพียงพอแล้ว ควรจะหันกลับมาให้ความรักกับคนรอบๆตัว และ ใช้ชีวิตให้มีความสุขสงบ เพราะในที่สุดแล้ว ความสุขที่แท้จริงไม่สามารถซื้อหรือแสวงหาได้ด้วยเงินทอง แต่หาได้ด้วยใจของเราเอง ความปลาบปลื้ม อิ่มเอม มีความสุข จากการสั่งสมความดีให้กับคนที่เรารัก ครอบครัว สังคม และโลกใบนี้ขอให้ทุกท่าน "เจริญมรณานุสติ" นึกถึงความตายว่าเข้าใกล้เรามาทุกขณะเราจะได้ไม่ประมาท คิดว่ายังเหลือเวลาอีกมากเอาไว้ทำสิ่งที่อยากจะทำ จนเมื่อความตายใกล้เข้ามาจึงตระหนักว่า "เรายังไม่ได้ทำสิ่งที่อยากทำที่สุด" แต่นั่นก็หมายถึงว่า ทุกอย่างมันได้สายเกินไปเสียแล้ว  สตีฟ จ็อบส์ ..หยุดหายใจ เมื่อเดินทางกลับไปถึงบ้านที่เมืองพาโลอัลโต มลรัฐแคลิฟอร์เนีย การเสียชีวิตของเขาเกิดจากมะเร็งที่ตับอ่อน

    Views 1,768 
  • ศีลธรรมกับการใช้สัตว์ทดลองทางวิทยาศาสตร์

    ศีลธรรมกับการใช้สัตว์ทดลองทางวิทยาศาสตร์ เนื่องจากได้เข้าฟังการบรรยายของ ศจ.ดร. สมภาร พรหมทา เรื่องปัญหามนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ของภาควิชาปรัชญา และศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในระดับปริญญาเอก น่าสนใจมากค่ะ.....นับว่าเป็นเรื่องน่าเอามาลองขบคิดกัน โดยจะขอเรียก ศจ.ดร.สมภารพรมทา ว่าอ.สมภาร นะคะ ในเนื้อหานั้นได้กล่าวถึงการทดลองคิดค้นยาใหม่ๆ ขึ้นมามากมาย ซึ่งเป็นแนวทางของการแพทย์สมัยใหม่ ซึ่งเราทราบกันดีว่าเป็นศาสตร์ของชาวตะวันตก โดยกว่ายาตัวหนึ่งจะสามารถนำออกมาจำหน่ายให้เราได้ใช้กันได้นั้น ต้องผ่านการทดลองมายาวนานโดยสัตว์ทดลองหลายชนิด เช่น กระต่าย ลิง หนู สุนัข ฯลฯ  อ.สมภาร กล่าวว่าเคยเข้าไปดูสถานที่ที่เขาใช้ทดลองกันด้วยตาตัวเอง สัตว์ที่ถูกนำมาใช้ทดลองยานั้น ก็จะถูกทดลองด้วยมาตรการต่างๆ โดยจากที่มันแข็งแรงๆ ก็ต้องถูกทำให้เป็นโรคร้ายต่างๆ ทั้งการฉีดยา ถูกผ่าตัด เพื่อที่จะลองนำยามารักษา และในท้ายที่สุดก็จบลงที่ความตายอย่างทุกทรมานน่าสังเวชใจยิ่งนัก   ศาสตราจารย์ ดร. สมภาร พรมทา  (ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ในแง่มุมทางพระพุทธศาสนานั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนให้ไม่เบียดเบียน ไม่ฆ่าสิ่งมีชีวิตเป็นปกติ ซึ่งเป็นศีลข้อแรก เพราะหากกระทำไปแล้วผลที่ได้รับนั้นคือ ผู้กระทำจะมีเหตุทำให้ถูกดึงดูดดวงวิญญาณไปยังนรกภูมิ เมื่อละโลกไปแล้ว และถูกทัณฑ์ทรมานอยู่ในนรกยาวนาน เมื่อหมดกรรมก็ต้องมาเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานที่ได้รับทุกขเวทนาอีกหลายร้อยชาติ จนกระทั่งกรรมเบาบาง จึงได้เกิดเป็นมนุษย์อีกครั้ง แต่ก็เป็นผู้ที่มีสุขภาพอ่อนแอ และ อายุสั้นในภพชาติต่อๆไปอีกด้วย...ภพภูมิเหล่านี้เป็นสิ่งสากล พระพุทธเจ้ามิได้ทรงสร้างขึ้น แต่หากทรงรู้เห็นด้วยญาณทัศสนะหลังจากที่ทรงตรัสรู้แล้วนั่นเอง   หากแต่ในแง่มุมของนักวิทยาศาสตร์ผู้ผลิตยาเหล่านั้น ซึ่งมีแนวคิดแบบชาวตะวันตกที่ไม่มีความเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรม และ การเวียนว่ายตายเกิด...จึงมุ่งแต่ผลิตคิดค้นสิ่งแหล่านี้เพื่อตอบสนองต่อความต้องการในการดำรงเผ่าพันธุ์ของมนุษย์แม้จะต้องเสียสละชีวิตสัตว์ต่างๆ ไปเท่าไหร่เขาก็มองว่าคุ้มค่าเพราะชีวิตมนุษย์นั้นได้รับการประเมินว่ามีคุณค่ามากกว่าสัตว์เหล่านั้น   ฟังดูแล้วก็มีเหตุผลทั้งสองส่วน แต่อ.สมภารได้ตั้งคำถามที่น่าสนใจมากคือ...ยาเหล่านี้ช่วยมนุษย์ได้เสมอไปหรือไม่? นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มต่างยอมรับว่าการผลิตยาต่างๆ ขึ้นมานั้น มีส่วนไปกระตุ้นให้เชื้อโรคต่างๆ มีการปรับตัวให้แข็งแรง ทนต่อฤทธิ์ยามากขึ้น หรือที่เรียกว่า “ดื้อยา” เชื้อโรคหลายชนิดจากเดิมที่มีความรุนแรงไม่มาก แต่เมื่อได้รับยาทางวิทยาศาสตร์แล้วมันกลับกลายเป็นเชื้อโรคที่รุนแรง ยาชนิดเดิมจึงไม่สามารถรักษาได้ต่อไป เป็นการแก้ปัญหาที่ไม่มีวันจบ และวันดีคืนดี ก็มีเชื้อโรคใหม่ๆ ปรากฏขึ้นมาใหม่อีก เป็นอย่างนี้เรื่อยๆไป ดังนั้น การทดลอง ผลิตยาต่างๆ จึงเหมือนว่าไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่แท้จริง เนื่องจากเชื้อโรคเหล่านี้ไม่มีวันจบสิ้น และกลับต้องเบียดเบียนสัตว์ต่างๆ ที่ไม่มีความผิดไปกว่า ล้านชีวิตในแต่ละปี   อีกในแง่มุมหนึ่งซึ่งเป็นแง่มุมทางธุรกิจ ยาต่างๆ ที่ถูกผลิตก็อาจเป็นไปเพื่อแสวงหาผลกำไร ไม่ได้คิดค้นมาเพื่อรักษาสุขภาพมุนษย์อย่างแท้จริง เมื่อทานเข้าไปแล้ว ก็มักจะเกิดอาการข้างเคียง หรือ ผลเสียต่อระบบ หรืออวัยวะข้างเคียงอื่นๆ ดังจะเห็นได้ทั่วไปว่าทานยาชนิดหนึ่งแต่สุดท้ายต้องเสียชีวิตด้วยโรคอีกชนิดหนึ่ง เช่น เป็นโรคความดัน โรคหัวใจ หรือ โรคเบาหวาน แต่เสียชีวิตด้วยโรคตับ เนื่องจากทายาสะสมจนตับต้องทำงานหนักมาเป็นเวลาหลายปี เป็นต้น ดังนั้น การใช้ยาเคมีเหล่านี้จึงอาจจะไม่ใช่คำตอบสำหรับการมีสุขภาพดีที่มนุษย์เราปรารถนา   ด้วยเหตุดังกล่าวมนุษย์จึงเริ่มตระหนัก และ หันกลับมาใช้ยาสมุนไพร หรือ การมีวิถีชีวิตแบบพึ่งพาอาศัยธรรมชาติ เช่น การรักษาโรคมะเร็งด้วยวิถีทางชีวจิต ขจัดตัวแปรที่เป็นสารเคมีต่างๆ ออกไปจากชีวิต ซึ่งก็ได้รับการพิสูจน์มาแล้วจากคนไข้หลายราย รวมถึงแพทย์สมัยใหม่เองจำนวนไม่น้อยก็ยอมรับว่าวิธีการเช่นนี้ สามารถรักษาโรคให้หายขาดได้อย่างน่าอัศจรรย์ และทำให้สุขภาพดีในระยะยาวอีกด้วย   อ.สมภาร จึงให้ทัศนะว่าอาจเป็นไปได้ในอนาคตที่ไม่ไกลเกินไปนัก วิถีการรักษาโรคที่เน้นการใช้ยาทางเคมี ซึ่งต้องเบียดเบียนสัตว์ต่างๆ มากมาย จะมีแนวโน้มว่าไม่เป็นที่นิยมอีกต่อไป สังเกตได้จากกระแสรักสุขภาพด้วยการหลีกเลี่ยงอาหาร หรือ ยา ที่เป็นเคมี และหันมารับประทานผัก ผลไม้ปลอดสารพิษ การนิยมออกกำลังกายมากขึ้น เน้นการรักษาโรคเน้นวิถีทางธรรมชาติ หรือ ใช้สมาธิมารักษาในส่วนของสุขภาพใจแทน เป็นต้น   เมื่อฟังบรรยายเสร็จแล้วก็ทิ้งปัญหาไว้ให้เหล่านักศึกษาปริญญาเอกได้คิดกันว่า เราอยากจะให้ทิศทางของสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นอย่างไรก็อยู่ที่พวกเราทุกคนว่าจะตระหนักถึงปัญหาและหันมาแก้ไขกันอย่างจริงจังหรือไม่...สำหรับตัวเองนั้นมีแนวโน้มเป็นวกธรรมชาตินิยมอยู่แล้ว จึงค่อนข้างเห็นด้วยกับอ.สมภาร ว่าเราควรชีวิตอิงอาศัยกับธรรมชาติทั้งพิช และสัตว์ จริงอยู่เราอาจต้องเบียดเบียนธรรมชาติบ้าง เช่น ตัดต้นไม่มาสร้างบ้านเรือน แต่ควรให้พอดีอยู่ในภาวะที่เหมาะสม ส่วนสัตว์ต่างๆ นั้น หากให้เราอยู่ร่วมโลกใบนี้ด้วยความรักและเมตตาซึ่งกันและกัน เราก็จะได้ไม่เป็นผู้ก่อเวรภัยทั้งต่อตนเอง และผู้อื่นค่ะ แล้วผู้อ่านทุกท่านคิดเห็นกันอย่างไร...เราอาจลองเก็บเอาประเด็นต่างๆเหล่านี้ไปขบคิดกันต่อไป และช่วยกันทำให้สังคม และโลกใบนี้เป็นที่ที่น่าอยู่ของเราทุกคนค่ะ ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์: http://www.unigang.com/Article/16416

    Views 3,248 
  • ความสุขตามแนวพุทธ (The Happiness in Buddhist way)

    ความสุขตามแนวพุทธ (The Happiness in Buddhist way)   หนังสือ Time Magazine กล่าวว่า ที่อเมริกา มีงานวิจัยพบว่าคนที่มีความสุขมากที่สุดในโลก คือพระในพุทธศาสนาโดยทดสอบด้วยการสแกนสมองพระที่ทำสมาธิ และได้ผลลัพธ์ออกมาว่าเป็นจริง...ก็เวลาที่จิตเรานิ่งไม่เหลือความคิดอะไรเลยนั้น เป็นเวลาที่เราจะเข้าถึงความสุขที่ไม่สามารถเปรียบได้กับสิ่งใดในโลกใบนี้ค่ะ...เขาเรียกกันว่า “The True Happiness” อยากรู้ว่าเป็นอย่างไรต้องลองด้วยตัวเองค่ะ นอกจากนี้ยังมีหลักคำสอนอีกมากมายในพระพุทธศาสนา ซึ่งเราชาวพุทธถ้าทำตามก็จะเป็นผู้ที่มีความสุขในชีวิตได้ไม่ยาก...มาดูกันค่ะว่าเบื้องต้นมีอะไรบ้าง + หลักความเชื่อของศาสนาพุทธคือ เหตุที่ทำให้เกิดความสุขนั้น ก็คืออยู่กับปัจจุบัน ขณะปล่อยวางได้ ในสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ควบคุมความอยากที่ไม่มีสิ้นสุด + ไม่ใช้ความรุนแรง ไม่ทะเลาะ และใช้หลักเวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร ให้อภัยตัวเองและผู้อื่น มีจิตใจเมตตา กรุณา และเสียสละเพื่อผู้อื่น + อริยสัจ4 สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบและบอกไว้ด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค แท้จริงแล้วก็คือทางเดินไปหาคำว่า "ความสุข" เพราะถ้าเมื่อไรเรากำจัด "ความทุกข์" ได้แล้ว ความสุขก็จะเกิดขึ้น + อุปสรรคของความสุขก็คือแรงปรารถนาและตัณหา คนเราจะมีความสุขไม่ขึ้นอยู่กับว่า"มีเท่าไร" แต่ขึ้นอยู่ที่ว่า เรา "พอเมื่อไร" ความสุขไม่ได้ขึ้นกับจำนวนสิ่งของที่เรามี หรือเราได้... + ดังนั้นวิธีจะมีความสุข อันดับแรกต้อง "หยุดให้เป็น และ พอใจให้ได้" ถ้าเราไม่หยุดความอยากของเราแล้วละก็ เราก็จะต้องวิ่งไล่ตามหลายสิ่งที่เรา "อยากได้" แล้วนั่นมันเหนื่อย และความทุกข์ก็จะตามมา... + ข้อต่อมาที่ทำให้เราเป็นสุขคือ การมองทุกอย่างในแง่บวก ชีวิตแต่ละวัน แน่นอนเราต้องเจอทั้งเรื่องดีและไม่ดี ถ้าเราอยากจะมีความสุข เราต้องเริ่มด้วยการมองแต่สิ่งดีๆ มองให้เป็นบวก เพื่อใจเราจะได้เป็นบวกคิดถึงสิ่งที่เราทำสำเร็จแล้วในวันนี้ สิ่งดีๆที่เราได้ทำ + ข้อต่อมาคือการให้ หมายรวมถึงการให้ในรูปแบบสิ่งของหรือเงิน เรียกว่าบริจาค และการให้ความเมตตากรุณาต่อกัน ให้อภัยทั้งตัวเองและคนอื่น สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัย ทำให้เรามีความสุข.... + การปล่อยวางให้ได้ในทุกสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว และที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าเรื่องจะร้ายแรงและเศร้าโศกเพียงใด จำไว้ว่ามันจะโดนเวลาพัดพามันไปจากเรา ไม่ช้าก็เร็ว เราจะผ่านพ้นไปได้....และยอมรับในความเป็นจริงของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที้เราไม่ชอบเพียงใด ไม่ว่าผิดหวัง สูญเสีย เจ็บป่วย ล้วนแล้วแต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา ทุกคนต้องได้ผ่านบททดสอบนี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าเราจะเป็นใคร... + ทำตนเองให้สดใส ด้วยการยิ้มให้ตนเอง ทำคนอื่นให้สดใสได้ ด้วยการยิ้มให้เขา การยิ้มไม่ต้องลงทุนอะไรเลย แต่สร้างความสดใสได้มาก ทำให้เราเป็นสุขอยู่เสมอ เพราะความสุขมันอยู่ใกล้แค่นี้เอง แค่ที่ใจของเรานี่เอง   ให้ถามตัวเองนะคะ ว่าวันนี้เราในฐานะชาวพุทธได้ทำตามคำสอนอันล้ำค่าของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารึยัง...แค่เราทำ ความสุขก็อยู่แค่เอื้อมนี่เองค่ะ ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ http://vividlife.me/ultimate/38402/the-1-contributor-to-happiness/

    Views 1,356 
  • กฎแห่งจักรวาลที่ (ตอนที่ 2)

    กฎแห่งจักรวาล (ตอนที่2) The Universe Law 2   สำหรับตอนที่ 2 ของ กฎแห่งกรรมนี้เราจะมาดูกันว่ากฎแห่งกรรมมีลักษณะการส่งผลอย่างไร? และมีกฎเกณฑ์อย่างไร?   ก่อนอื่นทำความเข้าใจกันก่อนว่า “กรรม” นั้น แปลว่า “การกระทำ” ซึ่งเป็นคำกลางๆ (แต่คนโดยมากมักเข้าใจว่า “กรรม” มีนัยยะส่งผลในแง่ลบ คือ การกระทำชั่ว) ดังนั้นเวลาพูดถึงกรรม จึงควรกำกับไว้เสมอว่าเป็น “กรรมดี” หรือ “กรรมชั่ว” กฎแห่งกรรมจำง่ายๆค่ะว่า คือ การที่เรา “ทำอะไร ก็ได้อย่างนั้น” เมื่อเราทำความดี เราก็ได้รับผลดีกลับไป หากทำชั่วก็ได้ผลชั่วกลับไป หรือ “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” นั่นเอง แต่กฎแห่งกรรมนั้นจะส่งผลที่มากกว่าหลายเท่าตัวนัก ทั้งระยะเวลา และระดับความรุนแรง เช่น หากเราช่วยเหลือคนที่กำลังเดือดร้อนให้รอดชีวิตเพียง 1 ครั้ง ผลแห่งกรรมดีนี้จะส่งผลให้เมื่อเราเดือดร้อนก็จะมีคนมาช่วยเราอย่างนั้นเหมือนกันแต่ไม่ใช่เพียงชาติเดียว แต่อาจจะสักร้อยชาติ และในทางตรงข้ามหากเราทำกรรมชั่ว เช่น ฆ่าสัตว์ให้ตายลง เราอาจต้องไปเกิดเป็นสัตว์ชนิดนั้น และถูกฆ่าอย่างเดียวกันสักร้อยชาติ เป็นต้น นี่แค่เป็นตัวอย่างให้นึกตามได้ง่ายๆ แต่จริงๆ แล้วกฎแห่งกรรมมีระดับการออกผลที่ซับซ้อนมาก สิ่งที่กำหนดระดับความรุนแรงของกรรมนั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยหลาย อย่างเช่น ระดับของเจตนาที่กระทำกรรมนั้น หากมีเจตนาแรงกล้า การส่งผลของกรรมก็จะรวดเร็ว รุนแรง, ระดับความถี่ของการกระทำกรรมนั้น หากเป็นกรรมที่กระทำบ่อยๆ จนเป็นอาจิณกรรม การส่งผลก็จะหนักแน่น ยาวนาน  หากนานๆจะกระทำสักครั้ง การส่งผลก็อาจจะส่งผลเพียงไม่นาน แล้วก็หมดกำลังไป, ระดับผลเสีย หรือ ผลดีที่เกิดขึ้นจากการกระทำนั้น หากทำแล้วส่งผลกระทบรุนแรง เป็นวงกว้าง เมื่อกรรมให้ผลจะรุนแรง และเป็นวงกว้างเช่นเดียวกัน หรือแม้แต้ลักษณะของกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เราจะนึกถึง การกระทำ แต่การทำกรรมด้วยคำพูด หรือ วจีกรรม ก็ให้ผลที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน ซึ่งวจีกรรม นี้เองมักส่งผลให้วิบากกรรมแปลกๆ มาส่งผล เช่น มีเรื่องจริงของเด็กหญิงตัวน้อยที่มีหน้าตาเหี่ยวย่น เหมือนคนแก่อายุ 80 ปี ที่เป็นเช่นนี้เพราะในอดีตชาติ มักจะด่าว่าย่าของตนเป็นประจำว่า “อีแก่” หรือ “อีหน้าเหี่ยว” สร้างความเสียใจให้กับผู้เป็นย่าอย่างมาก ในชาตินี้จึงต้องมามีหน้าตาเหี่ยวย่นอย่างที่ได้เคยด่าว่าย่าของตนเอาไว้   ระยะเวลาในการส่งผลก็เป็นสิ่งที่เรามักจะสับสน จนกระทั่งเกิดคำพูดที่ว่า “ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ชั่วมีถมไป” นี่ก็เป็นเพราะว่ากฎแห่งกรรมมีความซับซ้อน และมีระยะเวลาในการส่งผลที่ละเอียดอ่อนมาก...เราทุกคนมีกรรมในอดีต ทั้งในอดีตชาติที่มากมายนับไม่ถ้วน และอดีตในชาตินี้ และมีกรรมปัจจุบัน ที่ดำรงอยู่ในทุกอณุวินาทีที่เรากำลังหายใจอยู่...ดังนั้นกรรมปัจจุบันมีเพียงปัจจุบันขณะ แต่กรรมในอดีตเริ่มนับตั้งแต่ 1 วินาทีที่แล้วที่เพิ่งผ่านไป อดีตคืบคลานตามเรามาทุกฝีก้าว และเราก็จำมันไม่ได้ทั้งหมดหรอกค่ะ อดีตชาติไม่ต้องพูดถึงเราจำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว แม้แต่ในปัจจุบันชาติเราก็ยังจำได้บ้างไม่ได้บ้าง...จริงไหมคะ...กว่าที่เราจะมาถึงปัจจุบันนี้ เราได้ทำสิ่งต่างๆ ไว้มากมาย ซึ่งขอย้ำว่า...ทุกการกระทำล้วนส่งผลต่อเราทั้งสิ้น แต่เราเกิดมานับภพนับชาติไม่ถ้วนแล้ว และสิ่งที่เราได้ทำมาในอดีตชาตินั้น ได้ออกแบบให้ชีวิตเราในปัจจุบันชาติให้เป็นอย่างทุกวันนี้ กรรมได้ออกแบบว่า เราจะได้เกิดมาในครอบครัวระดับไหน ฐานะเป็นอย่างไร มีรูปสมบัติแบบไหน ฯลฯ และเข้าคิวยาวเหียด รอจ่อคิวส่งผลให้เราทุกขณะจิต   ขอให้เราลองจินตนาการว่า มีตัวเราอยู่หัวแถวยืนอยู่ และมีตัวกรรมทั้งดีและไม่ดีที่เราทำเอาไว้ในอดีตรอต่อคิวยาวแบบมองไม่เห็นปลายแถว ดังนั้นกรรมที่เราทำในปัจจุบันชาตินี้ ก็จะต้องไปรอต่อที่ปลายแถวโน้น...ยังไม่สามารถส่งผลในทันที...จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมบางคนทำความดีอย่างมากในชาตินี้ แต่กลับยังประสบทุกข์ยากลำบากอย่างแสนสาหัส...ดังนั้นคำอธิบายก็คือ เพราะกรรมชั่วที่เขาได้ทำมาในอดีตชาตินั้นกำลังส่งผลอยู่ เช่น เขาอาจจะไปคดโกงใคร ตระหนี่ และทำร้ายร่างกายคนอื่นไว้มาก จึงต้องเกิดมาในตระกูลที่สมบัติถูกโกงไปจนหมด แถมยังยากจนยาวนาน และร่างกายอ่อนแอตั้งแต่เกิด...แต่ในชาตินี้เป็นคนดีมาโดยตลอด คนทั่วไปอาจจะมองว่า “ทำดีไม่ได้ดี”  หรือ บางคนในอดีต ทำความดีมาสารพัด ทั้งเอาเงินช่วยเหลือคนไว้มาก เห็นใครเจ็บป่วยก็ช่วยรักษา และเป็นคนอ่อนน้อม ชาตินี้เกิดมาจึงเป็นคนมีทรัพย์ร่ำรวยมาก รูปร่างหน้าตาดี เกิดในตระกูลสูง...แต่ชาตินี้กลับคดโกงชาติบ้านเมือง และคนรอบข้างทำชั่วสารพัด แต่ก็ยังอยู่สุขสบาย ทั้งนี้เพราะกรรมในอดีตชาติยังส่งผลอยู่ กรรมในปัจจุบันชาติกำลังรอต่อคิว จึงยังไม่ได้ให้ผล คนทั่วไปก็เลยมองว่า “ทำชั่วกลับได้ดี” นั่นเอง   มีเรื่องเล่าให้เราลองคิดกันเล่นๆ คือ ชายผู้หนึ่งอยู่หมู่บ้าน A กระทำชั่วสารพัดทั้งฆ่าคน ปล้น ส่งผลเดือดร้อนให้คนในหมู่บ้านมากมาย จนชาวบ้านรวมพลังกันหวังจะฆ่าโจรร้ายให้ได้...แต่โจรหนีไปได้ในที่สุด และไปหลบอยู่ ณ หมู่บ้านอันไกลโพ้น ชื่อ หมู่บ้าน Z ที่นี่เขาเปลี่ยนตัวเองกลายเป็นคนที่ดีมีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือมากที่สุดคนหนึ่ง คนในหมู่บ้าน Z ต่างรักใครอดีตโจรคนนี้ แต่วันหนึ่งชาวบ้านจากหมู่บ้าน A ก็ตามโจรผู้นี้มาถึงหมู่บ้าน Z และมากลั่นแกล้ง ทำร้ายโจรผู้นี้อย่างทารุณ โหดร้าย และเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งคนในหมู่บ้าน Z เมื่อเห็นดังนี้ต่างก็ไม่เข้าใจว่า "ทำไมคนดีดีอย่างนี้จึงต้องถูกกระทำอย่างทารุณ...ไม่ยุติธรรมเลย" เห็นภาพชัดขึ้นไหมคะ?...เรื่องนี้เปรียบเทียบได้กับกรรมที่ส่งผลข้ามภพชาติ เปรียบการเปลี่ยนหมู่บ้าน คือ การเปลี่ยนภพชาติ คนในปัจจุบันที่เป็นคนดี แต่ทำไมมีชีวิตที่ทุกข์ นั่นก็เพราะผลกรรมชั่วได้ในอดีตตามส่งผลอยู่  หากเราไม่เข้าใจก็จะมองแค่เพียงปัจจุบัน และคิดว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” ไม่มีจริง เป็นต้น   แต่การให้ผลนั้นก็มีการแซงคิวกันได้ค่ะ อย่างที่บอกข้างต้นว่าบางทีเจตนาแรงกล้าก็ทำให้การให้ผลมีกำลังมากแซงคิวกรรมอื่นๆ ที่กระทำมาก่อนได้ มีเรื่องจริงเรื่องหนึ่งของคนฆ่าวัวขาย ซึ่งมีฐานะดีทีเดียว ลูกชายมีหน้าที่ไปเลือกซื้อวัวทุกวันวันหนึ่ง เจอวัวน้ำหนักดีจึงซื้อมา แต่เมื่อจับวัดขึงแล้วผ่าท้องวัวทั้งเป็น ปรากฎว่ามีลูกวัวตัวน้อยที่ยังมีชีวิตทะลักพรวดออกมา...เห็นดังนั้นจึงโมโหมากที่เหมือนถูกหลอก เพราะที่วัวน้ำหนักมากเพราะมีลูกในท้องนั่นเอง เมื่อเห็นลูกวัวร้องจ้องมาที่ตนจึงเอามีดแหลมแทงตาลูกวัวทันที แล้วเอาอีโต้ตัดขาลูกวัวสดๆ แล้วนำลูกวัวไปต้มน้ำร้อนถึงแก่ความตายในที่สุด...ต่อมาไม่นานในขณะที่กำลังหั่นเนื้อวัวอยู่นั้นอยู่ไม่รู้ยังไงมือที่ถือมีปลายแหลมเกิดกระตุกขึ้นมามีดจึงจิ้มเข้าไปที่ตาขวาข้างเดียวกับที่จิ้มตาลูกวัวตาบอดทันที...กลายเป็นคนพิการ แต่ก็ยังช่วยกิจการได้ต่อไปหลังจากนั้นในขณะที่กำลังเอาเนื้อวัวเข้าเครื่องบดอยู่นั้น อยู่ๆ มือของตนก็ถูกดูดเข้าเครื่องบดเจ็บปวดแสนสาหัส ร้องเสียงโหยหวนเหมือนลูกวัวตัวนั้น เมื่อช่วยกันดึงมือออกมามือนั้นกุดถึงข้อมือ เท่ากับที่ตนตัดขาลูกวัวทีเดียว...ผู้ที่เล่าเป็นผู้หนึ่งที่ทำงานในโรงฆ่าวัวนั้น เมื่อเห็นเหตุการณ์โดยตลอดจึงตัดสินใจออกจางานนั้นทันที และหมั่นทำบุญปล่อยวัว ไถ่ชีวิตสัตว์เพื่อเร่งทำบุญหนีวิบากกรรมของตน แม้ว่าจะฆ่าวัวมามาก แต่ความแตกต่างจากลูกชายของเจ้าของก็คือ เจตนา ผู้เล่าไม่เคยคิดอยากจะทำเลย แต่เนื่องจากถูกบังคับให้ทำ แต่ลูกชายเจ้าของนั้นฆ่าลูกวัวด้วยโทสะ โหดเหี้ยม และมีเจตนาแรงกล้านัก จึงทำให้วิบากกรรมชั่วนี้ ส่งผลอย่างรวดเร็วในปัจจุบันชาติ ที่แม้ว่าจะทำในชาตินี้ แต่ผลกรรมวิ่งเร็วแซงหน้ากรรมที่เคยทำมาในอดีตชาติ ทำให้เราเห็นชัดเจนว่าทำอะไรได้อย่างนั้นจริงๆ   โดยส่วนตัวแล้วชอบประโยคหนึ่งที่มีคนเคยพูดเอาไว้ว่า “เส้นลายมือ อาจลิขิตชีวิตเราไว้แล้ว...แต่เส้นลายมือทั้งหมดนั้นก็อยู่ในกำมือเราเอง” ซึ่งความจริงก็เป็นอย่างนั้นค่ะ เพราะแม้ว่ากฎแห่งกรรมจะได้ออกแบบ  หรือ Set up ชีวิตของเราเอาไว้แล้ว แต่เราก็ยังสามารถกำหนดชีวิตของเราได้ด้วยการกระทำของเราเองในปัจจุบันนี้ เพราะทุกปัจจุบันขณะ ก็จะค่อยๆ กลายเป็นอดีตที่รอส่งผลให้เรา ยิ่งถ้าเราทำกรรมดี ด้วยเจตนาที่แรงกล้ามากๆ และกระทำอย่างต่อเนื่อง กรรมดีนั้นก็จะแซงคิวกรรมต่างๆ ที่รอส่งผลจากอดีตชาติจนสามารถส่งผลให้เราในชาตินี้ได้เช่นกัน ดังนั้น ขอให้เราทำความเข้าใจกับกฎแห่งกรรม อย่างถูกต้อง และหมั่นกระทำแต่ความดีในปัจจุบันนี้ อดีตทีผ่านไปแล้ว เราเรียกร้อง หรือ จะกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้ มีเพียงปัจจุบันเท่านั้นที่เป็นของเราอย่างแท้จริง...เพียงแค่เรายึดมั่นในความดี และเชื่อมั่นว่า “ทำดีย่อมได้ดี” เพียงเท่านี้ เราก็จะ เข้าใจชีวิต ยอมรับในทุกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตว่าเป็นผลจากการกระทำของเราเอง ทำให้เรารู้จักปล่อยวาง และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขในที่สุดค่ะ...   เมื่อไหร่ที่คิดจะทำอะไรไม่ดีกับใคร ขอให้เตรียมใจเอาไว้เลยว่าเราก็ต้องประสบกับสิ่งนั้นอย่างแน่นอนในระดับที่รุนแรงกว่าสิบเท่า ร้อยเท่า แล้วเราจะรับไหวรึเปล่า? ดังนั้น หากเรารักตัวเองจริง ก็ต้องหมั่นทำแต่ความดีเท่านั้น...ขอให้ต่อแต่นี้ทุกคนทำแต่ความดีกันนะคะ รับรองว่าเมื่อผลแห่งกรรมดีส่งผลเมื่อไหร่ เราจะรับผลดีนั้นแทบไม่ทันเลยค่ะ ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ : http://yesmorocco.com/2013/03/writing-cause-and-effect-essay/

    Views 1,105 
  • กฎแห่งจักรวาล (ตอนที่ 1)

    กฎแห่งจักรวาล The Universe Law   สวัสดีค่ะ วันนี้อยากจะมาแบ่งปันเรื่องของ “กฎ” กัน ดูเหมือนว่าเราจะหนีไม่พ้นคำว่า “กฎ กฎ แล้วก็ กฎ” กันนะคะ เมื่อตอนเป็นเด็กอยู่ในบ้านก็มีกฎประจำบ้าน เข้าโรงเรียนก็มีกฎประจำโรงเรียน พอเข้ามหาวิทยาลัย ก็มีกฎประจำมหาวิทยาลัย ทำงานก็มีกฎประจำที่ทำงาน อยากจะหลุดพ้นจากกฎ ลาออกจากที่ทำงานมา ก็ยังมีกฎหมายประจำบ้านเมืองเรา ใหญ่กว่านั้นก็มีกฎหมายสากลอีก ดังนั้นจะเห็นว่าเมื่อเราเกิดมาบนโลกใบนี้ เห็นทีเราจะหนีไม่พ้น “กฎ” ที่คอยบังคับ ควบคุมการกระทำของเราอย่างแน่แท้ค่ะ แล้วนอกจากกฎหมายสากลที่ใช้กันในระหว่างประเทศแล้ว ยังมีกฎอะไรอีกหรือไม่ ? ลองนึกกันดูเล่นๆ สิคะ...นึกออกไหม?   บางคนอาจจะคิดว่านอกจากกฎหมายสากลแล้ว ก็คงจะไม่มีกฎอะไรนอกเหนือจากนี้อีก...ซึ่งเป็นความคิดที่ยังไม่ถูกต้องซะทีเดียวนะคะ เพราะเรายังมีกฎที่เรียกว่า “กฎแห่งกรรม หรือ Law of Karma” คอยควบคุมบังคับเราอยู่ ซึ่งกฎนี้อยู่เหนือกฎใดๆในโลก มีขอบเขตครอบคลุมทั้งจักรวาล เราจึงอาจเรียกกฎแห่งกรรมได้ว่าเป็น “กฎแหงจักรวาล”ค่ะ   กฎนี้ชาวต่างชาติจะเข้าใจมากกว่าถ้าเราใช้คำว่า “Cause and Effect” หรือ หลักแห่งเหตุ และ ผล ดังนั้นขอบอกเลยว่าถ้าใครมั่นใจว่าตัวเราเป็นคนมีเหตุมีผล หรือ เชื่อเรื่องการกระทำของเราเอง เช่น เราจะดีได้ก็ด้วยตัวเอง ไม่ใช่พึ่งดวง โชคลาภ อะไรแบบนั้น ก็ต้องสนใจ หรือ ควรมาศึกษาเรื่อง “The Law of Karma” กันนะคะ   อย่างที่เคยบอกเอาไว้แล้วนะคะว่า พระพุทธศาสนา เป็นศาสนาสากลที่ไม่เหมือนใครจริงๆ เพราะไม่ได้เน้นให้คนเชื่ออย่างไร้เหตุผล แต่เน้นเรื่องการปฏิบัติ และการกระทำมากๆ จนกว่าจะพิสูจน์ได้ว่าจริง จึงจะปักใจเชื่อค่ะ...และสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนก็เป็นเรื่องของสัจธรรม หรือ ความจริงของชีวิต โลก และจักรวาลล้วนๆ ไม่ได้มีอะไรที่จะบ่งบอกว่าพระพุทธองค์สอนให้เชื่องมงายไร้เหตุผล   แต่เนื่องจากสัจธรรมของชีวิต โลกและจักรวาลนี้มีทั้งเรื่องที่เห็น และพิสูจน์ได้ง่ายๆ จากคนทั่วๆไป และเรื่องที่เป็นเรื่องที่ไม่ได้พิสูจน์ได้ทั่วไป เช่น กฎแห่งกรรม เรื่องภพภูมิต่างๆ นรก หรือ สวรรค์ รวมถึงชีวิตหลังความตาย ซึ่งทุกอย่างล้วนเกี่ยวข้องกันอย่างไม่สามารถจะแยกออกได้ ดังนั้นเพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้นจะขอแบ่งคำสอนของพระพุทธองค์ออกเป็น 2 ส่วน ในภาพใหญ่คือ คำสอนที่เป็นเรื่องที่สามารถพิสูจน์ได้ง่ายเป็นเรื่องในปัจจุบัน และ คำสอนที่เป็นเรื่องที่พิสูจน์ไม่ง่ายดังที่กล่าวไว้ค่ะ   ที่ว่าพิสูจน์ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ใช่ว่าไม่มีวิธีพิสูจน์นะคะ เพราะวิธีการนั้นพระพุทธเจ้าได้อธิบายไว้หมดแล้ว คือ พิสูจน์ด้วยการฝึกสมาธิทั้งสมถะ และวิปัสสนา จนกระทั่งสามารถรู้แจ้งเห็นแจ้งด้วยตัวเองได้....แต่จะมีสักกี่คนละคะที่ตั้งใจ ฝึกฝน ปฏิบัติตนตามอย่างที่ท่านสอนได้จริงๆ และที่น่าเสียดายไปกว่านั้นคือ ตัวเองยังไม่ทันได้ลงมือพิสูจน์ หรือ ลองพิสูจน์แล้วแต่ยังไม่ท่านเห็นผลอะไร ก็รีบตัดสินแล้วว่า คำสอนของท่านไม่เป็นความจริง อย่างที่เรามักได้ยินกันบ่อยๆเกี่ยวกับเรื่องนรกสวรรค์ว่า “สวรรค์ในอก นรกในใจ” หรือ “เอาสวรรค์มาล่อ เอานรกมาขู่”ทั้งๆ ที่มีพระอริยสงฆ์หลายๆ องค์ ที่ท่านสามารถพิสูจน์ด้วยตัวเองมาแล้ว...เอาว่าไม่ได้บอกให้เชื่อนะคะ แต่แค่ให้ฟังเอาไว้บ้างแล้วอย่างเพิ่งรีบตัดสิน...ที่น่าสนใจคือ เรื่องกฎแห่งกรรมเข้าข่ายทั้ง 2 กรณี คือ พิสูจน์ได้ง่ายในปัจจุบัน และพิสูจน์ได้ไม่ง่ายเฉพาะผู้ที่มีกำลังสมาธิดีเยี่ยมเท่านั้น เรามาดูกันต่อในตอนหน้านะคะว่าทั้ง 2 กรณีนี้เป็นอย่างไร ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ : http://camillealbrecht.com/tag/universal-laws/

    Views 2,850 
  • วันมาฆบูชา วันแห่งความรักในพระพุทธศาสนา

    วันมาฆบูชา วันแห่งความรักในพระพุทธศาสนา   ชวงเดือนกุมภาพันธ์แบบนี้เป็นเดือนที่ใครๆ ก็รู้ว่าเป็นเดือนแห่งความรัก เพราะวันที่ 14 กุมภาพันธ์ เป็นวันวาเลนไทน์นั่นเองค่ะ ซึ่งวันนี้ผู้คนมักจะมอบของที่แสดงให้คนที่เรารักรู้ถึงความรักที่เรามีต่อเขา ไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ ญาติพี่น้อง หรือ คนรัก เป็นเทศกาลที่อบอุ่นมากค่ะ   แต่สำหรับพุทธศาสนิชน เราต่างรู้ดีว่าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์แบบนี้เป็นช่วงเทศกาลวันสำคัญททางพระพุทธศาสนาซึ่งก็คือ “วันมาฆบูชา” ค่ะ ในช่วงปีหลังๆมานี้ เรามักจะรณรงค์ให้วันนี้เป็นวันแห่งความรักในพระพุทธศาสนา เพราะเป็นวันทีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ประทานโอวาทอันทรงคุณค่าแก่เหล่าพุทธบริษัท 4 ด้วยความรักความเมตตาอย่างเปี่ยมล้น เพื่อการธำรงค์รักษาพระพุทธศาสนาไว้ให้คงอยู่คู่กับโลกใบนี้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งจะนานเท่าไหร่นั้นก็ขึ้นอยู่กับพวกเราทุกคนค่ะ ว่าจะรวมกันเป็นหนึ่งแล้วสืบทอดพระพุทธศาสนาไปได้ยาวไกลแค่ไหน   ในฐานะชาวพุทธเรามาดูกันว่าวันนี้มีความสำคัญอย่างไรบ้าง วันมาฆบูชา  "มาฆบูชา" ย่อมาจาก "มาฆปูรณมีบูชา" ค่ะ ซึ่งหมายถึงการบูชาในวันเพ็ญกลางเดือนมาฆะ ตามปฏิทินของอินเดีย หรือเดือน 3 ตามปฏิทิจันทรคติของไทย โดยปกติมักจะตกช่วงเดือนกุมภาพันธ์หรือมีนาคม นับตั้งแต่วันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ตรัสรู้ธรรมเป็นเวลา 9 เดือนเต็ม ท่านก็ได้เร่งเผยแผ่พระสัทธรรมคำสอนอันเป็นสัจธรรมเรื่อยมา จนกระทั่งท่านได้มาประทับอยู่ที่กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ ซึ่งมีพระเจ้าพิมพิสารเป็นกษัตริย์ผู้ครองนครอยู่ในขณะนั้น เมื่อพระองค์ได้สดับพระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน แล้วภายหลังจึงได้ถวายสวนป่าไผ่ หรือ  เวฬุวัน ให้เป็นสถานที่ในการสร้างวัดแห่งแรกในพระพุทธศาสนา เรียกว่า “วัดเวฬุวันมหาวิหาร” และที่แห่งนี้เองที่พระพุทธเจ้าได้ใช้เป็นสถานที่ในการประชุมสงฆ์เป็นครั้งแรกในพระพุทธศาสนา   ในวันนี้มีความสำคัญอย่างที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้นว่า เป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านได้ประทานโอวาทอันทรงคุณค่า คือ โอวาทปาติโมกข์ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็น “หัวใจของพระพทธศาสนา” เลยทีเดียว มีใจความว่าให้ทุกคน “งดเว้นความชั่วทั้งปวง ทำความดีให้ถึงพร้อม ทำใจให้บริสุทธิ์ผ่องใส”  หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ละชั่ว ทำดี ทำใจให้ผ่องใส” ค่ะ โดยในรายละเอียดได้นำมาเล่าให้ฟังกันแล้วในตอน “หัวใจพระพุทธศาสนา” ลองกลับไปอ่านกันได้นะคะ   ไม่เพียงแค่นั้นค่ะจุดเด่นของวันนี้ คือ “จาตุรงคสันนิบาติ” หรือ วันที่มีการประชุมพร้อมด้วยองค์ 4 อันมีเหตุอัศจรรย์ปรากฎขึ้น 4 ประการด้วยกัน ดังนี้ พระสงฆ์สาวกมาประชุมพร้อมกันทั้ง 1,250 รูป โดยมิได้นัดหมาย พระสงฆ์ที่มาประชุมทั้งหมดต่างล้วนเป็น "เอหิภิกขุอุปสัมปทา" หรือผู้ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้าโดยตรง พระสงฆ์ทั้งหมดที่มาประชุมล้วนเป็นพระอรหันต์ผู้ทรงอภิญญา 6 วันดังกล่าวตรงกับวันเพ็ญ (พระจันทร์เต็มดวง) มาฆปุรณมีดิถี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3     เราอาจได้ยินได้ฟัง หรือ เรียนกันมาตั้งแต่เด็กๆ ถึงความสำคัญ 4อย่างนี้ ซึ่งบางท่านอาจจะฟังเป็นเหมือนเรื่องเล่า หรือ นิทานปรัมปรา ซึ่งไม่คิดว่าจะมีเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้นจริงๆ ซึ่งบางเรื่องดูจะเป็นเรื่องเหลือเชื่อ เช่น พระสงฆ์มารวมกันได้อย่างไรโดยมิได้นัดหมาย หรือ แล้วพระสงฆ์ที่บวชโดยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นอย่างไร แล้ว อภิญญา 6 คืออะไร เป็นต้น เรามาค่อยๆ ดูกันค่ะ   พระอรหันต์ คือ พระอริยบุคคลที่สามารถฝึกฝนตนเองขจัดกิเลส เจริญสมถวิปัสสนาจนกระทั่งหมดกิเลส ได้อภิญญา 6 ซึ่งแปลว่า ความรู้ยิ่ง หมายถึงปัญญาความรู้ที่สูงเหนือกว่าปกติ ในที่นี้หมายถึง คุณสมบัติพิเศษของพระอริยบุคคลซึ่งเป็นเหตุให้มีอิทธิฤทธิ์ต่างๆ มี 6 อย่าง คือ อิทธิวิธิ แสดงฤทธิ์ได้ เช่น ล่องหนได้ เหาะได้ ดำดินได้ ทิพพโสต มีหูทิพย์ เจโตปริยญาณ กำหนดรู้ใจผู้อื่นได้ ปุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกชาติได้ ทิพพจักขุ มีตาทิพย์ อาสวักขยญาณ รู้การทำอาสวะให้สิ้นไป   จากการที่พระอรหันต์ท่านมีอภิญญานี้เอง ทำให้ท่านรู้วาระจิตผู้อื่นได้ เมื่อถึงวาระที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านเห็นควรแก่เวลาในการเผยแผ่พระธรรมคำสอนที่พระองค์ได้ตรัสรู้ธรรมมาแล้ว ท่านจึงเรียกประชุมพระอรหัสตสาวกทุกพระองค์ในเวลานั้น ด้วยการสื่อสารกันภายใน ด้วยวาระจิต โดยที่ไม่ต้องมีการเขียนกำหนดการนัดหมายใดๆ หรือใช้อุปกรณ์สื่อสารชนิดใดทั้งสิ้น เวลาที่ท่านผู้รู้ทั้งหลายเข้าถึงธรรมกันแล้ว ภายในท่านจะสามารถเชื่อมถึงกันได้ ขอให้เรานึกเปรียบเทียบกับระบบอินเตอร์เน็ตก็แล้วกันค่ะ เมื่อใดที่เราเชื่อมกับระบบออนไลน์แล้ว เราก็สามารถ chat กันได้หมด ฉันใดก็ฉันนั้นค่ะ เมื่อทุกองค์มีญาณทัสสนะแล้วก็เท่ากับว่า ได้เข้าสู่ระบบออนไลน์ คราวนี้จะพูดคุยกันอย่างไรก็ไม่มีปัญหา...นี่เองคือเหตุผลว่าทำไม การประชุมรวมกันโดยมิได้นัดหมายจึงเกิดขึ้น   สำหรับการบวชแบบเอหิภิกขุอุปสัมปทานั้น ต้องบอกว่าเป็นการบวชประเภทแรกในพระพุทธศาสนา เนื่องจากในยุคแรกนั้น ยังมีพระสงฆ์ไม่มาก และโดยส่วนมากพระองค์จะเป็นผู้เทศน์สอนด้วยพระองค์เอง พระองค์จึงเป็นผู้บวชให้ โดยพระองค์จะตรัสเรียกผู้นั้น ซึ่งยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ให้เข้าเป็นภิกษุว่า  “เธอจงเป็นภิกษุมาเถิด  ธรรมเรากล่าวดีแล้ว   เธอจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด”    การตรัสพระวาจาเพียงแค่นี้ก็สำเร็จเป็นภิกษุในพุทธศาสนา แต่หากผู้นั้นบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ตั้งแต่ก่อนบวชแล้ว ท่านจะตรัสเพียงว่า “เธอจงเป็นภิกษุมาเกิด  ธรรมเรากล่าวดีแล้วเธอจงประพฤติพรหมจรรย์เถิด”     เป็นอย่างไรบ้างคะ ฟังแล้วทำให้เราเห็นความสำคัญของวันมาฆบูชาได้อย่างชัดเจนขึ้นแล้วนะคะ อยากให้ทุกท่านภูมิใจค่ะว่าพระบรมศาสดาของเรานั้นไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ที่ท่านได้ดวางหลักการในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเอาไว้อย่างรัดกุม และทรงประสิทธิภาพ ทำให้พระพุทธศาสนานั้นได้เผยแผ่กว้างไกลมาจนถึงประเทศไทยเรา และสืบทอดต่อมาถึงยุคของพวกเราทุกคนนี้...เราในฐานะพุทธศาสนิกชน ควรหมั่นศึกษาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธองค์เอาไว้ให้เข้าใจถ่องแท้ ที่สำคัญเรียนรู้แล้วให้นำมาปฏิบบัติจนกระทั่ง ก่อให้เกิดเป็นผลที่ดีแก่ตนเอง และช่วยกันเผยแผ่สิ่งดีดีนี้ออกไป จึงจะเรียกว่า เราได้ทำหน้าที่ชาวพุทธให้เกิดประโยชน์แล้วแก่ทั้งตนเอง และสังคมของเราได้อย่างแท้จริงค่ะ   ขอบคุณรูปภาพจากเว็บไซต์: http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=moon11&month=23-02-2012&group=7&gblog=4

    Views 1,936 
  • เชื่ออย่างไร?...สไตล์พุทธ ( ตอนที่ 2)

    เชื่ออย่างไร?...สไตล์พุทธ ( ตอนที่ 2)   จากตอนที่แล้วเราได้ทราบถึงหลักในการเลือกนำธรรมะ หรือ ความรู้เฉพาะที่เป็นประโยชน์ต่อสรรพสัตว์ ในการเข้าถึงธรรมเท่านั้นมาสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในเรื่อง “ใบไม้ในกำมือ” กันไปแล้ว ตอนนี้จะเน้นในเรื่องของ การเชื่อสไตล์พุทธ ที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นค่ะ   การที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลือกเน้นสอนเฉพาะสิ่งที่เป็นไปเพื่อการหลุดพ้นเท่านั้น ก็เพราะว่าสรรพสัตว์ในจักรวาลนี้เปรียบได้กับ ชายผู้ถูกยิงด้วยธนู อาการสาหัส สิ่งที่ควรทำอย่างแรกคือ ถอนธนูออกจากร่างกาย แล้วรักษาบาดแผลให้หาย เพื่อรักษาชีวิตให้รอด แต่หากชายผู้นั้นเป็นคนเขลา กลับมุ่งสงสัย ใคร่รู้ว่า “วิถีธนูมาจากทิศไหน ใครเป็นผู้ยิงเขา ยิ่งไปทำไม ยิ่งเพื่ออะไร ฯลฯ” แล้วไปแสวงหาคำตอบเหล่านั้นก่อนโดยที่ไม่ถอนธนูออก แน่นอนว่าในที่สุดเขาก็ต้องตายโดยที่ยังไม่ได้คำตอบอะไรทั้งสิ้น...เช่นเดียวกันกับพระพุทธเจ้าที่ท่านพร้อมบอกวิธีช่วยเหลือในการถอนธนูออกจากร่างกาย และรักษาบาดแผลให้หายได้ด้วยวิธีที่ท่านเลือก และพิสูจน์มาแล้วว่ารักษาให้หายได้จริง (เหมือนพระสัทธรรมที่ท่านเลือกมาสอน เช่น ใบไม้ในกำมือ) แต่หากเราไม่สนใจรีบเข้ารับการรักษาก่อน (หลงเพลินไปกับสิ่งต่างๆ รอบตัว ทั้ง รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมรมณ์) เราก็จะต้องหมดอายุขัยตายไปเปล่าๆ อีกหนึ่งชาติ โดยที่ไม่ได้ลงมือฝึก หรือ ปฏิบัติอะไรเลย เพื่อหนทางแห่งการหลุดพ้นอย่างแท้จริง ทั้งที่มีโอกาสได้เกิดมาเป็นมนุษย์ซึ่งมีร่างกายพร้อมสำหรับการปฏิบัติแล้ว ก็เหมือนกับชายผู้โง่เขลา ที่ถูกธนูปักอกตายผู้นั้น   ผู้ที่ฉลาดเมื่อได้พบกับคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว จะต้องมีความตระหนักว่า สิ่งที่บุคคลผู้มีความบริสุทธิ์บริบูรณ์เช่นนี้ ได้กล่าวเอาไว้นั้น มีหลักการที่น่าสนใจ แม้ว่าหลายๆ สิ่ง ยังคงเป็นสิ่งที่เห็นตามไม่ได้ และแม้ว่าฝึกก็ต้องอาศัยเวลา (เช่น พวกภพภูมิต่างๆ กฏแห่งกรรม ฯลฯ) ก็จะยังไม่ปฏิเสธว่าไม่มี (เพราะคนทำได้จริงก็มีอยู่) แต่จะลองศึกษา และลงมือปฏิบัติ เพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้สอนไว้ให้ผลได้จริงตามนั้นหรือไม่ ซึ่งก็สามารถเริ่มพิสูจน์ได้ตั้งแต่ ลองนำหลักธรรมต่างๆ มาประยุกต์ปฏิบัติในชีวิตจริง เช่น จะทำงานก็ให้มีอิทธิบาท 4  จะครองใจคนก็ให้มี สังคหวัตถุ 4 จะรวยก็ให้มีคาถาเศรษฐี จะมีครอบครัวก็ให้มี วุฒิธรรม 4 จะแก้ปัญหาอะไรก็ให้ยึดหลัก อริยสัจ 4 เป็นต้น แล้วเราก็จะรู้ด้วยตนเองว่าคำสอนของท่านดีจริงไหม   เมื่อเห็นผลดีในเรื่องเบื้องต้นแล้ว ก็ให้ค่อยๆ พิสูจน์ในเรื่องที่ละเอียด ลึกซึ้งมายิ่งขึ้น ด้วยการฝึกจิตในของเราด้วยสมาธิ ซึ่งก็มีทั้งระดับ สมถะ และวิปัสสนา ฝึกให้ได้เห็นผลตามแต่ที่ระดับใจของเราจะฝึกได้ แล้วค่อยพัฒนาให้ใจละเอียดต่อเนื่องไปเรื่อยๆ แล้วเราก็จะพบผลดีที่เกิดจากการฝึกใจเราให้ ใส สะอาด บริสุทธิ์ หยุด นิ่ง ได้ในที่สุดค่ะ   มาถึงตรงนี้อยากจะกล่าวถึงบางคนที่เชื่อในวิทยาศาสตร์ ที่เห็นได้พิสูจน์ได้ และคิดว่าพุทธศาสตร์ เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเกินไป จึงจะขอยกตัวอย่างเปรียบเทียบอะไรสักหน่อยค่ะ... การที่นักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า “เชื้อไวรัสมีอยู่ในอากาศ แต่เรามองไม่เห็น เพราะไวรัสตัวเล็กมาก” ถามว่าเราเชื่อไหมคะ? ส่วนใหญ่ก็จะต้องตอบว่า “เชื่อ” เชื่อเพราะอะไร? ก็เพราะว่ามีกลุ่มนักวิจัยเขาพิสูจน์มาแล้ว แต่ถามว่า...แล้วคนทั่วไปมีสักกี่คนที่ได้มีโอกาสไปเข้าห้องวิจัย ไปส่องกล้องจุลทรรศน์ดูให้เห็นด้วยตาตัวเองแบบนั้น นอกจากพวกนักวิทยาศาสตร์ที่เขาทดลอง ส่องกล้อง แล้วก็เอาผลการวิจัยมาประกาศลงวารสารให้เราทราบ ซึ่งสัดส่วนผู้ที่เป็นนักวิจัย กับคนทั่วไปในโลกในนี้ที่มีโอกาสได้ทดลองคงมีแค่ 1 ในล้าน เท่านั้น...แล้วทีแบบนี้ทำไมเราเชื่อล่ะคะ   อีกตัวอย่างหนึ่ง สมัยก่อนคนว่าโลกแบบ แต่สุดท้ายนักดาราศาสตร์ก็บอกว่า โลกกลม เมื่อก่อนบอกว่าเรามีแค่ระบบสุริยะจักรวาลเดียว แต่พอนานวันเข้าก็พิสูจน์ได้ว่ามีจักรวาลมากมาย นับไม่ถ้วนเลย...เราเชื่อไหมคะ ส่วนใหญ่ก็บอก “เชื่อ” เชื่อเพราะอะไร? เชื่อเพราะว่ามีนักดาราศาสตร์ ที่ส่องกล้องโทรทรรศน์ที่มีกำลังขยายสูงมากๆ ส่องเห็นมาแล้ว หรือ ที่ว่าโลกกรมเพราะมีมนุษย์อวกาศได้เดินทางออกนอกโลกไปเห็นมาแล้วก็ส่งภาพมาให้เราดู แล้วมีสักกี่คนเหรอคะที่ได้มีโอกาสได้ไปส่องกล้องที่ประสิทธิภาพสูงสุดแบบนั้น ส่องดูด้วยตาตัวเองว่ามีจักรวาลอื่นๆ อีกมากมาย และออกนอกโลกไปเห็นโลกกลมด้วยตาตัวเอง...ก็คงมีกลุ่มนักดาราศาสตร์ หรือนักบินอวกาศที่ศึกษาเรื่องนี้ เทียบสัดส่วนกันก็ 1 ในล้าน ของทั่วโลกอีกนั่นล่ะค่ะ...แล้วทำไมแบบนี้เรายังเชื่อเลย   แต่พอบอกว่าพระพุทธเจ้าค้นพบว่า ในจักรวาลนี้ไม่ได้มีแค่ภพภูมิมนุษย์เท่านั้น ยังมีภพภูมิอื่นๆ อีก เช่น มี ผี เปรต อสูรกาย สัมภเวสี สัตว์นรก นาค ครุฑ ยักษ์ อยู่ในภพภูมินรก สวรรค์ พรหม อรูปพรหม เป็นต้น รวมถึงมนุษย์ก็ไม่ได้เกิดหนเดียว ตายหนเดียว เกิดมานับภพนับชาติไม่ถ้วนแล้ว...เราเชื่อไหมคะ คนส่วนมากในยุคนี้ก็จะบอกว่า “ไม่เชื่อ” ไม่เชื่อเพราะอะไร? ไม่เชื่อเพราะว่าพิสูจน์ด้วยตัวเองไม่ได้...เห็นถึงความแตกต่างไหมคะ...ทั้งที่ในหลายๆคน ก็ไม่ได้เคยพิสูจน์การเห็นไวรัส และนอกอวกาศเหมือนกัน แต่กลับกล้าที่จะบอกว่า “เชื่อ” แต่กรณีนี้กลับปักใจว่า ไม่เชื่อ ซะอย่างนั้น...   ถามว่าสิ่งเหล่านี้ไม่มีใครพิสูจน์มาเลยหรือ ? ก็ไม่ใช่ เพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมากว่า 2,500 ปี นับตั้งแต่สมัยพุทธกาลนั้นมีคนมากมายที่เปิดโอกาสให้ตัวเองทดลอง ปฏิบัติตามแนวทางที่พระพุทธเจ้าได้สอนเอาไว้ แล้วก็บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์กันมากมาย หรือ แม้ยังไม่บรรลุธรรม แต่ก็สามารถเห็นภพภูมิ  นรก สวรรค์ได้มากมายนับไม่ถ้วนเลย แม้แต่ในประเทศไทยก็มีพระอาจารย์ชื่อดังหลายๆ ท่าน ในอดีตจนถึงปัจจุบันที่ก็ยืนยันว่า ท่านปฏิบัติจริง เห็นจริง บ้างก็ได้มาเผยแพร่เรื่องของ กฏแห่งกรรม การระลึกชาติ หรือแม้แต่คนธรรมดาทั่วไป ก็ยังสามารถระลึกชาติของตัวเองได้ ในกรณีที่เมื่อตายแล้วเกิดใหม่เป็นมนุษย์ทันที ไม่ได้มีการผ่านภพภูมิอื่นๆ มาก่อนที่จะเกิด ทำให้ความจำต่างๆ ยังคงชัดเจนอยู่ในดวงจิต เมื่อมาเกิดใหม่ พอเริ่มจะพูดได้ จึงเริ่มพูดถึงชีวิตของตัวเองในอดีต และตามหาครอบครัวเดิม ก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไป...ซึ่งแม้ว่าเราจะไม่ใช่คนที่เห็นนรก สวรรค์เอง ระลึกชาติเอง แต่แล้วความแตกต่างกับกรณีข้างต้นอยู่ตรงไหน? เพราะข้างต้นนั้นบางท่านก็ไม่ได้ไปดูด้วยตาตัวเองเหมือนกัน แค่มีกลุ่มคนที่พิสูจน์มาแล้ว มาบอกต่อเราก็ยังเชื่อได้ แต่ทำไมพอเป็นเรื่องนี้เรากลับรีบปฏิเสธเสียงแข็งว่า “ไม่มี”   หากจะหาจริงๆ ว่าความแตกต่างที่จะทำให้เชื่อ หรือ ไม่เชื่อ อยู่ตรงไหน ก็คงจะอยู่ตรงที่ว่า นักวิทยาศาสตร์ถ่ายภาพออกมาให้เราดู เราเลยเชื่อ แต่เผอิญว่าในเรื่องภพภูมิเหล่านี้ไม่มีกล้องอะไรสามารถเก็บภาพมาได้ เพราะเป็นภพภูมิละเอียด ต้องอาศัยการฝึกจิตให้ละเอียดมากพอ ซึ่งเปรีบเสมือนการจูนหาคลื่นวิทยุ ถ้าความถี่ไม่ตรงกันก็หาคลื่นไม่เจอนั่นเอง ซึ่งก็พอจะเป็นเหตุผลให้ไม่เชื่อได้ แต่หากคุณเชื่อในกระบวนการพิสูจน์ทางสถิติ การที่มีคนตายแล้วฟื้นแล้วนำเรื่องราวที่เขาเห็นในระหว่างที่เขาตาย มาเล่าให้ฟังว่า เขาเห็นยมทูตมารับตัว รอเข้าโรงพิพากษา เจอพญายมราช เห็นนรก เห็นสวรรค์ แล้วกลับมาเข้าร่างใหม่ ซึ่งมีเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นในสังคมเป็นร้อยเรื่อง...หรือ แม้แต่มีนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อ ศ.นพ.เอียน สตีเวนสัน ผู้ดำเนินการมากว่า 47 ปี ตั้งแต่ก่อนปี 2503 ซึ่งท่านได้พบผู้ที่จำอดีตชาติได้ หรือผู้ที่สืบชาติมาเกิดใหม่ จากชาติและศาสนาต่างๆ ทั่วโลก ทั้งใน ยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย แอฟริกา และทวีปเอเชีย (รวมทั้งประเทศไทย) มากกว่า3,000 กรณีศึกษา เก็บรวบรวมเป็นงานวิจัยที่นักวิทยาศาสตร์ยอมรับกันทั่วไป ว่ามนุษย์คงไม่ได้เกิดหนเดียว ตายหนเดียว มีภพชาติจริงๆ เป็นต้น   แล้วสำหรับคุณที่ยังคงรีบด่วน “ปฏิเสธ” ว่าเรื่องราวลึกซึ้งจากคำสอนของพระพุทธองค์ “ไม่มีจริง” น่าจะลองมาปรับความคิดกันใหม่ว่าให้เชื่อในระดับที่ว่า “มันอาจจะมีจริงก็ได้นะ” สังเกตุนะคะ...ไม่ได้บอกให้เชื่อเลยว่าใช่แนๆ แต่ให้เชื่อแบบเปิดใจรับทราบว่ามีเรื่องราวความเป็นจริงอย่างนี้ในพระพุทธศาสนา ไม่ด่วนปฏิเสธ เพราะทุกวันนี้สิ่งที่นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์ล้วนไม่พ้นความรู้ในพระพุทธศาสนาที่ได้มาจาก “ญาณทัสสนะ” อันบริสุทธิ์ เนื่องมาจากการฝึกสมาธิในขั้นสูง สิ่งเหล่านี้รอให้ทุกท่านพิสูจน์ด้วยตัวเองนะคะ   ถามว่าถ้าเรา “เชื่อ” ว่า ภพภูมิ การเวียนวายตายเกิด กฎแห่งกรรมมีจริง แล้วดียังไง? จำเป็นต้องรู้ด้วยหรือ? ตอบว่า จำเป็นอย่างมากที่สุดค่ะ เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลต่อตัวของเราเองตรงๆ เลย เพราะหากเราพอจะเชื่อว่า เราคงไม่ได้เกิดหนเดียวตายหนเดียว และยังมีภพสวรรค์สำหรับผู้ที่เป็นคนดี และมีนรกเอาไว้สำหรับคนทำชั่ว ภพชาติต่อไปที่ต้องมาเกิดอีกครั้งยังต้องการการสั่งสมบุญเพื่อให้เกิดมามีชีวิตที่ดีในภพชาติต่อๆไป วิถีการใช้ชีวิตของเราจะเปลี่ยน เราจะระมัดระวังการกระทำของเรามากยิ่งขึ้น ไม่ประมาทในการใช้ชีวิตที่เอาแต่จะเบียดเบียนคนอื่น เพื่อความสุขของตนเอง โดยไม่ต้องกังวลว่าเมื่อตายไปแล้วจะมีผลอะไรตามมา เพราะคิดว่าทุกอย่างชาติเดียว เผื่อว่าถ้าสิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้มีจริง แม้เรายังไม่สามารถเห็นได้เองในชาตินี้ แต่เมื่อเราต้องละโลกไปจริงๆ พิสูจน์ด้วยตัวเองจริงๆ เราก็จะได้ปลอดภัย ไม่ต้องไปถูกทรมานในนรก เพราะเราดำรงตนเป็นคนดีมาตลอด “เชื่อไว้บ้าง และทำดีในขณะที่ยังมีชีวิต ปลอดภัยกว่าไม่เชื่อเลย แล้วไปเจอของจริงในนรกเมื่อสายไปแล้ว” นะคะ   ดังนั้นจึงขอสรุปเรื่อง “เชื่ออย่างไร สไตล์พุทธ” ไว้ในตอนนี้อย่างสมบูรณ์ว่า เชื่อในแบบของพุทธะ หรือ ผู้รู้นั้น คือ ให้เชื่ออย่างมีสติ มีปัญญา เปิดใจ รับสิ่งใหม่ ไม่เชื่อปักใจในทัันที และไม่รีบด่วนปฏิเสธ แต่ให้ลงมือปฏิบัติว่าสิ่งที่ได้รับทราบมานั้นถูกต้องหรือไม่ด้วยตนเอง แต่ตราบใดถ้ายังไม่ลงมือพิสูจน์ หรือ ลงมือพิสูจน์แล้วแต่ยังไม่ถูกต้อง อย่าเพิ่งปักใจ และ ป่าวประกาศว่า “ไม่มีจริง” ค่ะ  ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ : http://images.palungjit.org/ ภาพ “จินตนาการแห่งสรวงสวรรค์” จาก คุณสุวัฒน์ แสนขัติยรัตน์ ศิลปินวัย 37ปี ชาวจังหวัดเชียงราย และอาจารย์ประจำสาขาวิชาศิลปะไทย ภาควิชาวิจิตรศิลป์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 

    Views 2,638 
read more...
  • วิธีพูดกับลูก โดยไม่ทำร้ายจิตใจ และให้เขายอมร่วมมือกับคุณ (ตอนที่ 3)

    วิธีพูดกับลูก โดยไม่ทำร้ายจิตใจ และให้เขายอมร่วมมือกับคุณ (ตอนที่ 3)   วันนี้เรามาติดตามต่อว่า ดร.เฮม  จีนอตต์ พูดถึงวิธีการจัดการกับอารมณ์โกรธของคุณพ่อคุณแม่อย่างไร  ในหนังสือ “วิธีพูดกับลูก โดยไม่ทำร้ายจิตใจของเขา และทำให้เขาร่วมมือยอมทำตามคุณ” ไปดูกันค่ะ   สำหรับอารมณ์โกรธนั้นเป็นอารมณ์ที่มีแต่ผลเสียเท่านั้น แต่เป็นเรื่องธรรมชาติของคนเราที่ก็ยังมีอารมณ์โกรธดังนั้นมาดูกันค่ะว่าพ่อแม่จะจัดการกับคำพูดเชิงลบ และอารมณ์โกรธอย่างไรบ้าง   ให้ตระหนักไว้เสมอว่า “คำพูดเชิงลบ ทำร้ายลูกเรา” เหมือนลูกศรอาบยาพิษ เด็กก็มีความรู้สึกทั้งทางร่างกาย และจิตใจ การทำร้ายเด็กด้วยคำพูด ส่งผลเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ เพราะทุกคำพูดจะถูกเก็บสะสม ครุกกรุ่นอยู่ในใจของเด็ก พ่อแม่พูดว่าเขาเป็นอย่างไร เขาก็เชื่อตามนั้นแม้ว่าเขาจะเถียงว่าไม่ใช่ แต่ลึกๆ เขากลับยอมรับทุกคำที่พ่อแม่ว่าเข้าไว้ในจิตใต้สำนึกเรียบร้อยแล้ว ซึ่งคำเหล่านี้พ่อแม่มักจะพูดโดยไม่ตั้งใจ เช่น “นับตั้งแต่เขาลืมตาดูโลก ลูกชายผมก็เป็นตัวปัญหา” “เหมือนแม่ไม่มีผิด หัวดื้อ” “เด็กชายตัวน้อยๆ เอาเวลาของฉันไปหมด เขาไม่รับผิดชอบอะไรเลย” เป็นต้น ดังนั้นพ่อแม่ให้ระวังในทุกคำพูดที่จะสื่อสารออกไปนะคะ   ความโกรธของพ่อแม่นั้น ส่งผลร้ายต่อลูกมาก เพราะเมื่อพ่อแม่โกรธ คำพูดเชิงลบจะออกมามากมาย ลูกจะรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่รักเขาแล้ว และแม้ว่าพ่อแม่ยังคงยืนยันว่ารักลูก แต่ในขณะที่ยังโกรธก็ไม่มีประโยชน์ พ่อแม่จึงต้องจัดการกับอารมณ์โกรธของตนเอง โดยให้ใช้เหตุผลว่าเพราะอะไรแม่ถึงโกรธ แล้วเมื่ออารมณ์เย็นแล้วจึงค่อยบอกรักลูก จะทำให้ลูกรับรู้ว่าเรารักได้อย่างแท้จริง   วิธีจัดการกับความโกรธนั้น คนทั่วไปอาจจะมองว่า การตั้งปณิธานกับตัวเองว่าจะไม่โกรธนั้นจะได้ผล แต่ความจริงแล้ว ดร.เฮม บอกว่ามันไร้ประโยชน์ เพราะความโกรธเหมือนพายุไม่สามารถเบรคได้ในทันที เป็นอารมณ์ธรรมชาติที่เราต้องเรียนรู้ และเตรียมใจไว้ ความโกรธมีกระบวนการขั้นตอน เราต้องเรียนรู้ที่จะจัดการกับความโกรธ...   ดร.เฮม ให้หลักการในการจัดการความโกรธ 3 ขั้นตอน คือ 1. ทำความรู้จักกับความรู้สึกต่างๆ ของตัวเองให้แจ่มชัด ให้เรารู้ว่าเราจะเริ่มโกรธเมื่อไหร่ อารมณ์แบบไหนที่เป็นจุดเริ่มต้นของความโกรธ  2. การแสดงความโกรธควรปล่อยให้ค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้เราและคนรอบข้างจัดการกับความโกรธนั้นได้อย่างเป็นขั้นตอน 3. ให้เหตุผลว่าเราโกรธเรื่องอะไร โดยบอกให้รู้ถึงความรู้สึกในใจ และอะไรคือสิ่งที่เราอยากให้มันเกิดขึ้น                 สามขั้นตอนข้างต้นนี้ทำให้เราเห็นว่าการจัดการกับความโกรธอย่างเข้าใจจะมีประโยชน์กว่าการเก็บกดอารมณ์ไว้ แล้วระเบิดออกมาภายหลัง...เมื่อเราเข้าใจตัวเองแล้ว เราจะรู้ตัวแล้วว่าจะโกรธ และเมื่อสามารถพูดคุยแก้ไขปัญหาได้ในระยะเริ่มต้นก็จะทำให้เราเย็นลงได้ ไม่ปล่อยให้ความโกรธเกิดขึ้นในระดับรุนแรง                เรื่องความโกรธนี้ ในทางพระพุทธศาสนานั้นสอนให้รู้จักฝึกสมาธิ และสติ จะช่วยให้อารมณ์เย็นมาขึ้น โดยส่วนตัวได้ฝึกสมาธิมาหลายปี แล้วพบว่าผลที่ได้อัศจรรย์มาก คือ เมื่อเราฝึกสติ และสมาธิจนเป็นนิสัย พอเราเริ่มจะโกรธเสียงจากข้างในนั้นเตือนเราขึ้นมาเลยว่า “นี่กำลังจะโกรธแล้วนะ” พอเรารู้ตัวว่าจะโกรธ แล้วเรารู้อยู่แล้วว่าความโกรธไม่ดี เราก็เริ่มที่จะมีสติจัดการกับปัญญานั้นๆ อย่างใจเย็น และนิ่ง บางครั้งอาจจะยังมีความโกรธบ้าง แต่แทนที่จะเป็นระดับ 10 เหลือความโกรธแค่ระดับ 5 ซึ่งก็เย็นพอที่จะทำให้เราจัดการอะไรๆ ได้อย่างดีเลยค่ะ   กลับมาเข้าเรื่องกันต่อ...พ่อแม่ที่สุขภาพจิตดี และมีความมั่นคงทางอารมณ์ไม่ได้เป็นพระอิฐพระปูน แต่พวกเขายอมรับกับอารมณ์นี้ ไม่ได้พยายามเก็บกดไว้ พวกเขาใช้ความโกรธเป็นแหล่งข้อมูล เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความรัก และความห่วงใยที่มีต่อลูก ดังตัวอย่างดังนี้ เมื่อลูกกลับมาที่บ้านตะโกนโวยวายว่า “หนูไม่มีเสื้อกีฬาใส่แล้ว” แม่ไม่พอใจแต่จัดการกับอารมณ์โกรธโดยพูดว่า “แม่ไม่พอใจนะที่ลูกพูดแบบนี้ เสื้อกีฬาลูกมีตั้งหกตัว แต่ลูกเก็บไม่เป็นระเบียบ เสื้อผ้ายังไงก็อยู่ในตู้นั่นแหละ” ตัวอย่างนี้จะเห็นว่าแม่บอกลูกไปตรงๆ ว่าไม่พอใจแล้วนะ แล้วอธิบายสิ่งที่เป็นปัญหาของลูกให้รู้ว่าลูกควรปรับปรุงตัวอย่างไร แต่สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งคือ เมื่อโกรธอย่าเอาเรื่องเก่ามาพูด ขุดคุ้ยความผิดพลาดของลูกจะทำให้ลูกเจ็บปวด    ในทางกลับกันความโกรธก็มีประโยชน์อยู่บ้าง หากรู้จักแสดงออกมาเพื่อให้ลูกรู้จักเกรงใจพ่อแม่บ้าง เพราะเมื่อลูกทำอะไรไม่ดี แล้วพ่อแม่โกรธลูกจะรู้สึกว่าพ่อแม่ใส่ใจตน แต่ความโกรธนั้นต้องแสดงออกมาอย่างถูกต้อง เป็นลักษณะความโกรธปนความเสียใจ ที่ลูกทำไม่ดี พร้อมด้วยการพูดคุยด้วยเหตุผล ให้ข้อคิด คำแนะนำตามความเป็นจริง               เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ ที่อยากจะจัดการกับความโกรธให้ได้ผล ลองทำตามคำแนะนำของ ดร.เฮม ดูนะคะ นับว่าเป็นวิธีที่ได้ผลทีเดียวค่ะ   ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ http://www.almightydad.com/parenting/talking-to-them-on-their-level  

    Views 1,790 
  • วิธีพูดกับลูก โดยไม่ทำร้ายจิตใจ และให้เขายอมร่วมมือกับคุณ (ตอนที่ 2)

    วิธีพูดกับลูก โดยไม่ทำร้ายจิตใจ และให้เขายอมร่วมมือกับคุณ (ตอนที่ 2)   วันนี้เรามาติดตามต่อว่า ดร.เฮม  จีนอตต์ วิธีการพูดชม เพื่อสร้างกำลังใจให้กับเด็กๆ ในหนังสือ “วิธีพูดกับลูก โดยไม่ทำร้ายจิตใจของเขา และทำให้เขาร่วมมือยอมทำตามคุณ” ไว้อย่างไร   สำหรับการพูดเพื่อให้กำลังใจต่อลูก เพื่อสร้างกำลังใจ และชี้แนะเด็ก ดร.เฮม ให้คำแนะนำไว้ว่า การที่เราคิดอยากจะชมลูกของเรา สิ่งสำคัญที่ต้องหลีกเลี่ยงคือ การชมโดยไม่มีเหตุผล เช่น “หนูเป็นเด็กดี”  คำชมแบบนี้เป็นคำชมแบบประเมิน ตัดสิน แม้ว่าจะตัดสินในแง่ดี แต่คำชมเหล่านี้จะทำให้เด็กเป็นกังวล เพราะเขาไม่รู้ว่าเขาเป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่ ในทางตรงกันข้ามควรชมให้เด็กเกิดความรู้สึก “เชื่อถือตนเอง” และ “เป็นตัวของตัวเอง” เช่น  “การที่หนูช่วยเหลือเพื่อนแบบนี้หนูเป็นเด็กดีมากนะจ้ะ” คำชมแบบนี้ชมว่าเขาเป็นเด็กดีเหมือนกัน แต่ว่าบอกเหตุผล ซึ่งเขาได้ทำไปแล้ว จะทำให้เขาไม่กังวลว่าเขาเป็นเด็กดีจริงหรือ และยังทำให้เขาภาคภูมิใจในตัวเองอีกด้วย...ดร.เฮม กล่าวว่า อย่างเบื่อ หรือขี้เกียจในการอธิบายเหตุผลในการชมลูก เพราะมันจะทำให้เขาเป็นเด็กที่มีเหตุมีผล และมีความภูมิใจในตัวเอง มีความมั่นใจในตนเองเมื่อโตขึ้น         จงให้คำแนะนำกับเด็ก แทนการตำหนิ เพราะว่าคำ “ตำหนิ” จะกล่าวโดยตรงกับคุณสมบัติโดยตรง และบุคลิกลัษณะของเด็ก ขณะที่ “คำแนะนำ” บอกถึงปัญหา และเสนอทางออกที่เป็นไปได้ เราจะไม่กล่าวถึงสิ่งที่เกี่ยวกับเด็กโดยตรง เช่น เมื่อลูกทำน้ำหกบนโต๊ะทานข้าว สิ่งที่ควรจะพูดคือ “น้ำหกแล้ว เทน้ำแล้วใหม่ก็แล้วกัน แล้วไปเอาผ้ามาเช็ดน้ำด้วยล่ะ” ลูกรีบปฏิบัติตาม มองแม่อย่างโล่งใจ แล้วกล่าวว่า “ขอบคุณค่ะ แม่” ที่เป็นเช่นนี้เพราะเราสอนให้เขารู้จักแก้ปัญหา จัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้น ในทางกลับกันหากแม่กล่าวว่า “คราวหน้าต้องระวังให้มากกว่านี้นะ” เด็กจะรู้สึกว่าตนเองถูกตำหนิทันที และอาจต่อต้านในสิ่งที่จะแนะนำต่อไป ดังนั้นหลักคือ “การจัดการกับเหตุการณ์ ไม่ช่จัดการตัวบุคคล”               จากคำแนะนำข้างต้นจะเห็นว่า แม้ว่าจะชมลูกของเราเองยังต้องมีวิธีการชมให้ถูกวิธีนะคะ เมื่อคุณพ่อคุณแม่ทราบแบบนี้แล้วก็ขอให้กล่าวชมลูกอย่างถูกวิธี เพื่อเป็นการสร้างเสริมกำลังใจให้เด็กๆ ได้มีพลังที่จะพัฒนาตนในด้านต่างๆ ต่อไปค่ะ   ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ http://www.pbs.org/parents/education/going-to-school/talking-with-kids-about-school/

    Views 1,607 
  • วิธีพูดกับลูก โดยไม่ทำร้ายจิตใจ และให้เขายอมร่วมมือกับคุณ (ตอนที่ 1)

    วิธีพูดกับลูก โดยไม่ทำร้ายจิตใจ และให้เขายอมร่วมมือกับคุณ (ตอนที่ 1)  เด็กๆล้วนต้องการกำลังใจในการทำอะไรก็ตาม แต่บางครั้งคุณพ่อคุณแม่ มักจะหลงลืมที่จะใช้คำพูดเชิงบวกพูดเพื่อให้กำลังใจลูกๆ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาไปซะหมด วันนี้เรามีคำแนะนำดีดีจากหนังสือ “วิธีพูดกับลูก โดยไม่ทำร้ายจิตใจของเขา และทำให้เขาร่วมมือยอมทำตามคุณ” โดย ดร.เฮม จีนอตต์ (Dr. Haim Ginott) ซึ่งเป็นจิตแพทย์ นักจิตวิทยาเด็ก จบปริญญาเอกที่ Columbia University เป็นผู้ให้การศึกษาแก่พ่อแม่ปกครองที่มีชื่อเสียง ไปดูกันค่ะว่าดร.เฮม จะมีคำแนะนำอะไรดีดีบ้าง   ดร.เฮม กล่าวว่าสิ่งสำคัญระหว่างพ่อ แม่ และลูก คือ ความเข้าอกเข้าใจกัน คำพูดของพ่อแม่สำคัญต่อลูกมาก ถ้าพูดดีจะเปรียบเหมือนน้ำผึ้งชโลมใจไปตลอดชีวิต แต่หากพูดไม่ดีสามารถทำให้เกิดบาดแผลร้ายแรงทางจิตใจของลูกได้ ดังนั้นต้องระมัดระวัง ดร.เฮม จึงให้ความสำคัญกับคำพูดมาก วันนี้มาดูวิธีการพูดเชิงบวกกับลูกกันนะคะ   ไม่มีพ่อแม่คนไหนปรารถนาที่จะทำร้ายลูก แต่ด้วยคำพูดที่ไม่ได้กลั่นกรองให้ดีนั้นสามารถเป็นเหตุให้ทำร้ายลูกได้ มีข้อคิดในการพูดคุยกับลูกดังนี้ พ่อแม่จำเป็นที่จะต้องใช้คำพูดกับลูกเหมือนกับเวลาที่พูดกับแขกคนสำคัญ  คือ บ่อยครั้งด้วยความที่คิดว่าลูกเป็นลูก จึงใช้คำพูดตำหนิติเตียนแบบไม่ทันได้นึกถึงความรู้สึกของลูก ในทางกลับกัน ถ้าพูดคุยกับแขกคนสำคัญแม้ว่าเขาจะทำอะไรผิด เราก็จะไม่ใช้คำพูดไม่ดีตำหนิเขา เราจะพยายามสรรหาคำพูดที่พูดแล้วจะไม่ทำให้เขารู้สึกไม่ดี ดังนั้นหากพ่อแม่ตระหนักตรงจุดนี้ และพยายามคัดสรรคำพูดที่ดีเมื่อลูกทำผิดปัญหาจะไม่เกิดค่ะ พ่อแม่ควรเข้าใจว่า บางครั้งคำถามของลูกนั้นไม่ใช่คำถามที่แท้จริง แต่เป็นคำถามที่ซ้อนความหมายลึกซึ้งข้างใน เช่น เมื่อเด็กได้รู้เรื่องราวว่ามีเด็กมากมายที่ถูกพ่อแม่ทิ้ง เด็กอาจจะถามว่า “พ่อครับ มีเด็กที่ถูกทอดทิ้งใน....กี่คนครับ” ความจริงลูกไม่ได้ต้องการคำตอบเป็นตัวเลข แต่เขาต้องการสะท้อนให้พ่อ เห็นว่าเขากลัวว่าเขาจะถูกทอดทิ้งเป็นต้น ดังนั้นพ่อแม่ ควรจะพยายามเดาใจเขาว่าเขาต้องการอะไร กรณีนี้เมื่อรู้ว่าลึกๆ เขากลัวถูกทิ้ง และสิ่งที่เขาต้องการได้ยิน คือ “ก็คงมีเยอะลูก แต่ลูกไม่ต้องกลัวว่าพ่อจะทิ้งลูกนะ พ่อไม่มีวันทำแบบนั้น” เพียงแค่นี้ก็เรียบร้อย ในทางตรงข้างถ้าพ่อไม่เข้าใจ รู้สึกหงุดหงิดว่าจะถามเรื่องตัวเลขพวกนี้ไปทำไม แล้วตอบลูกกลับอย่างโมโห ก็จะยิ่งทำให้ลูกคิดมากและเสียใจ อาจจพาลคิดกังวลไปต่างๆ นาๆว่า สักวันพ่อคงทิ้งเขาไปกลายเป็นปมในใจไปอีก บางครั้งเมื่อลูกพูดอะไรๆ ออกมา ซึ่งในสายตาพ่อแม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องไม่สำคัญ หรือไร้สาระ อย่ามองข้ามให้เรารับฟัง และแสดงความรู้สึกหรืออารมณ์ร่วมอย่างเข้าใจ เพราะบางครั้งเด็กๆเขาก็ต้องการให้มีใครรับฟัง เข้าใจ และพูดคุยปรับทุกข์บ้าง แม้ว่าเรื่องนั้นดูไร้สาระสำหรับผู้ใหญ่แต่สำหรับเด็กๆ นั้นเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว เช่น  การที่พ่อแม่ ผิดคำพูดที่จะพาไปเที่ยว ซึ่งด้วยเหตุผลแล้ว อาจมีเหตุการณ์สำคัญที่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้น แต่ลูกอาจไม่เข้าใจและบ่นน้อยใจ พ่อแม่ควรปลอบใจ ยอมรับในการผิดคำพูดนั้น และเข้าอกเข้าใจเขาว่าเขาผิดหวัง แต่หากพ่อแม่ไม่เข้าใจเมื่อลูกบ่น แล้วคิดว่าลูกไม่เข้าใจตนกลับตะคอกกลับ ยิ่งทำให้เหตุการณ์เลวร้ายลงไปอีก           หรือบางกรณีลูกอาจจะมีเรื่องมาจากที่โรงเรียน เช่น โรงเรียนยกเลิกการไปทัศนศึกษา เมื่อกลับมาจึงมาบ่นด้วยคำพูดที่ไม่รื่นหูนัก สิ่งที่พ่อแม่ควรทำคือ รับฟัง มีอารมณ์ร่วมไปกับเขา และปลอบใจ ทำให้เขาสบายใจ และรู้สึกว่าคนที่บ้านเข้าใจเขา แล้วเขาก็จะสบายใจ และรู้สึกรักพ่อแม่ ที่เข้าใจเขา และโอกาสนี้พ่อแม่ยังใช้เป็นช่วงเวลาในการสอนลูกได้อีกด้วย แต่หากพ่อแม่เห็นลูกบ่นรู้สึกรำคาญ แล้วดุด่ากลับไป จะยิ่งทำให้เหตุการณ์เลวร้าย และลูกก็จะยิ่งอาละวาดหนัก ที่แย่ที่สุดคราวหลังเมื่อเขามีปัญหา พ่อแม่จะไม่ใช่บุคคลที่เขาจะเข้าหา และมาเล่าปัญหาให้ฟังอีกต่อไป เชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนคงไม่ต้องการให้เป็นอย่างนั้นใช่ไม๊ล่ะคะ คำพูดที่มองดูว่าไร้ประโยชน์ของพ่อแม่ คือ คำพูดที่มุ่งแต่จะอบรม สั่งสอน อยู่ตลอดเวลา เพราะจะทำให้ลูกรู้สึกว่าตนทำอะไรผิดตลอดทำให้พ่อแม่ต้องคอยอบรม ทั้งที่จริงๆ แล้วพ่อแม่หวังดีอยากสอนลูก แต่ต้องดูจังหวะเวลา และวิธีการที่จะทำให้เขาไม่รู้สึกว่ากำลังถูกตำหนิ บางครั้งการสอนนั้นสามารถทำได้ด้วยวิธีการปฏิบัติให้ดูก็ยังได้ เป็นการสอนด้วยการกระทำ ก็จะช่วยลดการสอนด้วยคำพูดได้ค่ะ             จากข้อมูลข้างต้นทำให้เราพอจะเข้าใจความคิดของเด็กๆ มากขึ้นนะคะ สิ่งสำคัญที่สุด คือ พยายามเข้าใจเข้าอย่างแท้จริง ให้ความรัก ความเอาใจใส่กับเขา และยอมรับในสิ่งที่เขาเป็นค่ะ คำแนะนำของ ดร.เฮม ยังไม่จบเท่านี้มาติดตามกันต่อตอนหน้านะคะ   ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ http://www.sott.net/article/239174-How-moms-talk-influences-childrens-perspective-taking-ability

    Views 7,196 
  • กฎสำคัญ 55 ข้อ (ตอนที่ 3)

    กฎสำคัญ 55 ข้อ (ตอนที่ 3) ตอนนี้ก็เป็นตอนสุดท้ายแล้วของกฎสำคัญทั้ง 55 ข้อ โดยช่วงสุดท้ายก็เน้นไปในเรื่องของแนวคิด การมองโลก และการใช้ชีวิต ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจค่ะ มาดูกันเลยค่ะ   กฎข้อที่ 38 และ 39 เป็นเรื่องการไปเยี่ยมสถานที่อื่นๆ คือ หาต้องเข้าไปในสถานที่อื่นซึ่งเป็นที่สาธารณะ เช่น ในตัวตึก หรือ อาคาร ควรเดินเข้าไปอย่างเงียบๆ เพื่อไม่เป็นการรบกวนผู้คนภายในอาคารนั้นๆ  และ เมื่อไปเยี่ยมสถานที่ใดๆ แล้วควรจะกล่าวชมสถานที่นั้นๆ ทำให้ผู้ที่ต้อนรับเรารู้สึกสบายใจ   กฎข้อที่ 45 และ 46 เป็นเรื่องของการเข้าชมการแสดง คือ อย่าแซงคิวใครเป็นอันขาด และเมื่อเข้าไปในโรงภาพยนต์ หรือ โรงละครแล้ว จะไม่มีการพูดคุยกันเด็ดขาด ไม่ทำเสียงดังอันจะเป็นการรบกวนคนรอบข้าง...ข้อนี้เป็นมารยาทในสังคมใกล้ตัวที่เด็ก ๆ ควรฝึกเอาไว้ค่ะ   กฎข้อที่ 48 คือ เมื่อมีนักเรียนคนอื่นมากวนใจ หรือ แกล้งให้บอกคุณครู อย่าแก้ปัญหาเอง...ข้อนี้อธิบายเพิ่มได้ว่า เราไม่ควรเข้าไปก้าวก่ายหน้าที่ของคนอื่น หากมีปัญหาระหว่างเด็กนักเรียนด้วยกัน เนื่องจากหน้าที่ดูแลพฤติกรรมเด็กนักเรียนเป็นหน้าที่ของครู ควรจะปล่อยให้ครูทำหน้าที่นั้นอย่างเต็มที่ ไม่ใช่พยายามจัดการเอง ซึ่งอาจจะทำให้เรื่องราวบานปลายได้   กฎข้อที่ 49, 50, 51, 52 และ 54ความเชื่อมั่น การมองโลก และ การใช้ชีวิต  คือ ให้ยืดหยัดในสิ่งที่เราเชื่อ รวมถึงเป็นสิ่งที่ดี ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน นอกจากนี้การมองโลกในแง่ดีและมีความสุขกับชีวิต ให้มองทุกอย่างด้วยสายตากว้างไกล เน้นย้ำแต่สิ่งทีดีในชีวิตของเธอ ที่สำคัญจงใช้ชีวิตแบบที่จะไม่มีวันเสียใจ เมื่อตั้งใจทำอไรก็ให้ “ทำซะ”อย่าปล่อยให้อุปสรรค์กีดขวางทาง ทำอย่าหยุดจนกว่าจะประสบความสำเร็จ จงสู้จนหมดใจเพื่อให้ความฝันของเราสำเร็จ เมื่อทำผิดพลาด จงเรียนรู้จากมัน แล้วเดินหน้าต่อไป, ใช้ชีวิตวันนี้ให้เต็มที่ มีความสุข และเป็นประโยชน์มากที่สุด เพราะเรามีวันนี้ได้เพียงครั้งเดียว...คำกลุ่มนี้อธิบายเพิ่มได้ว่า จนเชื่อมั่นยืดหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง มองโลกในแง่ดี พัฒนาตัวเองทำฝันให้สำเร็จ เมื่อเกิดความผิดพลาดให้ถือว่า “ผิดเป็นครู” เอาเป็นบทเรียนในการพัฒนาตัวเอง และ ใช้วันเวลาของชีวิตที่ผ่านไปให้คุ้มค่ามากที่สุด   ข้อสุดท้าย ข้อ 55 คือ เป็นคนดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่ว่าชีวิตจะเลวร้ายแค่ไหนก็ตาม เราต้องเป็นคนที่ผู้อื่นอยากเข้าใกล้ ให้แน่ใจว่าชีวิตเราต้องมี 7 สิ่งนี้ตลอดเวลา คือ เสียงหัวเราะ ครอบครัว การผจญภัย อาหารที่ดี ความท้าทาย การเปลี่ยนแปลง และ การแสวงหาความรู้ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราเติบโต และมีความสุขในชีวิต   ความจริงแล้วเราสามารถสอนเด็กๆได้ ตั้งแต่เขายังเล็กๆเลย ไม่จำเป็นว่าเขาจะต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก่อน การสอนตั้งแต่ยังเด็กแบบนี้จะทำให้เขาได้ฝึกฝนตัวเองไปเรื่อยๆ พร้อมกับปรับไปตามสถานการณ์ ตามวัยได้ จนเมื่อเป็นผู้ใหญ่เขาก็จะมองโลกได้ตามความเป็นจริง มีจุดยืน และเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพที่สุดค่ะ...เริ่มต้นสอนกันตั้งแต่วันนี้ เพื่อที่เขาจะได้เป็นคนเก่งและคนดีในวันข้างหน้านะคะ   ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ http://www.mnn.com/family/family-activities/stories/is-4-year-old-as-smart-as-einstein-not-quite-mensa-experts-say

    Views 1,281 
  • กฎสำคัญ 55 ข้อ (ตอนที่ 2)

    กฎสำคัญ 55 ข้อ (ตอนที่ 2)   คราวที่แล้วเรามาถึงกฎข้อที่ 11 เรามาต่อกันที่ กฎข้อ 13 นะคะ (ขอข้ามข้อ 12 ไปค่ะ) มาดูกันเลยค่ะ   กฎข้อ 13 เมื่อครูให้อ่านหนังสือในห้องเรียน ต้องอ่านหนังสือตามไปด้วย และเมื่อครูเรียกให้ลุกมาอ่าน ต้องรู้ว่าอ่านกันไปถึงไหนแล้ว และเริ่มต้นอ่านทันที...ข้อนี้ขออธิบายเพิ่มเติมสักนิดผู้เขียนต้องการสื่อถึงการให้ความสนใจต่อที่ประชุม ด้วยการให้สมาธิ และตามให้ทันว่าที่ประชุมดำเนินไปถึงไหน และเมื่อถึงคราวที่ต้องแสดงความคิดเห็น ก็ทำได้ทันทีนั่นเอง   กฎข้อที่ 15 เมื่อทำความดี หรือสำเร็จในเรื่องอะไรแล้ว อย่าขอรางวัล หรือหวังรางวัล เพราะมันเป็นการเสียมารยาทมาก...ข้อนี้อธิบายเพิ่มเติมได้ว่า ในทางที่ถูกควรจะทำอะไรด้วยความพยายามอย่างเต็มที่โดยที่ไม่ได้หวังอะไรตอบแทน เพราะประโยชน์ที่แท้จริงคือ การพัฒนาตนเอง ส่วนรางวัลที่ตามมานั้นเป็นเพียงของแถมเท่านั้น   กฎข้อที่ 16, 17 และ 18 เป็นเรื่องเกี่ยวกับระเบียบวินัย คือ นักเรียนต้องส่งการบ้านทุกวัน ทุกวิชา ไม่มีข้อยกเว้น, เวลาที่จะเปลี่ยนวิชาเรียนต้องรวดเร็ว เงียบ เป็นระเบียบ และ ต้องทำตัวให้มีระเบียบมากที่สุดเท่าที่จะมากได้...อธิบายเพิ่มเติมได้ว่ากฎหมวดนี้ ต้องการให้เด็กรู้จักหน้าที่ของตนเอง และรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับอย่างเต็มที่ เมื่อจะต้องเปลี่ยนกิจการงานที่ทำให้ทำอย่างรวดเร็ว มุ่งตรงต่อเป้าหมายโดยไม่ปล่อยให้มีสิ่งอื่นๆ มาขัดขวางงานที่จะต้องทำให้สำเร็จ และความเป็นนระเบียบ จัดข้าวของให้เป็นระเบียบเรียบร้อยจะทำให้ทำงานได้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากกว่า   กฎข้อที่ 23 และ 25 เกี่ยวกับเรื่องการปฏิสัมพันธ์กับคน คือ เรียนรู้ชื่อผู้คนให้ได้อย่างรวดเร็ว ทักทายและเรียกชื่อพวกเขา และ เมื่อมีใครมาเยี่ยมสถานที่ของเราให้กล่าวต้อนรับบุคคลนั้น จับมือเขา (คนไทยก็สวัสดีนะคะ) แนะนำตัวเองว่าเราเป็นใคร และพาเขาชมสถานที่ของเรา   กฎข้อที่ 30 เกี่ยวกับความรับผิดชอบส่วนตัว คือ หลังทานข้าวเสร็จ เราจะเก็บจานเอง รวมถึงการเช็ดโต๊ะ เก็บเศษอาหารรอบๆ รวมถึงขยะอื่นๆ ....ข้อนี้อธิบายเพิ่มได้ว่า จะฝึกให้เด็กรู้จักรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองได้ทำเอาไว้ บางบ้านอาจจะมีแม่บ้านคอยทำความสะอาด แต่การทำแบบนี้จะทำให้เขาติดนิสัยทำอะไรไม่คิดถึงผลที่จะตามมา เพราะไม่ต้องรับผิดชอบอะไร แต่หากเขารู้ว่าเขาทำอะไรแล้วต้องเป็นคนรับผิดชอบเองทั้งหมดแล้ว เขาจะต้องคิดก่อนทำนั่นเอง และจะระมัดระวัง เห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น   กฏขัอที่ 34 เรื่องการประมาณในการบริโภค คือ เมื่อใดมีคนให้ของเราทาน เมื่ออยู่ในส่วนรวมอย่าหยิบมากเกินไป เพราะจะถูกมองว่าเป็นคนตะกละ และยังเป็นการไม่เกรงใจผู้อื่น เพราะเธอไม่เหลือไว้ให้คนอื่นๆ บ้าง...ข้อนี้เป็นการฝึกไม่ให้เด็กๆ เห็นแก่ตัว ให้นึกถึงผู้อื่น ซึ่งก็จะทำให้เป็นที่รักของคนรอบข้างนั่นเอง   กฏข้อที่ 35, 36 และ43 เรื่องความน้ำใจกับคนอื่น คือ เมื่อมีใครทำอะไรหล่น จงหยิบมันขึ้นมาส่งคืนให้เขา แม้ว่าเขาจะอยู่ใกล้กับของชิ้นนั้นก็ตาม เพราะเป็นมารยาที่สุภาพ แสดงถึงความมีน้ำใจของเรา, เมื่อเราต้องเปิดประตู และมีคนเดินตามมาในระยะใกล้ ให้เราเปิดประตูให้คนนั้นด้วย เช่น ถ้าประตูต้องดึง เมื่อดึงแล้วก็ให้หลบให้คนข้างหลังไปก่อน เราค่อยตามไป แต่ถ้าประตูแบบผลัก ให้ผลักแล้วเดินไปพร้อมกับจับประตูไว้ก่อนจนกว่าผู้ที่ตามมาจะจับประตูต่อจากเรา หรือ เดินผ่านไปแล้ว และ เมื่อต้องขึ้นบนไดเลื่อน ควรจะยืนชิดขวาเพื่อเปิดทางให้คนที่กำลังรีบเดินไปทางซ้ายได้ เวลาจะเข้าลิฟท์ ขึ้นรถไฟฟ้า ควรรอให้คนเดินออกมาก่อนจึงจะเข้าไป  มาถึงกฎข้อที่ 43 กันแล้ว เป็นยังไงบ้างคะ...จะเห็นว่าสิ่งเล็กน้อยๆ ในห้องเรียนนี่ล่ะ จะหล่อหลอมนิสัยของเด็กๆ ให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพได้ แม้ที่บ้านก็เหมือนกันค่ะ การที่หัดให้น้องๆ รับผิดชอบงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ หรือ รับผิดชอบจัดเก็บข้าวของของตัวเองให้เป็นระเบียบสำคัญเช่นกันค่ะ...แล้วถ้าน้องทำได้เขาก็จะภูมิใจในตัวเองด้วยนะคะ...แล้วพบกันใหม่ค่ะ ขอบคุณรูปภาพจากเว็บไซต์: http://www.theaustralian.com.au/news/baby-einsteins-tutoring-children-now-begins-early-as-123/story-e6frg6n6-1226413870266

    Views 951 
  • กฎสำคัญ 55 ข้อ (ตอนที่ 1)

    กฎสำคัญ 55 ข้อ (ตอนที่ 1)วันนี้ได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า The Essential 55 หรือ ในชื่อภาษาไทยว่า กฎสำคัญ 55 ข้อสำหรับชีวิตของเด็กทุกคน ซึ่งเป็นหนังสือติดอันดับ ของ The New York Times Bestseller ซึ่งสำนักพิมพ์ที่นำมาแปลคือ สำนักพิมพ์ 108 สุดยอดไอเดีย เป็นเรื่องของครูท่านหนึ่งชื่อ Ron Clark ซึ่งเป็นครูที่ได้รับรางวัล Disney Teacher of the Year Award ประจำปี 2001 ที่สอนเด็กด้วยหัวใจและมุ่งหวังให้เด็กทุกคนก้าวหน้า เจริญรุ่งเรือง และเขาก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการปั้นเด็กๆ ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ และประสบความสำเร็จในชีวิต เขาจึงได้รวบรวมกฎสำคัญๆ ที่เขาให้ลูกศิษย์ของเขาปฏิบัติตาม จนติดเป็นนิสัยที่ดี 55 ข้อ อ่านแล้วน่าสนใจค่ะ เพราะไม่ใช่แค่ครูที่จะสามารถนำเอาไปสอนลูกศิษย์เท่านั้น แต่ทั้งคุณพ่อ คุณแม่ ก็สามารถเอากฎเหล่านี้ไปสอนลูกได้เช่นกัน โดยจะเลือกกฎที่น่าสนใจมาแชร์กันนะคะ    กฎขอ้ที่ 1 และ 2 เกี่ยวกับเรื่องความสุภาพ คือ เวลาตอบผู้ใหญ่ให้ตอบแบบมีหางเสียง “ครับ/ค่ะ” เพราะจะทำให้การติดต่องานเป็นไปได้ด้วยดี และ การสบตาผู้คนที่กำลังพูดด้วย ก็คือเป็นการแสดงความสนใจแก่ผู้สนทนาว่าเราตั้งใจฟังสิ่งที่เขาพูด แสดงว่าเรามั่นใจในตนเอง   กฎข้อที่ 3 หากมีใครชนะการแข่งขัน หรือทำอะไรได้ดี ควรจะแสดงความยินดี หรือชมคนนั้นอย่างจริงใจ ด้วยการปรบมือในห้องเรียน และ กฎข้อ 4 การแสดงความเห็น ถ้าเกิดความเห็นเราไม่ตรงกับของเขาให้เราพูดอย่างสุภาพว่า “ฉันเห็นด้วยกับ...และก็รู้สึกด้วยว่า...” หรือ “ฉันไม่เห็นด้วยกับ...เธอพูดมีประเด็น แต่ฉันคิดว่า...” ข้อนี้หมายถึงรู้จักใช้คำที่สุภาพเมื่อเรามีความเห็นต่าง หรือไม่เยาะเย้ยใครเมื่อความคิดของเขาอาจจะดูไม่เข้าท่านั่นเอง   กฎข้อที่ 5 เมื่อทำดี หรือสำเร็จใจอะไรบางอย่าง อย่าคุยโว ถ้าแพ้อย่าแสดงความโกรธ แต่จงพูดอะไรบางอย่าง เช่น “ฉันสนุกกับการแข่งขันจริงๆ แต่จะรอเล่นกับเธออีก” หรือ “มันเป็นเกมส์ที่ดี” หรือ ไม่พูดอะไรเลยจะดีกว่า แต่การพูดจาด้วยความโกรธ หรือ แดกดัน เช่น “ฉันไม่ได้เล่นเต็มที่ เธอไม่ได้เก่งอะไรนักหรอก” นั่นยิ่งเป็นการแสดงออกถึงความอ่อนแอ โดยส่วนตัวแล้วเห็นด้วยกับข้อนี้เป็นอย่างมากค่ะ เพราะการพูดจาในทางลบแบบนี้หมายถึงความเป็นคนใจแคบ และ ดูน่าสงสารเป็นอย่างยิ่งค่ะ   กฎข้อที่ 6 เมื่อมีใครถามเกี่ยวกับเรื่องราวของเรา ควรตอบคำถามนั้นด้วยความจริงใจ และถามคำถามนั้นกลับไปเช่นกัน เช่น “เมื่อวานเธอทำกิจกรรมอะไรบ้าง?”...ก็ให้ตอบเขาไป แล้วถามเขากลับว่า “แล้วเธอล่ะ?” เพราะมันเป็นมารยาทที่ดีค่ะ เมื่อเราแสดงให้อีกฝ่ายเห็นว่าเราก็สนใจเรื่องของเขาเช่นกัน   กฎข้อที่ 7 และ 8 เป็นเรื่องของกิริยาท่าทาง คือ เมื่อจามแล้วให้เอามือปิดปาก แล้วกล่าว “ขอโทษครับ/ค่ะ” แล้วให้รีบไปล้างมือ และอีกข้อคือ อย่าทำกิริยาจุ๊ปาก ทำเสียงจุ๊ๆ หรือแสดงความไม่เคารพคนอื่นด้วยกิริยาท่าทาง กฎข้อที่ 9, 10 และ 11 เป็นเรื่องของแสดงน้ำใจ คือ เวลาที่ใครทำอะไรให้เรา เราต้องกล่าวคำว่า “ขอบคุณ” เสมอ ,เมื่อเราได้รับของอะไรบางอย่างจากคนอื่น เราก็ไม่ควรวิจารณ์ในแง่ลบเกี่ยวกับของขวัญนั้น หรือแสดงความรู้สึกว่าไม่ชื่นชมกับสิ่งนั้น และ แสดงความมีน้ำใจกับทุกคน สร้างความประทับใจให้กับใครบางคนอย่างน้อยเดือนละครั้ง   เป็นยังไงกันบ้างคะกฎข้างต้นนี้ดูแล้วเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ดูเหมือนว่าไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ และผู้ใหญ่อย่างเราๆ ก็รู้กันอยู่แล้ว แต่ว่าเราอาจจะละเลยในการสอนลูกศิษย์ หรือ ลูกของเรา ดังนั้นกฎเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่เตือนให้เราตอกย้ำกับเด็กๆ ค่ะว่าเป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้...กฎข้ออื่นๆ ยังมีอีกนะคะ ติดตามกันในตอนต่อไปค่ะขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ : http://whizbit.com/page/2/

    Views 1,108 
  • สุภาพ...กับคนใกล้ตัว

    สุภาพ...กับคนใกล้ตัว   วันนี้มีเรื่องหนึ่งซึ่งก็ได้ยินได้ฟังกันมาเป็นระยะๆ แต่ก็ยังอยากหยิบประเด็นนี้มาแชร์กัน เพื่อเตือนสติตอกย้ำกันให้เราดูแลคนใกล้ชิดรอบตัวเราด้วยความสุภาพ และเห็นอกเห็นใจ...เป็นเรื่องที่ถอดความจาก “Blue Flowers” เรื่องก็มีอยู่ว่า   ...เดินชนคนแปลกหน้า ฉันเอ่ยขอโทษไม่ตั้งใจ เขาตอบกลับว่า “ขออภัย ผมเองไม่ทันเห็นคุณ”เราต่างสุภาพ ถ้อยทีถ้อยอาศัย แสดงน้ำใจแม้ต่อผู้ที่เราไม่รู้จัก แต่ที่บ้านเย็นวันนั้น ฉันทำอาหารอยู่ในครัว...เจ้าลูกสาวตัวน้อยแอบมายืนข้างหลังไม่ทันระวังฉันหันหลังกลับไปชนเธอล้มลง “อย่ามายืนแกะกะ”ฉันดุใส่ ลูกสาวเดินจากไป หัวใจเธอปวดร้าว...   คืนนั้นฉันได้ยินเสียงกระซิบจากเบื้องลึกของหัวใจว่า “กับคนแปลกหน้าฉันสุภาพได้ กับลูกรักชิดใกล้ ทำไมทำได้ลงคอ ดูที่พื้นครัวสิ ดอกไม้หลากสีที่ลูกอุตส่าห์เก็บมาหวังให้แปลกใจตกเกลื่อนอยู่ทั่วไป น้ำตาเธอไหล เหตุใดไม่แลเห็น”ฉันเพิ่งรู้ตัว เลยค่อยๆ ย่องเข้าไปนั่งคุกเข่าอยู่เคียงข้างลูก “ตื่นเถิดคนดี ดอกไม้นี่ลูกเก็บมาให้แม่หรือ”ลูกตอบ “ใช่ค่ะ หนูเห็นดอกไม้บานสวยเหมือนคุณแม่เลย รู้ว่าคุณแม่ต้องชอบ โดยเฉพาะดอกสีน้ำเงิน” ฉันตื้นตันใจ “ลูกรัก แม่ขอโทษจริงๆ ที่เอ็ดหนู” “แม่จ๋า ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูรักแม่” “แม่ก็รักลูก แม่ชอบดอกไม้ของหนูมาก โดยเฉพาะสีน้ำเงินจ้ะ”   หากเราตายจากไปในวันพรุ่งนี้ อีกไม่กี่วันนายจ้างก็หาคนใหม่ทำแทนได้ แต่คนในครอบครัวที่อยู่เบื้องหลังอาจโศกเศร้าไปชั่วชีวิต ลองคิดดูว่าคุ้มไหมที่เราจะทุ่มเทให้กับงานมากกว่าครอบครัว คำว่า Family ย่อมาจาก Father and Mother I love you ดังนั้นให้เวลากับพ่อแม่ของคุณให้มากขึ้นยามท่านแก่ตัวลง รู้จักแบ่งเวลาให้กับงานและคนที่บ้านให้สมดุลกัน   เรื่องก็มีอยู่เท่านี้ค่ะ...ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เราได้ตระหนักว่า คนเรามักจะสุภาพกับคนที่ไม่รู้จักจริงๆ นั่นแหละ แต่พอกับคนใกล้ตัวกลับลืมตัว ด้วยความเคยชิน จึงลืมที่จะให้ความสำคัญและสุภาพด้วย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเมื่อเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นมา คนรอบๆ ตัวเรานี่แหละที่จะช่วยเหลือเรา ไม่ใช่คนที่เราพูดสุภาพเหล่านั้นสักหน่อย...โดยส่วนตัวเลยจะพยายามเตือนตนเองเสมอว่าเราควรสุภาพกับทุกๆ คน ที่เราได้พบปะพูดคุยด้วย ยิ่งถ้าเป็นคนในครอบครัว และคนที่เราสนิทเรายิ่งต้องใส่ใจดูแลจิตใจเขาเหล่านั้นเสมอ และสำนึกในความดีงามที่เราได้ถ้อยทีถ้อยอาศัย ช่วยเหลือกันมา ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครที่จะสมบูรณ์แบบ ยิ่งใกล้ชิดยิ่งเห็นข้อเสียของกันและกันได้มากขึ้น แต่ขอให้เรานึกให้อภัย และมองเอาจุดดีของเขาเป็นหลัก...   และที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ คือผู้ที่มีพระคุณกับเรา เป็นพระอรหันต์ในบ้านของลูกๆ คำนี้ไม่ได้เกินจริงเลย หากลูกๆ คนไหน ดูแลพ่อแม่อย่างดีจะได้บุญเท่ากับเราได้ทำกับพระอรหันต์ทีเดียว เพราะแค่ท่านให้ต้นแบบร่างกายมนุษย์แก่เรา ให้กำเนิดเรา เราจึงมีโอกาสได้เกิดมาทำความดี สั่งสมบุญ ฝึกฝนอบรมตนในชาตินี้ ก็มีพระคุณมากมายแล้ว ยิ่งถ้าท่านเลี้ยงดูเรามาจนโตคอยอบรม สั่งสอน ดูแลเราสารพัด ท่านยิ่งมีพระคุณต่อเรามากขึ้นไปอีก ดังนั้นขอให้ทุกท่านไม่มองข้ามความดีอันประเสริฐ์ ที่ลูกจะพึงตอบแทนให้กับพ่อแม่ได้...เพียงเท่านี้เราก็จะอยู่ร่วมกันได้ด้วยความสุภาพ สมดุล และมีความสุขค่ะ   ขอบคุณรูปภาพจากเว็บไซต์ : http://unificationplace.com/parenting/test-post-two/

    Views 1,323 
  • แม่ผู้สร้างโลก

    แม่ผู้สร้างโลกคำว่า "แม่" นั้นยิ่งใหญ่ไพศาล เพราะทุกคนในโลกที่เกิดมาล้วนต้องมีแม่เป็นผู้ให้กำเนิด ตามหลักแล้วแค่แม่ได้ยอมอุ้มท้องให้เราได้ลืมตามาดูโลก ให้โอกาสชีวิตหนึ่งได้สร้างความดีบุญคุณของท่านก็มากมายนับประมาณไม่ได้แล้ว หากแม่ได้ทำหน้าที่แม่ในการเลี้ยงดูลูกจนเติบโต พระคุณแม่ยิ่งมากล้นเกินพรรณนา...วันนี้จึงอยากแชร์เรื่องราวของลูกคนหนึ่งที่ได้กล่าวถึงคุณแม่ ผู้เป็นที่รักยิ่งให้กับทุกๆคนค่ะ ผู้นั้นก็คือ คุณวานิษา เรช นั่นเอง เธอได้เขียนขอบคุณคุณแม่ของเธอในหนังสือ อัจฉริยะสร้างได้ว่า แม่เคยบอกว่า...ถึงแม้วันนี้ หนูดีจะยังไม่เห็น แต่วันหนึ่งหนูจะรู้เองว่า หนูฉลาดอย่างที่แม่บอกจริงๆ หนูดีเคยได้ยินคำว่า “คุณเชื่อ และคุณก็จะเป็น” แต่สำหรับหนูดี น่าจะเป็นว่า “แม่เชื่อ และหนูดีก็เป็น” มากกว่า ที่น่ารักที่สุดก็คือ เชื่อของแม่สุดหัวใจว่าหนูดีเป็นของขวัญที่มีค่ามากที่แม่จะมองให้กับโลก และแม่พูดเสมอว่า ถ้าแม่ตาย แม่จะไม่เสียดายชีวิตเลย เพราะได้สร้างคนอย่างหนูดีขึ้นมาแล้ว หนูดีเชื่อว่าใครก็ตามที่มีแม่แบบนี้ จะมีพลังทำอะไรก็ได้ในโลกไม่ว่ามันจะยากเย็นสักแค่ไหน...และนี่คงเป็นคำตอบสำหรับใครหลายๆ คนที่รู้จักหนูดี และชอบถามว่าทำไมหนูดียิ้มเก่ง ก็เพราะนอกจากจะได้ทำอาชีพที่รักมากๆ แล้ว หนูดียังมีแม่ที่วิเศษสุดยอด แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ยิ้มเก่งได้อย่างไรคะ หนูดีอยากขอบคุณเหมือนกับที่ลินคอล์นพูดว่า “For whatever I am and will become, I owe it to my mother.” จากคำกล่าวขอบคุณ และชื่นชมคุณแม่ของเธอข้างต้น เห็นได้เลยค่ะว่า แม่เป็นผู้สร้างโลกจริงๆ เพราะว่าผู้คนในโลกใบนี้ล้วนมีแม่ทั้งนั้น ดังนั้นโลกเราจะเป็นอย่างไร ก็เพราะแม่ของพวกเรานี่ล่ะค่ะเป็นผู้สร้าง การที่แม่สักคนจะเชื่อมั่นในตัวลูก และทุ่มเทอบรม เลี้ยงดู สนับสนุนให้การศึกษาลูก ไม่ใช่เพียงแค่สร้างให้ลูกเป็นคนดีเท่านั้น แต่ยังสร้างคนดีให้กับโลกใบนี้อีกด้วย ดังนั้นจึงอยากฝากให้คุณแม่ทุกคนตระหนักถึงพลังอันยิ่งใหญ่ที่อยู่ในมือท่าน แล้วใช้พลังนั้นให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ที่สำคัญอยากให้ทั้งคุณพ่อ และคุณแม่ นึกถึงคำสอนไทยโบราณที่ว่า “คำพ่อแม่นั้นเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ เมื่อพูดว่าลูกเป็นอย่างไรลูกก็จะเป็นอย่างนั้น” ดังนั้นคุณพ่อ คุณแม่ ขอให้เชื่อมั่นว่าลูกของท่านจะเป็นคนเก่ง และดี พูดแต่สิ่งที่ดีสิ่งที่เป็นบวกเท่านั้น แล้วลูกของท่าน เยาวชนของชาติจะเป็นไปตามคำประกาศิตนั้นจริงๆค่ะ    

    Views 1,414 
  • วิธีพูดกับลูก โดยไม่ทำร้ายจิตใจ และให้เขายอมร่วมมือกับคุณ (ตอนที่ 3)

    วิธีพูดกับลูก โดยไม่ทำร้ายจิตใจ และให้เขายอมร่วมมือกับคุณ (ตอนที่ 3)   วันนี้เรามาติดตามต่อว่า ดร.เฮม  จีนอตต์ พูดถึงวิธีการจัดการกับอารมณ์โกรธของคุณพ่อคุณแม่อย่างไร  ในหนังสือ “วิธีพูดกับลูก โดยไม่ทำร้ายจิตใจของเขา และทำให้เขาร่วมมือยอมทำตามคุณ” ไปดูกันค่ะ   สำหรับอารมณ์โกรธนั้นเป็นอารมณ์ที่มีแต่ผลเสียเท่านั้น แต่เป็นเรื่องธรรมชาติของคนเราที่ก็ยังมีอารมณ์โกรธดังนั้นมาดูกันค่ะว่าพ่อแม่จะจัดการกับคำพูดเชิงลบ และอารมณ์โกรธอย่างไรบ้าง   ให้ตระหนักไว้เสมอว่า “คำพูดเชิงลบ ทำร้ายลูกเรา” เหมือนลูกศรอาบยาพิษ เด็กก็มีความรู้สึกทั้งทางร่างกาย และจิตใจ การทำร้ายเด็กด้วยคำพูด ส่งผลเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ เพราะทุกคำพูดจะถูกเก็บสะสม ครุกกรุ่นอยู่ในใจของเด็ก พ่อแม่พูดว่าเขาเป็นอย่างไร เขาก็เชื่อตามนั้นแม้ว่าเขาจะเถียงว่าไม่ใช่ แต่ลึกๆ เขากลับยอมรับทุกคำที่พ่อแม่ว่าเข้าไว้ในจิตใต้สำนึกเรียบร้อยแล้ว ซึ่งคำเหล่านี้พ่อแม่มักจะพูดโดยไม่ตั้งใจ เช่น “นับตั้งแต่เขาลืมตาดูโลก ลูกชายผมก็เป็นตัวปัญหา” “เหมือนแม่ไม่มีผิด หัวดื้อ” “เด็กชายตัวน้อยๆ เอาเวลาของฉันไปหมด เขาไม่รับผิดชอบอะไรเลย” เป็นต้น ดังนั้นพ่อแม่ให้ระวังในทุกคำพูดที่จะสื่อสารออกไปนะคะ   ความโกรธของพ่อแม่นั้น ส่งผลร้ายต่อลูกมาก เพราะเมื่อพ่อแม่โกรธ คำพูดเชิงลบจะออกมามากมาย ลูกจะรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่รักเขาแล้ว และแม้ว่าพ่อแม่ยังคงยืนยันว่ารักลูก แต่ในขณะที่ยังโกรธก็ไม่มีประโยชน์ พ่อแม่จึงต้องจัดการกับอารมณ์โกรธของตนเอง โดยให้ใช้เหตุผลว่าเพราะอะไรแม่ถึงโกรธ แล้วเมื่ออารมณ์เย็นแล้วจึงค่อยบอกรักลูก จะทำให้ลูกรับรู้ว่าเรารักได้อย่างแท้จริง   วิธีจัดการกับความโกรธนั้น คนทั่วไปอาจจะมองว่า การตั้งปณิธานกับตัวเองว่าจะไม่โกรธนั้นจะได้ผล แต่ความจริงแล้ว ดร.เฮม บอกว่ามันไร้ประโยชน์ เพราะความโกรธเหมือนพายุไม่สามารถเบรคได้ในทันที เป็นอารมณ์ธรรมชาติที่เราต้องเรียนรู้ และเตรียมใจไว้ ความโกรธมีกระบวนการขั้นตอน เราต้องเรียนรู้ที่จะจัดการกับความโกรธ...   ดร.เฮม ให้หลักการในการจัดการความโกรธ 3 ขั้นตอน คือ 1. ทำความรู้จักกับความรู้สึกต่างๆ ของตัวเองให้แจ่มชัด ให้เรารู้ว่าเราจะเริ่มโกรธเมื่อไหร่ อารมณ์แบบไหนที่เป็นจุดเริ่มต้นของความโกรธ  2. การแสดงความโกรธควรปล่อยให้ค่อยเป็นค่อยไป เพื่อให้เราและคนรอบข้างจัดการกับความโกรธนั้นได้อย่างเป็นขั้นตอน 3. ให้เหตุผลว่าเราโกรธเรื่องอะไร โดยบอกให้รู้ถึงความรู้สึกในใจ และอะไรคือสิ่งที่เราอยากให้มันเกิดขึ้น                 สามขั้นตอนข้างต้นนี้ทำให้เราเห็นว่าการจัดการกับความโกรธอย่างเข้าใจจะมีประโยชน์กว่าการเก็บกดอารมณ์ไว้ แล้วระเบิดออกมาภายหลัง...เมื่อเราเข้าใจตัวเองแล้ว เราจะรู้ตัวแล้วว่าจะโกรธ และเมื่อสามารถพูดคุยแก้ไขปัญหาได้ในระยะเริ่มต้นก็จะทำให้เราเย็นลงได้ ไม่ปล่อยให้ความโกรธเกิดขึ้นในระดับรุนแรง                เรื่องความโกรธนี้ ในทางพระพุทธศาสนานั้นสอนให้รู้จักฝึกสมาธิ และสติ จะช่วยให้อารมณ์เย็นมาขึ้น โดยส่วนตัวได้ฝึกสมาธิมาหลายปี แล้วพบว่าผลที่ได้อัศจรรย์มาก คือ เมื่อเราฝึกสติ และสมาธิจนเป็นนิสัย พอเราเริ่มจะโกรธเสียงจากข้างในนั้นเตือนเราขึ้นมาเลยว่า “นี่กำลังจะโกรธแล้วนะ” พอเรารู้ตัวว่าจะโกรธ แล้วเรารู้อยู่แล้วว่าความโกรธไม่ดี เราก็เริ่มที่จะมีสติจัดการกับปัญญานั้นๆ อย่างใจเย็น และนิ่ง บางครั้งอาจจะยังมีความโกรธบ้าง แต่แทนที่จะเป็นระดับ 10 เหลือความโกรธแค่ระดับ 5 ซึ่งก็เย็นพอที่จะทำให้เราจัดการอะไรๆ ได้อย่างดีเลยค่ะ   กลับมาเข้าเรื่องกันต่อ...พ่อแม่ที่สุขภาพจิตดี และมีความมั่นคงทางอารมณ์ไม่ได้เป็นพระอิฐพระปูน แต่พวกเขายอมรับกับอารมณ์นี้ ไม่ได้พยายามเก็บกดไว้ พวกเขาใช้ความโกรธเป็นแหล่งข้อมูล เป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความรัก และความห่วงใยที่มีต่อลูก ดังตัวอย่างดังนี้ เมื่อลูกกลับมาที่บ้านตะโกนโวยวายว่า “หนูไม่มีเสื้อกีฬาใส่แล้ว” แม่ไม่พอใจแต่จัดการกับอารมณ์โกรธโดยพูดว่า “แม่ไม่พอใจนะที่ลูกพูดแบบนี้ เสื้อกีฬาลูกมีตั้งหกตัว แต่ลูกเก็บไม่เป็นระเบียบ เสื้อผ้ายังไงก็อยู่ในตู้นั่นแหละ” ตัวอย่างนี้จะเห็นว่าแม่บอกลูกไปตรงๆ ว่าไม่พอใจแล้วนะ แล้วอธิบายสิ่งที่เป็นปัญหาของลูกให้รู้ว่าลูกควรปรับปรุงตัวอย่างไร แต่สิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่งคือ เมื่อโกรธอย่าเอาเรื่องเก่ามาพูด ขุดคุ้ยความผิดพลาดของลูกจะทำให้ลูกเจ็บปวด    ในทางกลับกันความโกรธก็มีประโยชน์อยู่บ้าง หากรู้จักแสดงออกมาเพื่อให้ลูกรู้จักเกรงใจพ่อแม่บ้าง เพราะเมื่อลูกทำอะไรไม่ดี แล้วพ่อแม่โกรธลูกจะรู้สึกว่าพ่อแม่ใส่ใจตน แต่ความโกรธนั้นต้องแสดงออกมาอย่างถูกต้อง เป็นลักษณะความโกรธปนความเสียใจ ที่ลูกทำไม่ดี พร้อมด้วยการพูดคุยด้วยเหตุผล ให้ข้อคิด คำแนะนำตามความเป็นจริง               เป็นอย่างไรกันบ้างคะ สำหรับคุณพ่อ คุณแม่ ที่อยากจะจัดการกับความโกรธให้ได้ผล ลองทำตามคำแนะนำของ ดร.เฮม ดูนะคะ นับว่าเป็นวิธีที่ได้ผลทีเดียวค่ะ   ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ http://www.almightydad.com/parenting/talking-to-them-on-their-level  

    Views 1,790 
  • วิธีพูดกับลูก โดยไม่ทำร้ายจิตใจ และให้เขายอมร่วมมือกับคุณ (ตอนที่ 2)

    วิธีพูดกับลูก โดยไม่ทำร้ายจิตใจ และให้เขายอมร่วมมือกับคุณ (ตอนที่ 2)   วันนี้เรามาติดตามต่อว่า ดร.เฮม  จีนอตต์ วิธีการพูดชม เพื่อสร้างกำลังใจให้กับเด็กๆ ในหนังสือ “วิธีพูดกับลูก โดยไม่ทำร้ายจิตใจของเขา และทำให้เขาร่วมมือยอมทำตามคุณ” ไว้อย่างไร   สำหรับการพูดเพื่อให้กำลังใจต่อลูก เพื่อสร้างกำลังใจ และชี้แนะเด็ก ดร.เฮม ให้คำแนะนำไว้ว่า การที่เราคิดอยากจะชมลูกของเรา สิ่งสำคัญที่ต้องหลีกเลี่ยงคือ การชมโดยไม่มีเหตุผล เช่น “หนูเป็นเด็กดี”  คำชมแบบนี้เป็นคำชมแบบประเมิน ตัดสิน แม้ว่าจะตัดสินในแง่ดี แต่คำชมเหล่านี้จะทำให้เด็กเป็นกังวล เพราะเขาไม่รู้ว่าเขาเป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่ ในทางตรงกันข้ามควรชมให้เด็กเกิดความรู้สึก “เชื่อถือตนเอง” และ “เป็นตัวของตัวเอง” เช่น  “การที่หนูช่วยเหลือเพื่อนแบบนี้หนูเป็นเด็กดีมากนะจ้ะ” คำชมแบบนี้ชมว่าเขาเป็นเด็กดีเหมือนกัน แต่ว่าบอกเหตุผล ซึ่งเขาได้ทำไปแล้ว จะทำให้เขาไม่กังวลว่าเขาเป็นเด็กดีจริงหรือ และยังทำให้เขาภาคภูมิใจในตัวเองอีกด้วย...ดร.เฮม กล่าวว่า อย่างเบื่อ หรือขี้เกียจในการอธิบายเหตุผลในการชมลูก เพราะมันจะทำให้เขาเป็นเด็กที่มีเหตุมีผล และมีความภูมิใจในตัวเอง มีความมั่นใจในตนเองเมื่อโตขึ้น         จงให้คำแนะนำกับเด็ก แทนการตำหนิ เพราะว่าคำ “ตำหนิ” จะกล่าวโดยตรงกับคุณสมบัติโดยตรง และบุคลิกลัษณะของเด็ก ขณะที่ “คำแนะนำ” บอกถึงปัญหา และเสนอทางออกที่เป็นไปได้ เราจะไม่กล่าวถึงสิ่งที่เกี่ยวกับเด็กโดยตรง เช่น เมื่อลูกทำน้ำหกบนโต๊ะทานข้าว สิ่งที่ควรจะพูดคือ “น้ำหกแล้ว เทน้ำแล้วใหม่ก็แล้วกัน แล้วไปเอาผ้ามาเช็ดน้ำด้วยล่ะ” ลูกรีบปฏิบัติตาม มองแม่อย่างโล่งใจ แล้วกล่าวว่า “ขอบคุณค่ะ แม่” ที่เป็นเช่นนี้เพราะเราสอนให้เขารู้จักแก้ปัญหา จัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้น ในทางกลับกันหากแม่กล่าวว่า “คราวหน้าต้องระวังให้มากกว่านี้นะ” เด็กจะรู้สึกว่าตนเองถูกตำหนิทันที และอาจต่อต้านในสิ่งที่จะแนะนำต่อไป ดังนั้นหลักคือ “การจัดการกับเหตุการณ์ ไม่ช่จัดการตัวบุคคล”               จากคำแนะนำข้างต้นจะเห็นว่า แม้ว่าจะชมลูกของเราเองยังต้องมีวิธีการชมให้ถูกวิธีนะคะ เมื่อคุณพ่อคุณแม่ทราบแบบนี้แล้วก็ขอให้กล่าวชมลูกอย่างถูกวิธี เพื่อเป็นการสร้างเสริมกำลังใจให้เด็กๆ ได้มีพลังที่จะพัฒนาตนในด้านต่างๆ ต่อไปค่ะ   ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ http://www.pbs.org/parents/education/going-to-school/talking-with-kids-about-school/

    Views 1,607 
  • วิธีพูดกับลูก โดยไม่ทำร้ายจิตใจ และให้เขายอมร่วมมือกับคุณ (ตอนที่ 1)

    วิธีพูดกับลูก โดยไม่ทำร้ายจิตใจ และให้เขายอมร่วมมือกับคุณ (ตอนที่ 1)  เด็กๆล้วนต้องการกำลังใจในการทำอะไรก็ตาม แต่บางครั้งคุณพ่อคุณแม่ มักจะหลงลืมที่จะใช้คำพูดเชิงบวกพูดเพื่อให้กำลังใจลูกๆ เพราะคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดาไปซะหมด วันนี้เรามีคำแนะนำดีดีจากหนังสือ “วิธีพูดกับลูก โดยไม่ทำร้ายจิตใจของเขา และทำให้เขาร่วมมือยอมทำตามคุณ” โดย ดร.เฮม จีนอตต์ (Dr. Haim Ginott) ซึ่งเป็นจิตแพทย์ นักจิตวิทยาเด็ก จบปริญญาเอกที่ Columbia University เป็นผู้ให้การศึกษาแก่พ่อแม่ปกครองที่มีชื่อเสียง ไปดูกันค่ะว่าดร.เฮม จะมีคำแนะนำอะไรดีดีบ้าง   ดร.เฮม กล่าวว่าสิ่งสำคัญระหว่างพ่อ แม่ และลูก คือ ความเข้าอกเข้าใจกัน คำพูดของพ่อแม่สำคัญต่อลูกมาก ถ้าพูดดีจะเปรียบเหมือนน้ำผึ้งชโลมใจไปตลอดชีวิต แต่หากพูดไม่ดีสามารถทำให้เกิดบาดแผลร้ายแรงทางจิตใจของลูกได้ ดังนั้นต้องระมัดระวัง ดร.เฮม จึงให้ความสำคัญกับคำพูดมาก วันนี้มาดูวิธีการพูดเชิงบวกกับลูกกันนะคะ   ไม่มีพ่อแม่คนไหนปรารถนาที่จะทำร้ายลูก แต่ด้วยคำพูดที่ไม่ได้กลั่นกรองให้ดีนั้นสามารถเป็นเหตุให้ทำร้ายลูกได้ มีข้อคิดในการพูดคุยกับลูกดังนี้ พ่อแม่จำเป็นที่จะต้องใช้คำพูดกับลูกเหมือนกับเวลาที่พูดกับแขกคนสำคัญ  คือ บ่อยครั้งด้วยความที่คิดว่าลูกเป็นลูก จึงใช้คำพูดตำหนิติเตียนแบบไม่ทันได้นึกถึงความรู้สึกของลูก ในทางกลับกัน ถ้าพูดคุยกับแขกคนสำคัญแม้ว่าเขาจะทำอะไรผิด เราก็จะไม่ใช้คำพูดไม่ดีตำหนิเขา เราจะพยายามสรรหาคำพูดที่พูดแล้วจะไม่ทำให้เขารู้สึกไม่ดี ดังนั้นหากพ่อแม่ตระหนักตรงจุดนี้ และพยายามคัดสรรคำพูดที่ดีเมื่อลูกทำผิดปัญหาจะไม่เกิดค่ะ พ่อแม่ควรเข้าใจว่า บางครั้งคำถามของลูกนั้นไม่ใช่คำถามที่แท้จริง แต่เป็นคำถามที่ซ้อนความหมายลึกซึ้งข้างใน เช่น เมื่อเด็กได้รู้เรื่องราวว่ามีเด็กมากมายที่ถูกพ่อแม่ทิ้ง เด็กอาจจะถามว่า “พ่อครับ มีเด็กที่ถูกทอดทิ้งใน....กี่คนครับ” ความจริงลูกไม่ได้ต้องการคำตอบเป็นตัวเลข แต่เขาต้องการสะท้อนให้พ่อ เห็นว่าเขากลัวว่าเขาจะถูกทอดทิ้งเป็นต้น ดังนั้นพ่อแม่ ควรจะพยายามเดาใจเขาว่าเขาต้องการอะไร กรณีนี้เมื่อรู้ว่าลึกๆ เขากลัวถูกทิ้ง และสิ่งที่เขาต้องการได้ยิน คือ “ก็คงมีเยอะลูก แต่ลูกไม่ต้องกลัวว่าพ่อจะทิ้งลูกนะ พ่อไม่มีวันทำแบบนั้น” เพียงแค่นี้ก็เรียบร้อย ในทางตรงข้างถ้าพ่อไม่เข้าใจ รู้สึกหงุดหงิดว่าจะถามเรื่องตัวเลขพวกนี้ไปทำไม แล้วตอบลูกกลับอย่างโมโห ก็จะยิ่งทำให้ลูกคิดมากและเสียใจ อาจจพาลคิดกังวลไปต่างๆ นาๆว่า สักวันพ่อคงทิ้งเขาไปกลายเป็นปมในใจไปอีก บางครั้งเมื่อลูกพูดอะไรๆ ออกมา ซึ่งในสายตาพ่อแม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องไม่สำคัญ หรือไร้สาระ อย่ามองข้ามให้เรารับฟัง และแสดงความรู้สึกหรืออารมณ์ร่วมอย่างเข้าใจ เพราะบางครั้งเด็กๆเขาก็ต้องการให้มีใครรับฟัง เข้าใจ และพูดคุยปรับทุกข์บ้าง แม้ว่าเรื่องนั้นดูไร้สาระสำหรับผู้ใหญ่แต่สำหรับเด็กๆ นั้นเป็นเรื่องใหญ่ทีเดียว เช่น  การที่พ่อแม่ ผิดคำพูดที่จะพาไปเที่ยว ซึ่งด้วยเหตุผลแล้ว อาจมีเหตุการณ์สำคัญที่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้น แต่ลูกอาจไม่เข้าใจและบ่นน้อยใจ พ่อแม่ควรปลอบใจ ยอมรับในการผิดคำพูดนั้น และเข้าอกเข้าใจเขาว่าเขาผิดหวัง แต่หากพ่อแม่ไม่เข้าใจเมื่อลูกบ่น แล้วคิดว่าลูกไม่เข้าใจตนกลับตะคอกกลับ ยิ่งทำให้เหตุการณ์เลวร้ายลงไปอีก           หรือบางกรณีลูกอาจจะมีเรื่องมาจากที่โรงเรียน เช่น โรงเรียนยกเลิกการไปทัศนศึกษา เมื่อกลับมาจึงมาบ่นด้วยคำพูดที่ไม่รื่นหูนัก สิ่งที่พ่อแม่ควรทำคือ รับฟัง มีอารมณ์ร่วมไปกับเขา และปลอบใจ ทำให้เขาสบายใจ และรู้สึกว่าคนที่บ้านเข้าใจเขา แล้วเขาก็จะสบายใจ และรู้สึกรักพ่อแม่ ที่เข้าใจเขา และโอกาสนี้พ่อแม่ยังใช้เป็นช่วงเวลาในการสอนลูกได้อีกด้วย แต่หากพ่อแม่เห็นลูกบ่นรู้สึกรำคาญ แล้วดุด่ากลับไป จะยิ่งทำให้เหตุการณ์เลวร้าย และลูกก็จะยิ่งอาละวาดหนัก ที่แย่ที่สุดคราวหลังเมื่อเขามีปัญหา พ่อแม่จะไม่ใช่บุคคลที่เขาจะเข้าหา และมาเล่าปัญหาให้ฟังอีกต่อไป เชื่อว่าพ่อแม่ทุกคนคงไม่ต้องการให้เป็นอย่างนั้นใช่ไม๊ล่ะคะ คำพูดที่มองดูว่าไร้ประโยชน์ของพ่อแม่ คือ คำพูดที่มุ่งแต่จะอบรม สั่งสอน อยู่ตลอดเวลา เพราะจะทำให้ลูกรู้สึกว่าตนทำอะไรผิดตลอดทำให้พ่อแม่ต้องคอยอบรม ทั้งที่จริงๆ แล้วพ่อแม่หวังดีอยากสอนลูก แต่ต้องดูจังหวะเวลา และวิธีการที่จะทำให้เขาไม่รู้สึกว่ากำลังถูกตำหนิ บางครั้งการสอนนั้นสามารถทำได้ด้วยวิธีการปฏิบัติให้ดูก็ยังได้ เป็นการสอนด้วยการกระทำ ก็จะช่วยลดการสอนด้วยคำพูดได้ค่ะ             จากข้อมูลข้างต้นทำให้เราพอจะเข้าใจความคิดของเด็กๆ มากขึ้นนะคะ สิ่งสำคัญที่สุด คือ พยายามเข้าใจเข้าอย่างแท้จริง ให้ความรัก ความเอาใจใส่กับเขา และยอมรับในสิ่งที่เขาเป็นค่ะ คำแนะนำของ ดร.เฮม ยังไม่จบเท่านี้มาติดตามกันต่อตอนหน้านะคะ   ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ http://www.sott.net/article/239174-How-moms-talk-influences-childrens-perspective-taking-ability

    Views 7,196 
  • กฎสำคัญ 55 ข้อ (ตอนที่ 3)

    กฎสำคัญ 55 ข้อ (ตอนที่ 3) ตอนนี้ก็เป็นตอนสุดท้ายแล้วของกฎสำคัญทั้ง 55 ข้อ โดยช่วงสุดท้ายก็เน้นไปในเรื่องของแนวคิด การมองโลก และการใช้ชีวิต ซึ่งก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจค่ะ มาดูกันเลยค่ะ   กฎข้อที่ 38 และ 39 เป็นเรื่องการไปเยี่ยมสถานที่อื่นๆ คือ หาต้องเข้าไปในสถานที่อื่นซึ่งเป็นที่สาธารณะ เช่น ในตัวตึก หรือ อาคาร ควรเดินเข้าไปอย่างเงียบๆ เพื่อไม่เป็นการรบกวนผู้คนภายในอาคารนั้นๆ  และ เมื่อไปเยี่ยมสถานที่ใดๆ แล้วควรจะกล่าวชมสถานที่นั้นๆ ทำให้ผู้ที่ต้อนรับเรารู้สึกสบายใจ   กฎข้อที่ 45 และ 46 เป็นเรื่องของการเข้าชมการแสดง คือ อย่าแซงคิวใครเป็นอันขาด และเมื่อเข้าไปในโรงภาพยนต์ หรือ โรงละครแล้ว จะไม่มีการพูดคุยกันเด็ดขาด ไม่ทำเสียงดังอันจะเป็นการรบกวนคนรอบข้าง...ข้อนี้เป็นมารยาทในสังคมใกล้ตัวที่เด็ก ๆ ควรฝึกเอาไว้ค่ะ   กฎข้อที่ 48 คือ เมื่อมีนักเรียนคนอื่นมากวนใจ หรือ แกล้งให้บอกคุณครู อย่าแก้ปัญหาเอง...ข้อนี้อธิบายเพิ่มได้ว่า เราไม่ควรเข้าไปก้าวก่ายหน้าที่ของคนอื่น หากมีปัญหาระหว่างเด็กนักเรียนด้วยกัน เนื่องจากหน้าที่ดูแลพฤติกรรมเด็กนักเรียนเป็นหน้าที่ของครู ควรจะปล่อยให้ครูทำหน้าที่นั้นอย่างเต็มที่ ไม่ใช่พยายามจัดการเอง ซึ่งอาจจะทำให้เรื่องราวบานปลายได้   กฎข้อที่ 49, 50, 51, 52 และ 54ความเชื่อมั่น การมองโลก และ การใช้ชีวิต  คือ ให้ยืดหยัดในสิ่งที่เราเชื่อ รวมถึงเป็นสิ่งที่ดี ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน นอกจากนี้การมองโลกในแง่ดีและมีความสุขกับชีวิต ให้มองทุกอย่างด้วยสายตากว้างไกล เน้นย้ำแต่สิ่งทีดีในชีวิตของเธอ ที่สำคัญจงใช้ชีวิตแบบที่จะไม่มีวันเสียใจ เมื่อตั้งใจทำอไรก็ให้ “ทำซะ”อย่าปล่อยให้อุปสรรค์กีดขวางทาง ทำอย่าหยุดจนกว่าจะประสบความสำเร็จ จงสู้จนหมดใจเพื่อให้ความฝันของเราสำเร็จ เมื่อทำผิดพลาด จงเรียนรู้จากมัน แล้วเดินหน้าต่อไป, ใช้ชีวิตวันนี้ให้เต็มที่ มีความสุข และเป็นประโยชน์มากที่สุด เพราะเรามีวันนี้ได้เพียงครั้งเดียว...คำกลุ่มนี้อธิบายเพิ่มได้ว่า จนเชื่อมั่นยืดหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง มองโลกในแง่ดี พัฒนาตัวเองทำฝันให้สำเร็จ เมื่อเกิดความผิดพลาดให้ถือว่า “ผิดเป็นครู” เอาเป็นบทเรียนในการพัฒนาตัวเอง และ ใช้วันเวลาของชีวิตที่ผ่านไปให้คุ้มค่ามากที่สุด   ข้อสุดท้าย ข้อ 55 คือ เป็นคนดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ไม่ว่าชีวิตจะเลวร้ายแค่ไหนก็ตาม เราต้องเป็นคนที่ผู้อื่นอยากเข้าใกล้ ให้แน่ใจว่าชีวิตเราต้องมี 7 สิ่งนี้ตลอดเวลา คือ เสียงหัวเราะ ครอบครัว การผจญภัย อาหารที่ดี ความท้าทาย การเปลี่ยนแปลง และ การแสวงหาความรู้ สิ่งเหล่านี้จะทำให้เราเติบโต และมีความสุขในชีวิต   ความจริงแล้วเราสามารถสอนเด็กๆได้ ตั้งแต่เขายังเล็กๆเลย ไม่จำเป็นว่าเขาจะต้องเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก่อน การสอนตั้งแต่ยังเด็กแบบนี้จะทำให้เขาได้ฝึกฝนตัวเองไปเรื่อยๆ พร้อมกับปรับไปตามสถานการณ์ ตามวัยได้ จนเมื่อเป็นผู้ใหญ่เขาก็จะมองโลกได้ตามความเป็นจริง มีจุดยืน และเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพที่สุดค่ะ...เริ่มต้นสอนกันตั้งแต่วันนี้ เพื่อที่เขาจะได้เป็นคนเก่งและคนดีในวันข้างหน้านะคะ   ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ http://www.mnn.com/family/family-activities/stories/is-4-year-old-as-smart-as-einstein-not-quite-mensa-experts-say

    Views 1,281 
  • กฎสำคัญ 55 ข้อ (ตอนที่ 2)

    กฎสำคัญ 55 ข้อ (ตอนที่ 2)   คราวที่แล้วเรามาถึงกฎข้อที่ 11 เรามาต่อกันที่ กฎข้อ 13 นะคะ (ขอข้ามข้อ 12 ไปค่ะ) มาดูกันเลยค่ะ   กฎข้อ 13 เมื่อครูให้อ่านหนังสือในห้องเรียน ต้องอ่านหนังสือตามไปด้วย และเมื่อครูเรียกให้ลุกมาอ่าน ต้องรู้ว่าอ่านกันไปถึงไหนแล้ว และเริ่มต้นอ่านทันที...ข้อนี้ขออธิบายเพิ่มเติมสักนิดผู้เขียนต้องการสื่อถึงการให้ความสนใจต่อที่ประชุม ด้วยการให้สมาธิ และตามให้ทันว่าที่ประชุมดำเนินไปถึงไหน และเมื่อถึงคราวที่ต้องแสดงความคิดเห็น ก็ทำได้ทันทีนั่นเอง   กฎข้อที่ 15 เมื่อทำความดี หรือสำเร็จในเรื่องอะไรแล้ว อย่าขอรางวัล หรือหวังรางวัล เพราะมันเป็นการเสียมารยาทมาก...ข้อนี้อธิบายเพิ่มเติมได้ว่า ในทางที่ถูกควรจะทำอะไรด้วยความพยายามอย่างเต็มที่โดยที่ไม่ได้หวังอะไรตอบแทน เพราะประโยชน์ที่แท้จริงคือ การพัฒนาตนเอง ส่วนรางวัลที่ตามมานั้นเป็นเพียงของแถมเท่านั้น   กฎข้อที่ 16, 17 และ 18 เป็นเรื่องเกี่ยวกับระเบียบวินัย คือ นักเรียนต้องส่งการบ้านทุกวัน ทุกวิชา ไม่มีข้อยกเว้น, เวลาที่จะเปลี่ยนวิชาเรียนต้องรวดเร็ว เงียบ เป็นระเบียบ และ ต้องทำตัวให้มีระเบียบมากที่สุดเท่าที่จะมากได้...อธิบายเพิ่มเติมได้ว่ากฎหมวดนี้ ต้องการให้เด็กรู้จักหน้าที่ของตนเอง และรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับอย่างเต็มที่ เมื่อจะต้องเปลี่ยนกิจการงานที่ทำให้ทำอย่างรวดเร็ว มุ่งตรงต่อเป้าหมายโดยไม่ปล่อยให้มีสิ่งอื่นๆ มาขัดขวางงานที่จะต้องทำให้สำเร็จ และความเป็นนระเบียบ จัดข้าวของให้เป็นระเบียบเรียบร้อยจะทำให้ทำงานได้รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากกว่า   กฎข้อที่ 23 และ 25 เกี่ยวกับเรื่องการปฏิสัมพันธ์กับคน คือ เรียนรู้ชื่อผู้คนให้ได้อย่างรวดเร็ว ทักทายและเรียกชื่อพวกเขา และ เมื่อมีใครมาเยี่ยมสถานที่ของเราให้กล่าวต้อนรับบุคคลนั้น จับมือเขา (คนไทยก็สวัสดีนะคะ) แนะนำตัวเองว่าเราเป็นใคร และพาเขาชมสถานที่ของเรา   กฎข้อที่ 30 เกี่ยวกับความรับผิดชอบส่วนตัว คือ หลังทานข้าวเสร็จ เราจะเก็บจานเอง รวมถึงการเช็ดโต๊ะ เก็บเศษอาหารรอบๆ รวมถึงขยะอื่นๆ ....ข้อนี้อธิบายเพิ่มได้ว่า จะฝึกให้เด็กรู้จักรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองได้ทำเอาไว้ บางบ้านอาจจะมีแม่บ้านคอยทำความสะอาด แต่การทำแบบนี้จะทำให้เขาติดนิสัยทำอะไรไม่คิดถึงผลที่จะตามมา เพราะไม่ต้องรับผิดชอบอะไร แต่หากเขารู้ว่าเขาทำอะไรแล้วต้องเป็นคนรับผิดชอบเองทั้งหมดแล้ว เขาจะต้องคิดก่อนทำนั่นเอง และจะระมัดระวัง เห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากขึ้น   กฏขัอที่ 34 เรื่องการประมาณในการบริโภค คือ เมื่อใดมีคนให้ของเราทาน เมื่ออยู่ในส่วนรวมอย่าหยิบมากเกินไป เพราะจะถูกมองว่าเป็นคนตะกละ และยังเป็นการไม่เกรงใจผู้อื่น เพราะเธอไม่เหลือไว้ให้คนอื่นๆ บ้าง...ข้อนี้เป็นการฝึกไม่ให้เด็กๆ เห็นแก่ตัว ให้นึกถึงผู้อื่น ซึ่งก็จะทำให้เป็นที่รักของคนรอบข้างนั่นเอง   กฏข้อที่ 35, 36 และ43 เรื่องความน้ำใจกับคนอื่น คือ เมื่อมีใครทำอะไรหล่น จงหยิบมันขึ้นมาส่งคืนให้เขา แม้ว่าเขาจะอยู่ใกล้กับของชิ้นนั้นก็ตาม เพราะเป็นมารยาที่สุภาพ แสดงถึงความมีน้ำใจของเรา, เมื่อเราต้องเปิดประตู และมีคนเดินตามมาในระยะใกล้ ให้เราเปิดประตูให้คนนั้นด้วย เช่น ถ้าประตูต้องดึง เมื่อดึงแล้วก็ให้หลบให้คนข้างหลังไปก่อน เราค่อยตามไป แต่ถ้าประตูแบบผลัก ให้ผลักแล้วเดินไปพร้อมกับจับประตูไว้ก่อนจนกว่าผู้ที่ตามมาจะจับประตูต่อจากเรา หรือ เดินผ่านไปแล้ว และ เมื่อต้องขึ้นบนไดเลื่อน ควรจะยืนชิดขวาเพื่อเปิดทางให้คนที่กำลังรีบเดินไปทางซ้ายได้ เวลาจะเข้าลิฟท์ ขึ้นรถไฟฟ้า ควรรอให้คนเดินออกมาก่อนจึงจะเข้าไป  มาถึงกฎข้อที่ 43 กันแล้ว เป็นยังไงบ้างคะ...จะเห็นว่าสิ่งเล็กน้อยๆ ในห้องเรียนนี่ล่ะ จะหล่อหลอมนิสัยของเด็กๆ ให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพได้ แม้ที่บ้านก็เหมือนกันค่ะ การที่หัดให้น้องๆ รับผิดชอบงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ หรือ รับผิดชอบจัดเก็บข้าวของของตัวเองให้เป็นระเบียบสำคัญเช่นกันค่ะ...แล้วถ้าน้องทำได้เขาก็จะภูมิใจในตัวเองด้วยนะคะ...แล้วพบกันใหม่ค่ะ ขอบคุณรูปภาพจากเว็บไซต์: http://www.theaustralian.com.au/news/baby-einsteins-tutoring-children-now-begins-early-as-123/story-e6frg6n6-1226413870266

    Views 951 
  • กฎสำคัญ 55 ข้อ (ตอนที่ 1)

    กฎสำคัญ 55 ข้อ (ตอนที่ 1)วันนี้ได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งชื่อว่า The Essential 55 หรือ ในชื่อภาษาไทยว่า กฎสำคัญ 55 ข้อสำหรับชีวิตของเด็กทุกคน ซึ่งเป็นหนังสือติดอันดับ ของ The New York Times Bestseller ซึ่งสำนักพิมพ์ที่นำมาแปลคือ สำนักพิมพ์ 108 สุดยอดไอเดีย เป็นเรื่องของครูท่านหนึ่งชื่อ Ron Clark ซึ่งเป็นครูที่ได้รับรางวัล Disney Teacher of the Year Award ประจำปี 2001 ที่สอนเด็กด้วยหัวใจและมุ่งหวังให้เด็กทุกคนก้าวหน้า เจริญรุ่งเรือง และเขาก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในการปั้นเด็กๆ ให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ และประสบความสำเร็จในชีวิต เขาจึงได้รวบรวมกฎสำคัญๆ ที่เขาให้ลูกศิษย์ของเขาปฏิบัติตาม จนติดเป็นนิสัยที่ดี 55 ข้อ อ่านแล้วน่าสนใจค่ะ เพราะไม่ใช่แค่ครูที่จะสามารถนำเอาไปสอนลูกศิษย์เท่านั้น แต่ทั้งคุณพ่อ คุณแม่ ก็สามารถเอากฎเหล่านี้ไปสอนลูกได้เช่นกัน โดยจะเลือกกฎที่น่าสนใจมาแชร์กันนะคะ    กฎขอ้ที่ 1 และ 2 เกี่ยวกับเรื่องความสุภาพ คือ เวลาตอบผู้ใหญ่ให้ตอบแบบมีหางเสียง “ครับ/ค่ะ” เพราะจะทำให้การติดต่องานเป็นไปได้ด้วยดี และ การสบตาผู้คนที่กำลังพูดด้วย ก็คือเป็นการแสดงความสนใจแก่ผู้สนทนาว่าเราตั้งใจฟังสิ่งที่เขาพูด แสดงว่าเรามั่นใจในตนเอง   กฎข้อที่ 3 หากมีใครชนะการแข่งขัน หรือทำอะไรได้ดี ควรจะแสดงความยินดี หรือชมคนนั้นอย่างจริงใจ ด้วยการปรบมือในห้องเรียน และ กฎข้อ 4 การแสดงความเห็น ถ้าเกิดความเห็นเราไม่ตรงกับของเขาให้เราพูดอย่างสุภาพว่า “ฉันเห็นด้วยกับ...และก็รู้สึกด้วยว่า...” หรือ “ฉันไม่เห็นด้วยกับ...เธอพูดมีประเด็น แต่ฉันคิดว่า...” ข้อนี้หมายถึงรู้จักใช้คำที่สุภาพเมื่อเรามีความเห็นต่าง หรือไม่เยาะเย้ยใครเมื่อความคิดของเขาอาจจะดูไม่เข้าท่านั่นเอง   กฎข้อที่ 5 เมื่อทำดี หรือสำเร็จใจอะไรบางอย่าง อย่าคุยโว ถ้าแพ้อย่าแสดงความโกรธ แต่จงพูดอะไรบางอย่าง เช่น “ฉันสนุกกับการแข่งขันจริงๆ แต่จะรอเล่นกับเธออีก” หรือ “มันเป็นเกมส์ที่ดี” หรือ ไม่พูดอะไรเลยจะดีกว่า แต่การพูดจาด้วยความโกรธ หรือ แดกดัน เช่น “ฉันไม่ได้เล่นเต็มที่ เธอไม่ได้เก่งอะไรนักหรอก” นั่นยิ่งเป็นการแสดงออกถึงความอ่อนแอ โดยส่วนตัวแล้วเห็นด้วยกับข้อนี้เป็นอย่างมากค่ะ เพราะการพูดจาในทางลบแบบนี้หมายถึงความเป็นคนใจแคบ และ ดูน่าสงสารเป็นอย่างยิ่งค่ะ   กฎข้อที่ 6 เมื่อมีใครถามเกี่ยวกับเรื่องราวของเรา ควรตอบคำถามนั้นด้วยความจริงใจ และถามคำถามนั้นกลับไปเช่นกัน เช่น “เมื่อวานเธอทำกิจกรรมอะไรบ้าง?”...ก็ให้ตอบเขาไป แล้วถามเขากลับว่า “แล้วเธอล่ะ?” เพราะมันเป็นมารยาทที่ดีค่ะ เมื่อเราแสดงให้อีกฝ่ายเห็นว่าเราก็สนใจเรื่องของเขาเช่นกัน   กฎข้อที่ 7 และ 8 เป็นเรื่องของกิริยาท่าทาง คือ เมื่อจามแล้วให้เอามือปิดปาก แล้วกล่าว “ขอโทษครับ/ค่ะ” แล้วให้รีบไปล้างมือ และอีกข้อคือ อย่าทำกิริยาจุ๊ปาก ทำเสียงจุ๊ๆ หรือแสดงความไม่เคารพคนอื่นด้วยกิริยาท่าทาง กฎข้อที่ 9, 10 และ 11 เป็นเรื่องของแสดงน้ำใจ คือ เวลาที่ใครทำอะไรให้เรา เราต้องกล่าวคำว่า “ขอบคุณ” เสมอ ,เมื่อเราได้รับของอะไรบางอย่างจากคนอื่น เราก็ไม่ควรวิจารณ์ในแง่ลบเกี่ยวกับของขวัญนั้น หรือแสดงความรู้สึกว่าไม่ชื่นชมกับสิ่งนั้น และ แสดงความมีน้ำใจกับทุกคน สร้างความประทับใจให้กับใครบางคนอย่างน้อยเดือนละครั้ง   เป็นยังไงกันบ้างคะกฎข้างต้นนี้ดูแล้วเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ดูเหมือนว่าไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ และผู้ใหญ่อย่างเราๆ ก็รู้กันอยู่แล้ว แต่ว่าเราอาจจะละเลยในการสอนลูกศิษย์ หรือ ลูกของเรา ดังนั้นกฎเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่เตือนให้เราตอกย้ำกับเด็กๆ ค่ะว่าเป็นสิ่งที่ละเลยไม่ได้...กฎข้ออื่นๆ ยังมีอีกนะคะ ติดตามกันในตอนต่อไปค่ะขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ : http://whizbit.com/page/2/

    Views 1,108 
  • สุภาพ...กับคนใกล้ตัว

    สุภาพ...กับคนใกล้ตัว   วันนี้มีเรื่องหนึ่งซึ่งก็ได้ยินได้ฟังกันมาเป็นระยะๆ แต่ก็ยังอยากหยิบประเด็นนี้มาแชร์กัน เพื่อเตือนสติตอกย้ำกันให้เราดูแลคนใกล้ชิดรอบตัวเราด้วยความสุภาพ และเห็นอกเห็นใจ...เป็นเรื่องที่ถอดความจาก “Blue Flowers” เรื่องก็มีอยู่ว่า   ...เดินชนคนแปลกหน้า ฉันเอ่ยขอโทษไม่ตั้งใจ เขาตอบกลับว่า “ขออภัย ผมเองไม่ทันเห็นคุณ”เราต่างสุภาพ ถ้อยทีถ้อยอาศัย แสดงน้ำใจแม้ต่อผู้ที่เราไม่รู้จัก แต่ที่บ้านเย็นวันนั้น ฉันทำอาหารอยู่ในครัว...เจ้าลูกสาวตัวน้อยแอบมายืนข้างหลังไม่ทันระวังฉันหันหลังกลับไปชนเธอล้มลง “อย่ามายืนแกะกะ”ฉันดุใส่ ลูกสาวเดินจากไป หัวใจเธอปวดร้าว...   คืนนั้นฉันได้ยินเสียงกระซิบจากเบื้องลึกของหัวใจว่า “กับคนแปลกหน้าฉันสุภาพได้ กับลูกรักชิดใกล้ ทำไมทำได้ลงคอ ดูที่พื้นครัวสิ ดอกไม้หลากสีที่ลูกอุตส่าห์เก็บมาหวังให้แปลกใจตกเกลื่อนอยู่ทั่วไป น้ำตาเธอไหล เหตุใดไม่แลเห็น”ฉันเพิ่งรู้ตัว เลยค่อยๆ ย่องเข้าไปนั่งคุกเข่าอยู่เคียงข้างลูก “ตื่นเถิดคนดี ดอกไม้นี่ลูกเก็บมาให้แม่หรือ”ลูกตอบ “ใช่ค่ะ หนูเห็นดอกไม้บานสวยเหมือนคุณแม่เลย รู้ว่าคุณแม่ต้องชอบ โดยเฉพาะดอกสีน้ำเงิน” ฉันตื้นตันใจ “ลูกรัก แม่ขอโทษจริงๆ ที่เอ็ดหนู” “แม่จ๋า ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูรักแม่” “แม่ก็รักลูก แม่ชอบดอกไม้ของหนูมาก โดยเฉพาะสีน้ำเงินจ้ะ”   หากเราตายจากไปในวันพรุ่งนี้ อีกไม่กี่วันนายจ้างก็หาคนใหม่ทำแทนได้ แต่คนในครอบครัวที่อยู่เบื้องหลังอาจโศกเศร้าไปชั่วชีวิต ลองคิดดูว่าคุ้มไหมที่เราจะทุ่มเทให้กับงานมากกว่าครอบครัว คำว่า Family ย่อมาจาก Father and Mother I love you ดังนั้นให้เวลากับพ่อแม่ของคุณให้มากขึ้นยามท่านแก่ตัวลง รู้จักแบ่งเวลาให้กับงานและคนที่บ้านให้สมดุลกัน   เรื่องก็มีอยู่เท่านี้ค่ะ...ซึ่งเรื่องนี้ทำให้เราได้ตระหนักว่า คนเรามักจะสุภาพกับคนที่ไม่รู้จักจริงๆ นั่นแหละ แต่พอกับคนใกล้ตัวกลับลืมตัว ด้วยความเคยชิน จึงลืมที่จะให้ความสำคัญและสุภาพด้วย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเมื่อเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นมา คนรอบๆ ตัวเรานี่แหละที่จะช่วยเหลือเรา ไม่ใช่คนที่เราพูดสุภาพเหล่านั้นสักหน่อย...โดยส่วนตัวเลยจะพยายามเตือนตนเองเสมอว่าเราควรสุภาพกับทุกๆ คน ที่เราได้พบปะพูดคุยด้วย ยิ่งถ้าเป็นคนในครอบครัว และคนที่เราสนิทเรายิ่งต้องใส่ใจดูแลจิตใจเขาเหล่านั้นเสมอ และสำนึกในความดีงามที่เราได้ถ้อยทีถ้อยอาศัย ช่วยเหลือกันมา ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครที่จะสมบูรณ์แบบ ยิ่งใกล้ชิดยิ่งเห็นข้อเสียของกันและกันได้มากขึ้น แต่ขอให้เรานึกให้อภัย และมองเอาจุดดีของเขาเป็นหลัก...   และที่สำคัญคุณพ่อคุณแม่ คือผู้ที่มีพระคุณกับเรา เป็นพระอรหันต์ในบ้านของลูกๆ คำนี้ไม่ได้เกินจริงเลย หากลูกๆ คนไหน ดูแลพ่อแม่อย่างดีจะได้บุญเท่ากับเราได้ทำกับพระอรหันต์ทีเดียว เพราะแค่ท่านให้ต้นแบบร่างกายมนุษย์แก่เรา ให้กำเนิดเรา เราจึงมีโอกาสได้เกิดมาทำความดี สั่งสมบุญ ฝึกฝนอบรมตนในชาตินี้ ก็มีพระคุณมากมายแล้ว ยิ่งถ้าท่านเลี้ยงดูเรามาจนโตคอยอบรม สั่งสอน ดูแลเราสารพัด ท่านยิ่งมีพระคุณต่อเรามากขึ้นไปอีก ดังนั้นขอให้ทุกท่านไม่มองข้ามความดีอันประเสริฐ์ ที่ลูกจะพึงตอบแทนให้กับพ่อแม่ได้...เพียงเท่านี้เราก็จะอยู่ร่วมกันได้ด้วยความสุภาพ สมดุล และมีความสุขค่ะ   ขอบคุณรูปภาพจากเว็บไซต์ : http://unificationplace.com/parenting/test-post-two/

    Views 1,323 
  • แม่ผู้สร้างโลก

    แม่ผู้สร้างโลกคำว่า "แม่" นั้นยิ่งใหญ่ไพศาล เพราะทุกคนในโลกที่เกิดมาล้วนต้องมีแม่เป็นผู้ให้กำเนิด ตามหลักแล้วแค่แม่ได้ยอมอุ้มท้องให้เราได้ลืมตามาดูโลก ให้โอกาสชีวิตหนึ่งได้สร้างความดีบุญคุณของท่านก็มากมายนับประมาณไม่ได้แล้ว หากแม่ได้ทำหน้าที่แม่ในการเลี้ยงดูลูกจนเติบโต พระคุณแม่ยิ่งมากล้นเกินพรรณนา...วันนี้จึงอยากแชร์เรื่องราวของลูกคนหนึ่งที่ได้กล่าวถึงคุณแม่ ผู้เป็นที่รักยิ่งให้กับทุกๆคนค่ะ ผู้นั้นก็คือ คุณวานิษา เรช นั่นเอง เธอได้เขียนขอบคุณคุณแม่ของเธอในหนังสือ อัจฉริยะสร้างได้ว่า แม่เคยบอกว่า...ถึงแม้วันนี้ หนูดีจะยังไม่เห็น แต่วันหนึ่งหนูจะรู้เองว่า หนูฉลาดอย่างที่แม่บอกจริงๆ หนูดีเคยได้ยินคำว่า “คุณเชื่อ และคุณก็จะเป็น” แต่สำหรับหนูดี น่าจะเป็นว่า “แม่เชื่อ และหนูดีก็เป็น” มากกว่า ที่น่ารักที่สุดก็คือ เชื่อของแม่สุดหัวใจว่าหนูดีเป็นของขวัญที่มีค่ามากที่แม่จะมองให้กับโลก และแม่พูดเสมอว่า ถ้าแม่ตาย แม่จะไม่เสียดายชีวิตเลย เพราะได้สร้างคนอย่างหนูดีขึ้นมาแล้ว หนูดีเชื่อว่าใครก็ตามที่มีแม่แบบนี้ จะมีพลังทำอะไรก็ได้ในโลกไม่ว่ามันจะยากเย็นสักแค่ไหน...และนี่คงเป็นคำตอบสำหรับใครหลายๆ คนที่รู้จักหนูดี และชอบถามว่าทำไมหนูดียิ้มเก่ง ก็เพราะนอกจากจะได้ทำอาชีพที่รักมากๆ แล้ว หนูดียังมีแม่ที่วิเศษสุดยอด แล้วอย่างนี้จะไม่ให้ยิ้มเก่งได้อย่างไรคะ หนูดีอยากขอบคุณเหมือนกับที่ลินคอล์นพูดว่า “For whatever I am and will become, I owe it to my mother.” จากคำกล่าวขอบคุณ และชื่นชมคุณแม่ของเธอข้างต้น เห็นได้เลยค่ะว่า แม่เป็นผู้สร้างโลกจริงๆ เพราะว่าผู้คนในโลกใบนี้ล้วนมีแม่ทั้งนั้น ดังนั้นโลกเราจะเป็นอย่างไร ก็เพราะแม่ของพวกเรานี่ล่ะค่ะเป็นผู้สร้าง การที่แม่สักคนจะเชื่อมั่นในตัวลูก และทุ่มเทอบรม เลี้ยงดู สนับสนุนให้การศึกษาลูก ไม่ใช่เพียงแค่สร้างให้ลูกเป็นคนดีเท่านั้น แต่ยังสร้างคนดีให้กับโลกใบนี้อีกด้วย ดังนั้นจึงอยากฝากให้คุณแม่ทุกคนตระหนักถึงพลังอันยิ่งใหญ่ที่อยู่ในมือท่าน แล้วใช้พลังนั้นให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ที่สำคัญอยากให้ทั้งคุณพ่อ และคุณแม่ นึกถึงคำสอนไทยโบราณที่ว่า “คำพ่อแม่นั้นเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ เมื่อพูดว่าลูกเป็นอย่างไรลูกก็จะเป็นอย่างนั้น” ดังนั้นคุณพ่อ คุณแม่ ขอให้เชื่อมั่นว่าลูกของท่านจะเป็นคนเก่ง และดี พูดแต่สิ่งที่ดีสิ่งที่เป็นบวกเท่านั้น แล้วลูกของท่าน เยาวชนของชาติจะเป็นไปตามคำประกาศิตนั้นจริงๆค่ะ    

    Views 1,414 
read more...
  • สมอง กับ ความจำ

    สมอง กับ ความจำสวัสดีค่ะ วันนี้เรามีเทคนิคดีดีที่จะมาช่วยพัฒนาความจำของเรา บางคนมักบอกว่าตัวเขาเป็นคนความจำไม่ดี ซึ่งในความเป็นจริงแล้วสมองของคนเรานั้นมีประสิทธิภาพไม่ต่างกันเลย แม้แต่ไอน์สไตน์ เมื่อเสียชีวิตแล้ว มีนักวิทยาศาสตร์ได้ผ่าพิสูจน์สมองของเขาก็พบว่าไม่ได้มีความแตกต่างกับคนทั่วไป แล้วทำไมเราจึงจำเก่งไม่เท่ากัน...จริงๆ แล้วสมองเป็นอุปกรณ์อย่างหนึ่งในร่างกายเราที่ควรจะต้องศึกษาวิธีการใช้สมองอย่างถูกวิธี เพื่อที่จะได้ใช้สมองให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดนะคะเรามาดู 5 เทคนิคการจำแบบฉบับ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กันค่ะ  อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กล่าวไว้ว่า "จินตนาการสำคัญกว่าความฉลาด Imagination is more important than intelligence" เพราะตัวเขาเองเมื่อจะคิดค้นอะไรใหม่ๆ เขามักนึกเห็นผลลัพธ์ของมันออกมาก่อนเสมอ จากนั้นจึงศึกษาค้นคว้าหาวิธีทำให้จิตนาการของเขาสำเร็จเป็นความจริงขึ้นมา และหลักการนี้ได้ผ่านบทพิสูจน์มานับครั้ง ไม่ถ้วน            มีเรื่องของ "รอน ไวท์" เป็นผู้หนึ่งที่ท้าพิสูจน์เรื่องนี้ผ่านชีวิตจริง   17 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ "รอน ไวท์" เป็นนักศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งของรัฐเทกซัสหรัฐอเมริกา เขาเป็นผู้ชาย ธรรมดาที่มีความฝันว่า วันหนึ่งจะมีความจำเป็นเลิศแบบไอน์สไตน์ ทันทีที่ได้ยินข่าวว่ามีการเปิดอบรมเรื่องความจำแบบ "ไอน์สไตน์" เขาจึงไม่ยอมละทิ้งโอกาสดีๆ รีบสมัครเข้าร่วมโครงการ  และวันนี้ "รอน ไวท์" กลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปในฐานะผู้ที่มีความจำยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่ง ของโลก เป็นวิทยากรชื่อดังด้านการฝึกฝนความจำโดยวิธีพัฒนาความคิดแบบไอน์สไตน์ที่ ใครๆ ก็อยากฝากตัวเป็นศิษย์...ดังนั้นเมื่อเราเห็นคอร์สอบรมอะไรก็ลองให้ความใส่ใจดูว่าอะไรเหมาะสมกับเรา และเขาอบรมเพื่อพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอนะคะ ไม่แน่ว่าเราอาจจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่ง และช่วยเหลือคนได้อีกมากก็เป็นได้                 รอนบอกกับทุกคนว่า ทุกคนสามารถทำได้ สามารถจำหลายสิ่งหลายอย่างได้ เพียงแต่รู้จักพัฒนาความคิดอย่างเป็นระบบ มีระเบียบในการจำ    แบบทดสอบแรกที่รอนใช้สอน ผู้กระหายอยากมีความจำเป็นเลิศคือ คำง่ายๆ 20 คำ นั่นคือ   "ฟูจิ น้ำแข็ง ต้นไม้ จักรยาน สุนัข น้ำ 1 แก้ว รองเท้า ทีวี หมอน สปริง เครื่องบิน โตเกียว แมว หมวกสีดำ แว่นตา เสื้อสีน้ำตาล  เช็คมูลค่า 100,000 บาท รถคันใหม่ สุนัข และฟูจิ"   หลายคนฟังแล้วอาจจะรู้สึกหงุดหงิด คำตั้งเยอะจะจำอย่างไรได้ เทคนิคง่ายๆ ที่ "รอน"บอกว่าเป็นพื้นฐานของการจำ นั่นคือการผูกคำเหล่านี้เป็นห่วงโซ่ให้กลายเป็นเรื่องราว  กรณีนี้ "รอน" ให้ทุกคนลองจินตนาการว่าเราไปที่ภูเขาฟูจิ ที่นั่นมีน้ำแข็ง ต้นไม้ จักรยานจอดอยู่ เจอสุนัขใส่รองเท้าคู่หนึ่ง กำลังถือน้ำอยู่ในมือ 1 แก้ว นอนดูทีวีอยู่บนหมอนและที่นอนสปริง จากนั้นก็ขึ้นเครื่องบินไปโตเกียว เจอแมว ใส่หมวกสีดำ ใส่แว่นตา ใส่เสื้อสีน้ำตาล ในมือมีเช็คมูลค่า 100,000 บาท  เตรียมไว้สำหรับซื้อรถคันใหม่ แล้วเจอสุนัขอีกตัวก่อนบินกลับภูเขาฟูจิ  เท่านี้ทุกคนก็สามารถที่จะจำคำต่างๆ ที่บอกไปได้ทั้งหมด "รอน" บอกถึงเคล็ดลับในการจำ มีอยู่ 5 ขั้นตอน คือ   1. ชัดเจน (focus) โฟกัสสิ่งที่ต้องการจดจำให้ชัดเจนว่าคืออะไร มีความโดดเด่นตรงไหน ตรงนี้ถือว่าเป็นจุดที่สำคัญที่สุดที่ทำให้พลังของการจดจำมีประสิทธิภาพ   2. บันทึก (files) เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่ละเลยไม่ได้ หากคุณต้องการเรียกคืน เอกสารจากคอมพิวเตอร์กลับมาใช้อีก คุณจะต้องบันทึกโฟลเดอร์หรือไฟล์งาน นั้นไว้เพื่อเรียกใช้ในภายหลัง ความทรงจำของคุณเช่นกันที่มีกลไกการทำงานแบบเดียวกัน ดังนั้นเพื่อให้สามารถเรียกข้อมูลกลับมาใช้ได้ในระยะเวลาต่อมา ทุกคนจำเป็น ต้องบริหารจัดการความทรงจำ และจัดเก็บข้อมูลไว้ในตู้เก็บไฟล์แห่งความทรงจำ อย่างมีระบบและมีระเบียบ เพื่อเวลาเรียกใช้จะได้ง่ายขึ้น   3. ภาษาภาพ (pictures) เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ ทุกคนจำเป็นต้องจินตนาการ  สิ่งที่ต้องการจำให้เป็นภาพที่คุ้นเคย หรือภาพที่สะดุดตา พูดง่ายๆ อะไรก็ตามที่ต้องการจดจำจะต้องแปลงให้อยู่ในรูปแบบของภาษาภาพเสมอ  และนี่คือเหตุผลที่อธิบายถึงการจดจำหน้าตาของผู้คน แต่ไม่สามารถจำชื่อได้เนื่องจากทุกคนมองเห็นรูปหน้าคน  แต่มองไม่เห็นชื่อของคนคนนั้น เวลาเจอหน้ากันอีกครั้งจึงรู้สึกคุ้นตาแต่จำชื่อไม่ได้ การจำเป็นภาพก็ใช้หลักการเดียวกัน ดังนั้นหากคุณต้องการจดจำบทกวี ตัวเลข ที่อยู่ ข้อมูลจากชั้นเรียน ข้อความในหนังสือ หรืออะไรก็ตาม จะต้องแปลงสิ่งเหล่านั้นให้เป็นภาพเสียก่อน เพื่อให้มองเห็นและจดจำมันได้   4. ติดตรึง (glue) การจะจดจำบางสิ่งบางอย่าง สิ่งนั้นต้องมีความโดดเด่น เพียงพอที่จะติดตรึงอยู่ในความทรงจำ กระทบกับความรู้สึกของตัวเองอย่างแรง  หากสังเกตช่วงชีวิตที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดว่าความจำจะติดตรึงอยู่ในความทรงจำ ได้ก็ต่อเมื่อภาพนั้นมีความ เคลื่อนไหว มีความรู้สึก  หรือมีสิ่งพิเศษบางอย่างมาเชื่อมโยงกับตัวเรา        และนี่เป็นคำตอบว่าทำไมคุณจึงสามารถนึกถึงรายละเอียดของอุบัติเหตุทางรถยนต์ เมื่อ 20 ปีก่อนได้อย่างแม่นยำ หรือนึกย้อนถึงเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีก่อนได้  ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลเดียวกับที่คุณสามารถนึกถึงเหตุการณ์ดีๆ อย่างเช่นตอนที่คุณให้กำเนิดลูก หรือวันแต่งงาน ดังนั้น ภาพที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อจำ จะต้องเป็นภาพที่ติดตรึงในความทรงจำได้ดี  มีความเคลื่อนไหว หรือความรู้สึกร่วมด้วย และหากเป็นภาพที่มีความพิเศษมากก็จะยิ่งช่วยให้จำได้ดีขึ้น   5. ทบทวน (review) การทบทวนสิ่งที่บันทึกไว้ในความทรงจำ เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่จะทำให้สามารถจำ สิ่งต่างๆ ได้ในระยะยาว  วิธีการง่ายๆ ตื่นเช้าขึ้นมาให้ถามตัวเองว่า เมื่อวานนี้เราได้พบใครบ้าง  เพื่อจะทบทวนรายชื่อของคนที่เราได้พบ แล้วดูว่ามีกี่คนที่คุณสามารถจำได้ ตรงนี้ถือเป็นแบบฝึกหัดที่ดี แถมยังช่วยเพิ่มเติมข้อมูลไปในเมโมรี่ส่วนตัวไปพร้อมๆ กันด้วย           ถ้าทุกคนสามารถทำได้ตามขั้นตอนนี้ ต่อไปไม่ว่าจะเป็นการพูดหน้าห้อง หรือพรีเซนต์งานต่างๆ ก็ทำได้อย่างน่าทึ่ง   ก่อนเข้าสู่กระบวนการจำ 5 ขั้นตอน ทุกคนจะต้องแบ่งพื้นที่ในสมองออกเป็นห้องๆ   แล้วสร้างแฟ้มข้อมูล นำประเด็นต่างๆ มาแปลงให้เป็นรูปภาพที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวัน เช่น สิ่งต่างๆ ภายในบ้าน สถานที่ทำงาน เมืองสำคัญๆ หรือรายละเอียดของร่างกาย แล้วให้หมายเลขสิ่งของเหล่านั้นเพื่อช่วยในการจำให้ง่ายขึ้น           ทักษะเหล่านี้เป็นเรื่องที่พัฒนาได้ เพียงแต่ทุกคนต้องมีจินตนาการ "ถ้าอยากจำอะไร ก็สร้างภาพแล้วใส่ทุกอย่างในแฟ้ม ไม่ว่าจะจำ 100 สิ่ง 1,000 อย่าง  ไม่ว่าสิ่งที่อยากจำจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรม  ก็ใช้หลักการพื้นฐาน 5 ขั้นตอนเหมือนกัน แทนสิ่งที่ต้องการจำด้วยรูปภาพ  หรือหมายเลข และหากต้องการจำได้ในระยะยาวจะต้องมีการทบทวนอย่างสม่ำเสมอ ผ่านไป 1 สัปดาห์กลับมาทบทวนครั้งหนึ่ง ผ่านไป 1 เดือนกลับมาทบทวนอีกครั้งหนึ่ง ความจำก็จะคงอยู่กับเราตลอดไป" และนี่เป็นเคล็ดลับง่ายๆ การเพิ่มศักยภาพในการจำให้กับสมองของทุกคนนั่นเองจากที่เราได้ทราบเคล็ดลับข้างต้นแล้ว โดยส่วนตัวรู้สึกดีใจเพราะที่ผ่านมาตั้งแต่เด็กๆ ก็ใช้การจำวิธีนี้ เมื่อต้องการจำอะไรให้ได้ในระยะสั้นๆ และพบว่าใช้ได้ผลดีตลอดมา เพราะเป็นคนที่ชอบจินตนาการอยู่แล้ว เรื่องการจำจึงเป็นเรื่องสนุกๆ แต่ด้วยความที่ไม่คิดว่าวิธีการที่เราคิดค้นขึ้นมาเองจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามหลักการการใช้สมองของเรา จึงไม่ได้นำมาใช้กับในการเรียนได้มากเท่าที่ควรจะเป็น เช่นในเวลาเรียนบางวิชาที่ต้องจำมากๆ เช่น จำศัพท์ ชื่อเฉพาะของอะไรต่างๆ ก็เลยใช้วิธีการจำแบบทั่วไป ซึ่งทำให้เกิดความเครียดตามมา...อ้อ แล้วสำคัญนะคะ เมื่อเราจินตนาการเรื่องราวแล้ว พยายามให้เรื่องที่เราจินตนาการ ตลก สนุก เพราะจะมีจุดเด่นให้เราจำได้ง่ายขึ้นไปอีก และจะช่วยให้เราอารมณ์ดีเวลาฝึกจำด้วยนะคะแต่ทุกวันนี้เมื่อต้องทำงานที่เกี่ยวกับการจำบทพูด คริสป์ บรรยายต่างๆ ก็จะใช้เทคนิคนี้ตลอด ซึ่งก็คือ การหลับตา เห็นภาพ ผูกเรื่อง และสร้างหมวดหมู่ความจำในสมองเรา ทำให้สามารถจำได้ไว และเรียบเรียงเรื่องราวพูดออกมาได้อย่างไม่พลาดเลยค่ะ...ที่สำคัญมากๆ คือ เรื่อง "สมาธิ" ค่ะ เพราะถ้าเรามีสมาธิดีเมื่อเราหลับตาจินตนาการก็จะทำให้จำได้แม่น และเร็วมากจริงๆ ดังนั้น เคล็ดลับง่ายๆ นะคะ  " ทำสมาธิ  ตั้งสติหลับตา  พาใจสนุก ผูกเรื่องในจินตนาการ" แค่นี้เองค่ะขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จกับการฝึกจำนะคะ อย่าลืมนะคะทุกอย่างอาศัยความคุ้นเคย และชำนาญ ดังนั้นหมั่นฝึกกับบ่อยๆ  ทำแบบสนุกๆ เดี๋ยวดีเองค่ะ  ของคุณภาพจากhttp://dekling.exteen.com/20110427/entryและhttp://www.legendnews.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=539359610&Ntype=87

    Views 1,406 
  • กระเทียม สมุนไพรมหัศจรรย์

    กระเทียม สมุนไพรมหัศจรรย์ ชื่อว่า “กระเทียม” เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะเป็นพืชสมุนไพรที่ใช้ประกอบอาหารอะไร ก็ทำให้อาหารหอมอร่อย น่ารับประทานมากๆ  แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ กระเทียม เป็นพืชสมุนไหร่ที่มีประโยชน์มากมาย เป็นพืชมหัศจรย์ที่สามารถใช้รักษาโรคได้ครอบจักรวาล...เรามาทำความรู้จักกระเทียมกันดีกว่าค่ะว่ากระเทียมมีประโยชน์อย่างไรกันบ้าง กระเทียม หรือ Garlic นี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Allium sativum Limm. และมีชื่อเรียกอีกหลากหลายตามภาษาท้องถิ่น  เช่น ภาคเหนือเรียก หอมเทียม ภาคใต้เรียก หัวเทียม เป็นต้น...ส่วนประวัติของกระเทียมนั้น...ตั้งแต่สมัยโบราณในประเทศอียิปต์ เชื่อกันว่าคนงานที่ก่อนสร้างปิรามิดนั้นจะทานกระเทียมเป็นอาหารทุกวัน เพราะจะทำให้มีพลัง สร้างปิรามิดเสร็จเร็วขึ้น นอกจากนี้พวกทหารก็เช่นเดียวกัน  รวมไปถึงนักกีฬากรีกในสมัยโบราณ ชาวอินเดียโบราณ ชาวซีเรีย ชาวตุรกี ชาวฮังการี ชาวสเปน ชาวรัสเซีย ฯลฯ ก็นิยมรับประทานกระเทียมเพื่อเมพลัง ทำให้สมองแจ่มใส และมีเสียงที่ไพเราะอีกด้วย ในตำรายาแผนไทย...ได้ใช้กระเทียมเป็นกระสายยาในสูตรผสมยาหลายชนิด ดังนี้       -รับประทานกระเทียมดิบๆ ครั้งละประมาณ 5 กลีบ แก้อาการท้องอืด จุกเสียด      -นำกระเทียมมาฝาน หรือ มาตำ แล้วมาขยี้ทาบริเวณที่เป็นกลากเกลื้อน ช่วยให้หายได้      -นำกระเทียมต้มสามารถรักษาอาการท้องเสีย (เนื่องจากอาหารทะเล)      -นำกระเทียมโทนมาตำให้แหลก ใช้พอกตรงแผบที่ถูกตะขาบกัดช่วยลดอาการเจ็บปวดได้      -เอากระเทียมสดสับให้ละเอียดเติมน้ำสุกที่เย็นแล้วสัก 3-4 ส่วน แล้วทิ้งไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง เอาไปล้างแผลที่เป็นหนอง จะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น    -เอากระเทียมสองหัวทั้งเปลือกไปเผาไฟจนเกรียมดำพอเนื้อในสุก เวลารับประทาทนไม่มีรสเผ็ดเป็นใช้ได้ รับประทานทั้งที่เนื้อกระเทียมยังร้อนอยู่เพียงสองครั้งก็หาย รักษาโรคท้องร่วง       -นำเอากระเทียมหั่นเป็นแผ่นบางๆ แช่ในน้ำเชื่อมข้นๆ ทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมง จึงรับประทาน รักษาโรคไอกรน       -เอากระเทียมตำแหลกผสมกับบน้ำมันพืชทาบริเวณทวารหนักก่อนนอน พยาธิเข็มหมุดจะถูกขับออก เมื่อนักวิทยาศาสตร์นำกระเทียมมาวิจัยจึงพบว่ากระเทียมมีคุณสมบัติเป็นยาอย่างแท้จริง เพราะช่วยลดไขมันในเลือด รวมถึงไตรกลีเซอร์ไรด์ และ คอเลสเตอรอลลงได้นอกจากนี้ยังช่วยในเรื่องลดความดันโลหิตได้อีกด้วย...เมื่อรู้ว่ากระเทียมมีคุณประโยชน์มากมายขนาดนี้เราก็ควรจะรับประทานกระเทียมกันให้เป็นนิสัยนะคะ หรือเวลาป่วยจะลองนำกระเทียมมาทำตามวิธีต่างๆข้างต้นนี้ก็ได้นะคะ...ขอให้ทุกท่านสุขภาพแข็งแรงค่ะ   ขอบคุณภาพจากเว๊บไซต์ :  http://www.healthbeautytrend.com

    Views 889 
  • การแก้ปัญหาหน้า “มัน” (ตอนที่ 2)

    การแก้ปัญหาหน้า “มัน” (ตอนที่ 2)   สวัสดีค่ะ...มาต่อกันอีกตอนกับวิธีลดหน้ามัน ซึ่งอย่างที่บอกไว้ในตอนที่แล้วว่ายังมีอีกหนึ่งวิธีที่ฟังแล้วค่อนข้างแปลกใจว่า สามารถทำได้ด้วยหรือ คือ ใช้ยาระบายแมกนีเซียลดหน้ามัน!!! ฟังดูไม่น่าเชื่อยาระบายเกี่ยวอะไรด้วยกับความมันบนใบหน้า...วิธีนี้ได้รับการแนะนำในเว๊บไซต์ของ Paula Begoun ชาวอเมริกัน ซึ่งผู้รู้เรื่องความสวยความงาม ซึ่งเมื่อได้มาเช็คด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์จึงเห็นว่าสามารถช่วยลดความมันได้จริง...เพราะยาระบายแมกนีเซียมีส่วนผสมของ แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ ซึ่งออกฤทธิ์เป็นด่าง จึงช่วยลดสภาพความเป็นกรดบนใบหน้าซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิว และยังช่วยฆ่าเชื้อโรคและดูดซับน้ำมันลองมาดูกันค่ะ   เชี่ยวชาญหลาย ๆ ท่านได้แนะนำให้ใช้ยาระบายนี้กับผิวหน้ามันได้ เหมาะสำหรับผิวมันเพื่อลดการทำงานของต่อมไขมันบนผิวหน้า มีกลิ่นคล้ายคาลามายด์เวลานำมาทาหน้า (ยาน้ำทาแก้ผื่นแพ้) วิธีใช้คือ เมื่อล้างหน้าให้สะอาดแล้วซับหน้าให้แห้ง ใช้สำลีก้อนชุบยาแล้วทาให้ทั่วใบหน้าเพียงบาง ๆ เมื่อแห้งแล้วสามารถแต่งหน้าด้วยแป้งฝุ่นได้ตามปกติ จะช่วยให้ผิวดูเนียนเรียบ หลายคนใช้เป็น primer (ทาเป็นขั้นแรกก่อนแต่งหน้า) เพื่อเตรียมผิวหน้าให้เรียบก่อนการแต่งหน้า ด้วยคุณสมบัติดูดซับความมันได้ดีทำให้แป้งติดทนนาน ดูดีได้ตลอดทั้งวัน หน้าไม่มันเยิ้ม และยังเลี่ยงการเกิดสิวได้ด้วยค่ะ   ถ้าไม่ชอบวิธีการที่ต้องทาทุกวันสามารถประยุกต์ใช้โดยการนำมาพอกหน้าสัปดาห์ละครั้งก็ได้ค่ะ ล้างหน้าให้สะอาด เขย่าขวดก่อนใช้ แล้วใช้สำลีชุบน้ำยาทาให้ทั่วหน้า ทิ้งให้แห้งประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า หรือ ถ้าหน้ามันมากก็พอกวันละหนึ่งครั้งก่อนนอน เมื่อหน้าเริ่มหายมันก็ค่อยๆเว้นระยะห่างให้มากขึ้น...วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีผิวมันมากๆนะคะ หรือ ถ้ามีผิวผสมก็เลือกทาเฉพาะบริเวณที่มันเท่านั้นค่ะ ส่วนผู้มีผิวแห้งหลีกเลี่ยงไปเลยค่ะ เพราะจะทำให้หน้าลอกได้...นอกจากนี้เวลาใช้งานให้ทาบางๆ เท่านั้นเพราะอาจเป็นคราบได้   นอกจากนี้เราควรปรับเรื่องกิจวัตรประจำวันของเราด้วย ดังนี้   เรื่องกิจวัตรประจำวัน 1. งดน้ำอัดลม รับประทานผักผลไม้ให้มาก งดอาหารมัน ผักต่างๆ มีวิตามินหลายอย่างปนอยู่ ทำให้ร่างกายทำงานได้สมบูรณ์ขึ้น ร่างกายสมดุลผิวชุ่มชื่น ร่างกายจึงไม่ต้องผลิตน้ำมันออกมามากเพื่อให้ผิวไม่แห้ง   2. ดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้อวัยวะภายในของร่างกายทำงานสมบูรณ์ ดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน การดื่มน้ำน้อยเกินไป จะทำให้ไตและตับทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ การขับของเสียพวกไขมันที่เหลือก็จะออกมาทางที่สาม (นอกจากการขับถ่ายสองทางตามปกติ) คือทางผิวหนังหรือรูขุมขน ทำให้ผิวมันได้ 4. ล้างหน้าไม่บ่อยเกินไป สัก 2 ครั้งต่อวัน ด้วยสบู่ล้างหน้าที่อ่อนโยนไม่มีน้ำหอม หรือสารเคมีรุนแรง เพราะจะทำให้ระคายเคือง ที่สำคัญคืออย่าพยายามทำให้ผิวแห้งเกินไป เพราะร่างกายจะขับไขมันออกมาปกคลุมอีก 5. เลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เพิ่มความชุ่มชื้น แต่ไม่เพิ่มความมัน ให้เลี่ยงมีน้ำมันผสมอยู่ ให้ใช้เป็นเนื้อเจล หรือ น้ำ ที่ไม่ผสมน้ำหอม และสารเคมีรุนแรง 6. การมาสค์หน้า ก็ให้ใช้แบบที่เป็นแบบโคลน (clay-base mask) ธรรมชาติที่แห่งแล้วแข็ง ไม่ใช้แบบที่เป็นโคลนนสังเคราะห์ใช้แล้วก็นิ่มอยู่อย่างนั้น เพราะมาสค์แบบนิ่มจะเน้นเพิ่มความชุ่มชื้นเหมาะกันคนผิวแห้งค่ะ ถ้าเป็นผิวมันใช้ก็จะไม่ช่วยลดความมันลงค่ะ ใช้มาสค์แบบโคลนนี้สักสองถึงสามครั้งต่อสัปดาห์ มาสค์จะช่วยดูดความมันและสิ่งตกค้างบนผิวหน้าของเราได้อย่างหมดจด จะช่วยลดการก่อให้เกิดสิว การมาส์คหน้าแต่ละครั้งก็ทาโคลนลงบนผิวชื้นๆ ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที หรือทิ้งให้แห้งแล้วล้างออกค่ะ 7. เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้ AHA (alpha-hydroxy acids) ซึ่งจะช่วยกำจัดเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกมา ทำให้ผิวหน้าเนียนใสและยังทำให้เซลล์เหล่านั้นไม่อยู่ให้กลายไปเป็นอาหารของเชื้อแบคทีเรียลงไปอุดรูขุมขนและเกิดสิวขึ้นในโอกาสต่อไป 8. ระวังอย่าให้ถูกแดดมากเกินไป แม้ว่าแสงแดดจะทำให้ผิวแห้งลงได้ แต่การที่ผิวแห้งขาดสมดุลไป จะเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายผลิตน้ำมันออกมา ทำให้ผิวมันหนักขึ้นไปอีก เป็นอย่างไรคะ เราก็ได้เห็นภาพรวมทั้งหมดในเรื่องการขจัดความมันบนใบหน้า รู้สาเหตุ และ หนทางแก้ไขแบบนี้แล้ว เราก็ลองเลือกวิธีที่เหมาะสมกับเราดูนะคะ   ขอบคุณภาพจากเว๊บไซต์ http://www.globalfashionreport.com

    Views 1,180 
  • การแก้ปัญหาหน้า “มัน” (ตอนที่ 1)

    การแก้ปัญหาหน้า “มัน” (ตอนที่ 1)   สำหรับหัวข้อนี้ เชื่อว่าเป็นปัญหาสำหรับใครหลายๆ คนที่มีผิวหน้า มัน มัน มัน แล้วก็มัน ได้ตลอดทั้งวัน ซึ่งสร้างความรำคาญให้กับผู้ที่มีผิวมันเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าผิวมันจะมีข้อดีอยู่บ้าง คือ ทำให้แก่ช้า เพราะน้ำมันบนใบหน้าจะทำให้ใบหน้าเกิดริ้วรอยได้ยากกว่า ผู้ที่มีผิวแห้ง แต่อาการหน้ามันก็ยังทำให้น่ารำคาญใจอยู่ดี เพราะก่อให้เกิดสิวได้ง่าย และทำให้เสียบุคลิกภาพด้วย...พอดีได้มีโอกาสหาข้อมูลเรื่องนี้จึงเอามาแชร์ให้ทุกท่านได้ประโยชน์ด้วยกันค่ะ   ก่อนอื่นเรามาเข้าใจธรรมชาติของหน้ามันกันก่อนค่ะ สภาพผิวมันเป็นธรรมชาติของแต่ละคน จะหายาอะไร มาทาให้หน้าหายมันถาวรนั้นไม่มี ต้องทำใจกันก่อน เราอาจทำให้แห้งไปได้ชั่วคราวเท่านั้น ส่วนว่าจะได้ระยะสั้นหรือยาวแค่ไหนขึ้นอยู่กับวิธีการ ส่วนปัจจัยอื่นๆ ก็มีส่วนบ้าง เช่น สภาพอากาศ อาหาร และลักษณะกิจวัตรประจำวัน เป็นต้น "หน้ามัน" นั้นเกิดจากการที่ร่างกายขับไขมันออกมา ซึ่งอาจะไปอุดตันรูขุมขน และเมื่อรวมกับซากเซลล์ผิวหนังชั้นนอกที่ตายแล้ว ก็กลายเป็นอาหารชั้นดีของเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เป็นไปได้ง่ายมากที่จะเกิดสิวได้ ถ้าเราสามารถลดความมันบนใบหน้าได้ โอกาสที่จะเป็นสิวก็จะลดลงค่ะ   เรามาดูกันค่ะ ว่าจะมีวิธีใดบ้างที่จะลดความมันลง สิ่งแรกที่นึกถึง คงไม่พ้น ”การล้างหน้า” ก็พอช่วยได้ชั่วคราวแต่การล้างหน้าบ่อย ๆ กลับจะยิ่งกระตุ้น ให้มันมากขึ้น ต่อมา “การใช้กระดาษซับมัน” จัดว่ามีประโยชน์ ช่วยให้หน้าแห้งไปช่วยขณะ สำหรับการ “ตบแป้ง”เพื่อคุมความมันนั้น คนหน้ามันคนจะใช้แป้งฝุ่นนะคะเพราะจะไม่ทำให้อุดตันรูขุมขน ส่วนพวกแป้งแข็งผสมรองพื้น หรือ รองพื้นเหลว อันนี้แนะนำให้หลีกเลี่ยงค่ะ เพราะจะเป็นตัวกระตุ้นให้เป็นสิวเพิ่มมากขึ้น ถ้าล้างออกไม่สะอาดหมดจนจริงๆ ซึ่งแม้จะล้างได้สะอาด แต่กว่าจะได้ล้างหน้าเราก็ผจญความมันมาทั้งวันแล้ว มันก็ไปอุดตันรูขุมขนเรียบร้อยไปแล้ว กลับมาล้างงตอนเย็นก็ไม่ทันแล้วค่ะ สุดท้ายก็มีปัญญาสิวตามมาอย่างแน่นอน ดังนั้นให้ใช้กรณีต้องการความเนี๊ยบจริงๆละกัน...วิธีเหล่านี้เป็นวิธีทั่วไปที่ใช้ๆกันอยู่ค่ะ   การรับประทานวิตามินบางตัวก็มีส่วนช่วยได้เหมือนกัน เช่น “วิตามิน B5 หรือ Pantothenic Acid” เป็นสารที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ได้เอง แต่มีความสำคัญมากในการสร้างเอนไซม์ที่เรียกว่า Coenzyme-A โดยหน้าที่ที่สำคัญของเอนไซม์นี้มีหลายอย่างเช่น การสร้างฮอร์โมนเพศ และการนำไขมันส่วนเกินไปใช้ ดังนั้นหากเรามีเอนไซม์นี้ไม่เพียงพอ การนำไขมันส่วนเกินไปใช้ก็จะไม่ดีพอ และถูกขับออกมาทางผิวหนัง ที่ใบหน้าของเราด้วย ขนาดของวิตามิน B5 (หรือ Pantothenic Acid) ที่แนะนำควรเริ่มที่ 8 กรัมต่อวัน การรับประทานวิตามิน B5 มากเกินไปนั้นไม่มีผลเสียอะไร เนื่องจากละลายได้ในน้ำและสามารถถูกขับออกมาทางปัสสาวะได้ สำหรับบางคนที่ได้รับปริมาณมหาศาล อาจจะมีอาการท้องเสียนิดหน่อยเท่านั้น   ตัวต่อมา “กรดไวตามินเอ” เป็นยาทา มีความเข้มข้นตั้งแต่ 0.02 และ 0.05 ถึง 0.1 เปอร์เซ็นต์ ตัวยาจะทำให้สิวที่อุดตันอ่อนนุ่มและหลุดลอกออก เมื่อเริ่มใช้ในตอนแรกอาจมีอาการแสบและสิวเห่อขึ้น เมื่อใช้ต่อไปสักพัก อาการ เหล่านี้จะหายไป กว่าจะเห็นผลอาจต้องใช้เวลา 2 - 3 สัปดาห์ สำหรับคนที่ผิวมันมาก มีสิวอักเสบ เป็นตุ่มแดง ตุ่มหนอง ให้ใช้เบนซอยล์เปอร์ออกไซด์ซึ่งมีความเข้มข้น 2.5, 5 และ 10 เปอร์เซ็นต์ ควรเริ่มใช้ขนาดเปอร์เซ็นต์อ่อนก่อน ตัวยาจะทำให้หน้าแห้ง และลอกมาก ซึ่งเมื่อผิวลอกไปแล้วจะทำให้หน้าใส รูขุมขนกระชับขึ้น และความมันลดลงได้ในระยะหนึ่ง ต้องคอยใช้สักอาทิตย์ละครั้ง หรือ เว้นไว้สักเดือนแล้วกลับมาใช้ใหม่ เพื่อกระตุ้นให้ผิวลอกออกเป็นระยะๆ ลดการเกิดสิวและหน้ามัน...สำหรับ กรดไวตามินเอ แบบรับประทานนั้น มีผลทำให้ผิวแห้ง ลงได้มาก แต่ควรสงวนไว้ใช้ในรายเป็นสิวรุนแรง ไม่ควรนำมาใช้แก้ผิวมัน เพียงอย่างเดียว เนื่องจากมีฤทธิ์ข้างเคียงมาก เช่นปากแห้งปากแตก ผิวแห้ง ผิวคัน เลือดกำเดาออกและเป็นยาต้องห้ามสำหรับการตั้งครรภ์ จึงเป็นยาที่ต้อง อยู่ภายใต้ ความดูแลของแพทย์เท่านั้นนะคะ นอกจากนี้ยังมีวิธีธรรมชาติ และง่ายๆ คือ การพอกหน้าด้วย “ไข่ขาว” ค่ะ  โดยนำไข่ไก่มาแยกไข่แดงออก ใช้แต่ไข่ขาวเท่านั้นนำมาทาหน้าแบบสดๆ เลย แล้วทิ้งไว้จนแห้งมาก ซึ่งจะทำให้หน้าตึงเลยค่ะ หลังจากนั้นก็ล้างออกด้วยน้ำสะอาด ก็จะรู้สึกว่าความมันหายไปหมดเลย และหน้านุ่มขึ้น สำหรับรายที่หน้ามันมากๆ จะทำติดต่อกันทุกวันเลยก็ได้สัก 1 อาทิตย์ ความมัน และสิวจะลดลงไป หลังจากนั้นอาจจะลดความถี่ลงเหลือสักอาทิตย์ละ 2 วันก็ได้ วิธีนี้ต้องขยันหน่อยแต่ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ เพราะเป็นธรรมชาติมากๆค่ะ...ในตอนหน้าเรายังมีวิธีลดหน้ามันที่ไม่เหมือนใครมาฝาก มาติดตามกันต่อนะคะ ขอบคุณภาพจากเว๊บไซต์ www.bloomburyfestival.org  

    Views 833 
  • ความรู้เรื่อง “การรักษาหลุมสิว”

      ความรู้เรื่อง “การรักษาหลุมสิว”   ได้มีโอกาสค้นคว้าเรื่องการักษาหลุมสิว เห็นว่ามีประโยชน์ค่ะ เลยนำมาแชร์ให้เพื่อนๆ ได้อ่านเป็นความรู้เอาไว้ไม่เสียหลายค่ะ ถ้าเรามีปัญหาหลุมสิว มีกี่วิธีบ้างที่เราจะเลือกไปรักษาได้ แล้วแต่ละวิธีมีความแตกต่างกันอย่างไร ลองมาดูกันค่ะ   สิวจริงๆ แล้วมีหลากหลายประเภทมากๆ แต่ที่เราพอจะแยกกันให้เห็นง่ายๆ คือ สิวอักเสบ และสิวไม่อักเสบ (เช่น พวกสิวอุดตัน สิวผด ฯลฯ) ซึ่งสิวที่มักจะทำให้เกิดหลุมสิว ได้แก่ สิวอักเสบ เนื่องจากหลุมสิวจัดเป็นแผลเป็นประเภทหนึ่ง โดยมีลักษณะคือ มีการยุบตัวของผิว เกิดการลดลงของคอลลาเจน และเกิดผังผืดขึ้นใต้รอยแผลเป็น การรักษาหลุมสิวมีมากมายหลายชนิด เช่น คือการรักษาโดยการใช้ยา หมายรวมทั้งยาทาและยากิน ซึ่งได้ผลน้อย จึงไม่ค่อยนิยม วิธีที่นิยมกันคือ การรักษาโดยใช้เครื่องมือต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มเลเซอร์ที่ใช้กันอยู่มากในปัจจุบัน ซึ่งจะอธิบายกันในรายละเอียดดังนี้   1.  ยาทา             ยาทาเพื่อการรักษาหลุมสิว อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่าแทบไม่ได้ผล เพราะหลุมสิวนั้นเป็นอาการที่เนื้อเรายุบลงไป เพราะผังผืดใต้รอยแผลเป็น ไม่มียาอะไรรักษาได้ค่ะ ส่วนใหญ่จะให้ยาที่สร้างคอลลาเจนให้ผิวเรียบตึงกลับมาใหม่พวก วิตามินซี และ pentapeptide แต่ไม่ได้ผลหรอกค่ะ ไม่คุ้มกับเงินที่เสียไป             2.  ยากิน             ยากินเพื่อการรักษาหลุมสิว ก็ไม่ค่อยได้ผลหรอกค่ะ ก็เป็นพวกวิตามินซีอยู่ดี บางทีแพทย์จะสั่งให้ทานคู่ไปในระหว่างช่วงทำเลเซอร์ เนื่องจากวิตามินซีมีหลักฐานการวิจัยที่ชัดเจนมากในเรื่องประสิทธิภาพของการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ปริมาณที่แนะนำต่อวันคือไม่เกิน 3,000 มิลลิกรัมต่อวัน วิตามินซีเสื่อมสลายได้ง่ายเมื่อเจอแสงสว่างหรือความร้อน จึงควรเก็บให้พ้นจากสิ่งเหล่านี้             การทาน Collagen ที่มีหลากหลายยี่ห้อ และนิยมกันเป็นอย่างมากก็มีส่วนช่วยได้ แต่ก็น้อยค่ะ เพราะการดูดซึมด้วยการกินทำให้ประโยชน์ที่นำไปใช้ได้ไม่มากนัก มีเพียงบางตัวเท่านั้นที่เป็นอณูที่เล็กจริงๆ ดูดซึมง่าย ราคาจะสูงหน่อย ซึ่งแต่ละยี่ห้อก็ไม่ได้มาเปิดเผยอยู่ดีว่าของเขาเป็นแบบดูดซึมง่ายรึเปล่า เราก็จะสับสนและทานไปแบบงงๆ อยู่ดี และคอยมาเดาว่า “อืม...มันคงได้ผล” ทำให้การจะเลือกหายี่ห้อที่มีประโยชน์อย่างแท้จริงเป็นไปอย่างยากเย็น แต่ที่แน่ๆ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่า แอลกอฮอล์ ฤทธิ์ยับยั้งการสร้างคอลลาเจน ดังนั้นเพื่อนสาวที่รักการเข้าสังคม และรักความงามด้วย ลด ละ เลิก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เถอะค่ะ 3.  แต้มรอยด้วยกรดผลไม้และกรอหน้าด้วยเกร็ดอัญมณี            อันนี้เคยถามผู้ที่มีประสบการณ์ไปทำมาเป็นปี ต่อเนื่อง แล้วสรุปว่า ก็ไม่ค่อยได้ผลค่ะ อาจจะช่วยในเรื่องของการผลัดผิว แต่ไม่สามารถช่วยหลุมสิวได้ค่ะ เพราะหลุมสิวเป็นเรื่องใต้ชั้นผิวลงไป การกรอผิว หรือ ลอกผิว จึงไม่สามารถช่วยได้ 4.  Dermaroller             Dermaroller คือการนำลูกกลิ้งขนาดเล็กที่เต็มไปด้วยเข็มขนาดประมาณ 1 มิลลิเมตร กลิ้งไปทั่วใบหน้าให้เกิดแผลขนาดเล็กบนชั้นผิว กระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนเพื่อรักษาแผล คือ คอลลาเจน จะทำหน้าที่เป็น “ฮีโร” รักษาผิวของเราค่ะ ดังนั้นเมื่อผิวเรามีแผลคอลลาเจนจึงเกิดการกระตือรือล้นสร้างขึ้นมาค่ะ ข้อดี ของDermaroller เป็นการรักษาหลุมสิวที่ไม่ใช้ความร้อนในการรักษา ทำให้อาการข้างเคียงที่จากแสงแดด เช่น ดำ ฝ้า เกิดได้น้อยกว่าการทำเลเซอร์ ข้อเสีย   Dermaroller เป็นการรักษาหลุมสิวที่เจ็บมาก แผลหลังทำก็น่ากลัวมากเพราะหน้าจะเต็มไปด้วยรอยเข็มมากมาย แถมยังเสี่ยงต่อการติดเชื้ออีกด้วย และที่สำคัญราคาไม่ถูกเลยค่ะ ตกครั้งละประมาร 3,000 บ. รวมทั้งคอร์สก็ เป็นหมื่นแน่นอน 5.  Subcision             Subcision คือการนำเข็มขนาดเล็กเลาะไปใต้หลุมสิวเพื่อตัดผังผืด ข้อดี คือ Subcision ไม่ใช้ความร้อนในการรักษา ทำให้อาการข้างเคียงที่จากแสงแดดน้อย ข้อเสีย คือ แทบจะไม่มีประโยชน์เลยถ้าไม่ทำเลเซอร์ร่วมด้วย ราคาก็ไม่ถูกนักประมาณ 2,000 บ. ต่อครั้ง 6.  Fractional CO2 Laser             Fractional CO2 Laser เป็นเลเซอร์ที่รุนแรงมาก ทำให้มีประสิทธิภาพดีในการรักษาหลุมสิว สามารถทำลายพังผืดในแนวดิ่งได้ ซึ่งการ Subcision ทำไม่ได้ ในปัจจุบันจึงแนะนำให้ใช้เลเซอร์นี้เฉพาะจุดที่มีผังผืด แต่ไม่ใช้ทั่วใบหน้า ข้อเสียคือ มีความรุนแรงมากทำให้เกิดอาการข้างเคียงคือ เป็นสะเก็ดเล็กๆ อยู่ประมาณ 1 อาทิตย์ ราคาประมาณ 2,500 บ. ต่อครั้ง 7.  Fine Scan Laser             Fine Scan Laser เป็นเลเซอร์ตัวเลียนแบบของ Fraxel Laser ข้อดี  คือ Fine Scan Laser จัดได้ว่าเป็นเลเซอร์คุณภาพดีที่มีราคาถูก อาการข้างเคียงไม่รุนแรงเท่าเลเซอร์ตัวเก่าๆ ได้ผลดี แต่ราคาค่อนข้างแพงครั้งละ 5,000 บ. ต่อครั้ง 8.  Fraxel Laser             Fraxel Laser เป็นเลเซอร์ต้นแบบของ Fine Scan ได้ผลดี และเห็นผลชัดเจน แต่ราคาแพงมาก ครั้งละประมาณ 10,000 บ. ต่อครั้ง ถ้าเห็นราคาต่ำกว่านี้ แสดงว่าอาจจะไม่ใช่ Fraxel Laser จริงๆ ค่ะ 10.  E-matrix             E-matrix เป็นการรักษาที่ไม่ใช้คลื่นแสง แต่ใช้คลื่นเสียง ทำให้มีประโยชน์ในด้านการยกกระชับใบหน้า เป็นการรักษาที่ได้ผลมาก อาการข้างเคียงก็น้อยสุด ไม่ต้องเจ็บตัว แต่ราคาสูงมาก ประมาณ 20,000 บ.ต่อครั้ง           เพราะไม่มีการรักษาไหนครอบคลุมที่สุด บางคนแนะนำว่าการรักษาแบบผสมผสานน่าจะดีที่สุด โดยสูตรที่ผมแนะนำ คือ E-matrix (กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน) + Subcision (ตัดผังผืดในแนวราบ) + Fractional CO2 (ตัดผังผืดในแนวดิ่ง)   ส่วนปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้การรักษาหลุมสิวได้ผลมากขึ้น ก็ประมวลได้ว่า หลังทำเลเซอร์แนะนำให้กินวิตามินซีวันละ 2,000 มิลลิกรัม และอาหารผิวอย่าง เนื่องจากผิวเราเต็มไปด้วยรอยแผลเล็กๆมากมาย ทานอะไรไปจะดูดซึมดีมาก โดยเฉพาะกลุ่ม whitening ป้องกันอาการหน้าดำหรือฝ้ากระหลังทำเลเซอร์  นอกจากนี้คคุณหมอก็สำคัญ ว่าเชี่ยวชาญแค่ไหน เพราะจะเป็นผู้ปรับความแรง จำนวนครั้ง และความเชี่ยวชาญในการยิงก็สำคัญ ส่วนตัวแล้วคิดว่าป้องกันไว้ดีที่สุดค่ะ ด้วยการไม่ไปแกะ บีบ หรือ ทำให้สิวอักเสบเพิ่มมากขึ้น แต่ควรไปปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เริ่มๆ เป็น ไปฉีดสิวอักเสบให้ยุบไปก็ยังได้ เพราะยิ่งอักเสบมาก แผลที่หลงเหลือไว้ก็มากไปด้วย แล้วสุดท้ายก็ต้องมานั่งรักษาหลุมสิวที่ทั้งหายยาก และราคาแพงอีกด้วยค่ะ   ขอบคุณภาพจากเว๊บไซต์ :  http://imabeautygeek.com/2013/03/27/dear-teens-adults-too-12-rules-for-healthy-skin-a-healthy-skin-smoothie/#axzz33ArMWsMq

    Views 17,905 
  • ดื่มน้ำรักษาโรค 2

    ดื่มน้ำรักษาโรค 2   สวัสดีค่ะ ตอนนี้เรามาดูกรณีศึกษาของผู้ที่เคยดื่มน้ำด้วยวิธีนี้เพื่อรักษาโรคแล้วหายมาแล้ว จะเป็นอย่างไร? มีกรณีศึกษาของชาวจีนท่านหนึ่ง ที่ชราภาพแต่มีสุขภาพสมบูรณ์อย่างน่าทึ่ง เมื่อถามว่าเคยเจ็บป่วยไหม ท่านว่าตอนอายุ 20 ปี ป่วยเป็นกระเพาะอาหารเน่ามีเผลเรื้อรังนอนอยู่กับที่นานถึง 10 ปี แม้ว่าจะรักษาด้วยการฉีดยา ทานยาก็ไม่หาย จนกระทั่งแพทย์ท่านหนึ่งแนะนำให้ดื่มน้ำสุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ทุกๆวันอย่าให้ขาด และไม่ให้รับประทานอาหารก่อนเข้านอน เมื่อเขาทำตาม คือ ดื่มน้ำ 5 แก้วหลังจากตื่นนอนทันทีภายใน 1 ชั่วโมงนั้นเขาถ่ายปัสสาวะไป 3 ครั้ง จากนั้นเมื่อรับประทานอาหารเข้าไปกลับรู้สึกว่า ข้าวต้มอร่อยกว่าที่แล้วมา วันที่ 2 เมื่ออำอีกก็ถ่ายอุจจาระออกมามีเลือดดำปนอยู่มาก จากนั้นเวลาผ่านไป 3 เดือน น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และอาการเจ็บป่วยค่อยๆ หายไปเป็นปลิดทิ้ง และไม่เคยป่วยอีกเลยจนกระทั่งอายุ 64 ปี (ซึ่งคือปัจจุบันในขณะนั้น)   อีกกรณีหนึ่งมีผู้ที่เป็นเยื้อสมองอักเสบ เมื่อใช้วิธีการดื่มน้ำแบบนี้ไม่นานโรคนี้ก็หายไปเอง ทั้งผู้ที่เป็นโรคหัวใจ โรคอ้วน โรคเมื่อย ก็หายมาแล้วด้วยวิธีการดื่มน้ำอย่างนี้ ส่วนระยะเวลาในการเห็นผลนั้นมีดังนี้ กระเพาะเป็นแผลเน่า ดื่มน้ำ 1 สัปดาห์เห็นผล โรคความดันโลหิตสูง ดื่มน้ำ 1 เดือน เริ่มเห็นผล โรคกระเพาะบิด ดื่มน้ำ 3 เดือนเห็นผล โรคท้องผูก ดื่มน้ำ 3 วันเห็นผล ปวดเมื่อยตามข้อ ดื่มน้ำ 3 เดือนเห็นผล ผู้สูงอายุเข็ดเมื่อยทั้งร่างกาย ดื่มน้ำ 2 เดือนเห็นผล ผู้เป็นโลหิตคั่งในสมอง ดื่มน้ำไม่เกิน 3 เดือน เห็นผล   วิธีการดื่มการดื่มก็สำคัญ เรามาดูกันค่ะว่าดื่มน้ำรักษาโรคอย่างไรให้ได้ผลดีที่สุด โดยการดื่มนั้น ดื่มน้ำสุก หรือ น้ำที่กรองสะอาดมาแล้วดีที่สุด เวลารับประทานอาหารดื่มน้ำได้ปกติ แต่หลังอาหารสองชั่วโมงไม่ควรดื่มอีก ก่อนเข้านอนไม่ควรทานอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำส้มคั้น และพวกแอปเปิ้ล เมื่อดื่มน้ำเสร็จควรออกกำลังสัก 20 นาที ดื่มน้ำเสร็จสูดหายใจเอาอากาศเข้าปอดให้มากๆ   นวดที่บริเวณเอวให้น้ำไหลลงสู่สำไส้ให้สะอาด ดื่มน้ำวันแรกภายใน 1 ชั่วโมงจะปัสสาวะ 3 ครั้งติดๆ กัน แต่ต่อไป 3-4 วัน การขับถ่ายจะเป็นปกติ และภายใน 7-8 วัน การปัสสาวะจะมีเพียงครั้งเดียว นับแต่นั้นร่างกายจะรู้สึกสบาย การรับประทานอาหารจะอร่อยกว่าปกติ แสดงให้เห็นว่าลำไส้ใหญ่ได้รับการชำระให้สะอาดแล้ว   เป็นอย่างไรบ้างคะ...น่าทึ่งมากนะคะแค่ดื่มน้ำก็สามารถรักษาโรคภัยที่น่ากลัวให้หายขาดได้อย่างอัศจรรย์ อย่าเพิ่งเชื่อ จนกว่าจะได้ลองพิสูจน์ด้วยตัวเองดู...ลองเริ่มพิสูจน์กันตั้งแต่วันนี้นะคะ ถ้าใครทำแล้วเกิดผลดีอย่างไร อย่าลืมนำมาแชร์ให้ฟังกันบ้างนะคะ...ผู้เขียนก็จะลองพิสูจน์ดูค่ะ   ขอบคุณภาพจากเว๊บไซต์: http://www.jadtem.com/76425/

    Views 784 
  • 29 เคล็ดลับทำให้ อายุยืน

    เคล็ดลับทำให้ อายุยืน   เรื่องของสุขภาพร่างกายเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจค่ะ เรามาลองดูเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจจะทำให้เรามีอายุยืนยาวได้นะคะ...เราลองมาดูกันค่ะ   1. หัวเราะเสียงดัง. จงหัวเราะดังๆเมื่อรับรู้เรื่องขำขัน ไม่ว่าจากการสนทนาหรือดูวิดีโอตลก การหัวเราะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนชนิดหนึ่งออกมา ฮอร์โมนชนิดนี้มีส่วนทำให้อายุยืน 2.  ซื่อสัตย์ต่อคู่ครองของตนเอง จากสถิติพบว่าผู้แต่งงานอยู่กินอย่างซื่อสัตย์มาตลอดทำให้อายุยืนกว่าผู้มีมากชู้หลายรัก 3. กินถั่วมากเข้าไว้  จากการวิจัยพบว่าการกินถั่วประเภทถั่วลิสงครั้งละ 1 ออนซ์ 5 ครั้งต่ออาทิตย์ เป็นการตัดโอกาสไม่ให้ตายเพราะโรคหัวใจได้ 4.   งีบทุกบ่าย หลังอาหารกลางวันงีบหลับสักครึ่งชั่วโมง 5. ความเชื่อเรื่องการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อสุขภาพ นั้นเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์นั้นมีโทษมากกว่าคุณ ดื่มมากอายุสั้นแน่นอน 6. อยู่บนภูเขาอายุยืนกว่าอยู่อยู่ชายทะเล เป็นความเชื่อผิดๆมานานที่ว่าอยู่ริมทะเลอายุจะยืน แต่ผลการวิจัยพบว่าผู้มีบ้านอยู่ภูเขามีอายุยืนกว่า ดังนั้นจึงมีรสนิยมเที่ยวป่ามากกว่าเที่ยวทะเล 7.  เล่นเกม เกมอะไรก็ได้ที่ฝึกสมอง เช่น หมากรุกกับเพื่อนซี้ เรียนรู้ภาษาใหม่ หรือการท่องเที่ยว ล้วนช่วยให้อายุยืนทั้งสิ้น 8. อย่ากินอาหารย่างบ่อย การย่างเนื้อที่ปลอดภัยต้องรอให้ถ่านมอดกลายเป็นขี้เถ้าเสียก่อนจึงปลอดภัยจากสารมะเร็ง 9. เล่นกีฬา ชนิดใดก็ได้ คนที่เคยเป็นนักกีฬามาก่อน จะมีสภาพร่างกายแข็งแรงกว่าผู้ไม่เคยเล่นกีฬามาเลย 10.ไปโบสถ์ หรือวัดเป็นประจำ คนที่ศึกษา และปฏิบัติตามคำสอนในศาสนามักมีจิตใจเยือกเย็น ดังนั้น จึงมีโอกาสเป็นโรคหัวใจวายน้อยกว่าผู้ที่ไม่มีสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจเลย 11. เต้นรำอยู่เสมอ ผู้ที่ชอบเต้นรำมีจิตใจเข้มแข็งมั่นคง ความจำดี และมีปฏิกิริยารวดเร็ว การเต้นรำแบบแอโรบิคได้ผลเช่นเดียวกับเต้นบอลลูม13.หายใจลึกๆ. การหายใจลึกๆ เอาอากาศบริสุทธิ์เข้าปอด ช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายทำงานดีขึ้น ตลอดจนเป็นการทำลายเชื้อไวรัส และแบคทีเรียที่เข้าสู่ร่างกายให้ตายไปด้วย 12. กินผักมากเข้าไว้ โดยเฉพาะผักปลอดสารพิษ ผักมีเส้นใย มักทำให้ไม่เป็นมะเร็งในระบบย่อยอาหาร ผักบุ้งทำให้สายตาดี คนแก่ตามองไม่เห็นย่อมตายเร็วกว่าคนแก่ที่ตามองเห็น 13. รู้ประวัติครอบครัว โรคภัยไข้เจ็บส่วนใหญ่สืบต่อทางกรรมพันธ์มายังลูกหลาน ดังนั้นต้องรู้ว่าบรรพบุรุษตายด้วยโรคอะไร เช่น โรคหัวใจ จะได้หาทางหลีกเลี่ยงป้องกันโรคนั้นตั้งแต่เนิ่น ๆ 14.ทำกิจกรรมนอกบ้าน ผลการวิจัยพบว่าคนสูงอายุหมั่นออกไปยังกลางแจ้งมีอากาศบริสุทธิ์ จะมีความเครียดสะสมน้อย คนแก่ที่มีความเครียดมักจะตายเร็ว 15. อย่ากินยานอนหลับเป็นนิสัย เอะอะอะไรก็กินยาไว้ก่อนยามีประโยชน์และมีโทษไปพร้อมๆกัน การนอนไม่หลับมาจากสาเหตุเครียดหรือปัญหาอื่นๆ ควรแก้ที่ต้นเหตุนั้นๆ 16. จัดเวลานอนให้เพียงพอ และทำเป็นปกตินิสัย เช่น นอนกี่ทุ่มตื่นเช้ากี่โมง คนยิ่งสูงอายุยิ่งนอนหลับได้น้อย วิธีแก้ไขนอนหลับแต่หัวค่ำตื่นแต่เช้ามืด ไม่เป็นผลเสียต่อร่างกาย คนแก่นอนน้อยไปหรือนอนมากไปเป็นเหตุให้ตายเร็วทั้งสิ้น 17. การร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ กับเพื่อนทำให้เกิดความเพลิดเพลินยิ่งเป็นกิจกรรมเป็นประโยชน์ต่อสังคม ยิ่งทำให้อายุยืนมากขึ้น 18. ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน สัก 6-8 แก้ว เพื่อสุขภาพดีและอายุยืนยาว 19.หาเวลาไปเข้าวัดฝึกสมาธิ หรือ เข้าคอร์สปฏิบัติธรรมอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้งเพื่อชำระจิตใจของเราให้สะอาดบริสุทธิ์ และ เพิ่มพูนพลังจิตใจของเรา จิตใจดี สุขภาพก็ดี อายุขัยก็ยืนยาว 20. เดินมาก ๆ  หรือหมั่นให้ร่างกายเคลื่อนไหวอยู่เสมอ อย่านอนแซ่วบนที่นอนตลอดเวลา คนแก่เดินวันละ 30 นาที อายุยืนแน่นอน 21.ตรวจสุขภาพฟันและช่องปาก โรคเหงือกโรคฟันเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ ดังนั้นหมั่นตรวจฟันและช่องปากอย่างสม่ำเสมอ 22 อย่าอ้วน คนอ้วนตายเร็วกว่าคนผอม สังเกตดูคนอายุยืนมักผอม จำไว้ความอ้วนฆ่าคนได้ 23. อย่าสูบบุหรี่ บุหรี่ทำให้อายุสั้นลงอย่างแน่นอน นอกจากไม่สูบพึงหลีกเลี่ยงพบปะกับคนสูบบุหรี่อีกด้วย เพราะการเป็นผู้สูดดมรับเอาควันบุหรี่เข้าไป จะได้รับโทษมากกว่าผู้สูบเสียอีก มีมาแล้วที่ลูกซึ่งรับควันบุหรี่จากพ่อมาตลอดกว่ายี่สิบปี สุดท้ายเป็นมะเร็งปอด ในขณะที่พ่อไม่ได้เป็น 24. เพิ่มความแข็งแกร่ง คนแก่อายุเกิน 70 ปีขึ้นไป ควรแข็งใจยกน้ำหนักเท่าที่จะยกได้ทั้งสองข้าง สัก 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง 25. กินอาหารมีเส้นใยมาก ได้แก่ ธัญพืช ข้าวกล้อง ผลไม้ เพราะผักผลไม้ มีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าการกินเนื้อสัตว์มาก 26. ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในบ้าน  เช่น การทำงานบ้าน ล้างจาน ซักผ้า ถูพื้น ดูดฝุ่น ทำสวน ตัดแต่งต้นไม้ กิจกรรมเหล่านี้ทำให้เกิดความสบายใจ มีความสุข อายุยืน 27. ท่องเที่ยวไป  คือกำไรชีวิต หาเวลาเดินทางเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ในชีวิต และวัฒนธรรมที่แตกต่างเปิดมุมมองตัวเองให้กว้างขึ้น ทำให้เข้าใจเพื่อนมนุษย์มากขึ้น เมื่อจิตใจดีอายุก็ยืนได้   นี่ก็เป็นเคล็ดลับที่ทำได้ไม่ยากเลยนะคะ ถ้าสังเกตให้ดีทุกอย่างอยู่ที่ 2 เรื่องค่ะ คือ ร่างกาย และจิตใจค่ะ หลักง่ายๆ คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้ร่างกายแข็งแรง จิตใจมีความสุข รับรองว่า อายุยืนแน่นอนค่ะ   ขอบคุณภาพจากเว๊บไซต์: http://blog.eduzones.com/wigi/125553  

    Views 2,438 
  • ดื่มน้ำรักษาโรค 1

    ดื่มน้ำรักษาโรค (ตอนที่ 1)   ใครๆก็รู้ค่ะว่า ดื่มน้ำแล้วดีต่อสุขภาพ และเราต้องดื่มน้ำ 6-8 แก้วต่อวัน ซึ่งจริงๆ แล้วน้ำมีผลอย่างไรต่อร่างกาย และดื่มอย่างไรจึงจะถูกต้อง ในปริมาณที่เหมาะสม วันนี้เรามีวิธีดื่มน้ำรักษาโรค จากแพทย์แผนจีนมาแชร์กันนะคะ   เมื่อตื่นนอนตอนเช้า ความเช้าของโลหิตจะสูงค่ะ (อันนี้แถมค่ะ เพราะว่าในระหว่างที่เราหลับนั้น น้ำในร่างกายจะระเหยออกทางผิวหนัง ซึ่งเรานอนหลับจึงไม่ได้ดื่มน้ำในระหว่างนั้นเลย ความเข้มของโลหิตจึงสูงขึ้น) มีผลต่อระดับความดันโลหิตในร่างกาย แพทย์จึงแนะนำว่าตื่นนอนปุ๊ปก็ให้ดื่มน้ำสุกทันทีโดยที่ยังไม่ต้องล้างหน้า แปรงฟัน 5 แก้ว ในทีเดียว ทีแรกอาจจะฝืนๆ หน่อยค่ะ หลังจากนั้นจะปัสสาวะบ่อยๆ ซึ่งบางคนอาจจะรู้สึกฝืน และเลิกกลางคัน แต่หากทนไปสักหน่อย ร่างกายจะแข็งแรงสดชื่นไม่เจ็บป่วยง่ายค่ะ   นักวิทยาศาสตร์ได้วิจัยวิธีการดังกล่าวนี้ จึงพบว่า เนื่องจากลำไส้ใหญ่มีหน้าที่ผลิตโลหิตใหม่ ซึ่งผลิตจากฝอยคล้ายสักหลาดที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ที่ยาว 8 เมตร ทำหน้าที่ในการดูดธาตุอาหารต่างๆ แล้วผลิตให้เป็นเม็ดโลหิต แต่หากลำไส้ใหญ่เคลื่อนไหวไม่เต็มที่ (เพราะขาดน้ำ) ก็จะเป็นเหตุให้เกิดโลหิตจาก อ่อนเพลีย และเป็นโรคได้ง่าย แต่หากลำไส้สะอาดอาหารที่เราทานเข้าไปผ่านการย่อยแล้วก็จะดูดไปผลิตให้เป็นโลหิตใหม่ เป็นการเร่งให้เกิดพลังงานในร่างกายให้สมบูรณ์ขึ้น โรคต่างๆ จะหายไปเอง อายุก็ยั่งยืน มหาวิทยาลัยตามมณฑลต่างๆ ของประเทศจีนได้ทดลอง และประกาศเปิดเผยให้ทราบโดยทั่วกัน   นอกจากนี้การดื่มน้ำทันทีแบบนี้ยังไปช่วยระบบขับถ่ายด้วย เนื่องจากลำไส้ของเราขดยาว และมีระยะเวลาในการเคลื่อนที่ไปยังลำไส้เล็กตั้งแต่เช้าที่เรารับประทานอาหาร จนกระทั่ง 24 ชั่วโมง ก็จะได้เวลาขับถ่ายในเช้าวันถัดไป แต่หลายๆ ท่านคงจะไม่ได้สามารถถ่ายได้ตรงเวลาในทุกๆ เช้า บางท่านไม่ได้ถ่ายทุกวันก็มี ดังนั้นการดื่มน้ำทันที่ที่ตื่นนอนจะทำให้ น้ำไปฉะล้างระบบภายใน และกระตุ้นให้เราขับถ่ายในตอนเช้าได้ง่ายขึ้นค่ะ   และจากที่ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพมาหลายเล่ม ยังได้กล่าวว่าน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 2 ใน 3 ของร่างกายคนเรา ดังนั้นน้ำจึงมีผลต่ออุณหภูมิของร่างกาย เวลาที่เรารู้สึกตัวร้อนเหมือนจะเป็นไข้ เราจึงควรรีบดื่มน้ำให้มาก เพื่อปรับอุณหภูมิของร่างกายให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็ว   น้ำยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ระบบกรองของเสียในไตทำงานเป็นปกติอีกด้วย...ยังมีโรคต่างๆ ที่การดื่มน้ำสามารถเยียวยาให้ดีขึ้นได้ เช่น โรคท้องผูก ปวดหัว เวียนศีรษะ โลหิตจาง โรคประสาท ความดันโลหิตสูง อัมพาตทั้งกาย เป็นลม ปวดข้อ ปวดในกระดูกเส้นเอ็น ปวดเมื่อย มือเท้าอ่อนเพลีย ไอ หอบ วัณโรค เยื่อสมองอักเสบ โรคตับ ไต นิ่ว กระเพาะอืด โรคบิด เบาหวาน โรคผิวหนังต่างๆ โรคมะเร็ง และอีกมากมายจริงๆ ค่ะ... เมื่อเรารู้ว่าดื่มน้ำแล้วรักษาโรคได้ขนาดนี้ หันมาดื่มน้ำกันให้ถูกวิธีนะคะ เพื่อายุขัยที่ยืนยาวต่อไปค่ะ ดื่มน้ำรักษาโรคยังไม่จบแค่นี้นะคะ ตอนต่อไปเราจะมาดูกันว่า...ดื่มนานเท่าไหร่จึงจะเริ่มเห็นผล และ มีเทคนิคการดื่มเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้อย่างไร แล้วมาติดตามกันต่อนะคะ :)

    Views 980 
  • สมอง กับ ความจำ

    สมอง กับ ความจำสวัสดีค่ะ วันนี้เรามีเทคนิคดีดีที่จะมาช่วยพัฒนาความจำของเรา บางคนมักบอกว่าตัวเขาเป็นคนความจำไม่ดี ซึ่งในความเป็นจริงแล้วสมองของคนเรานั้นมีประสิทธิภาพไม่ต่างกันเลย แม้แต่ไอน์สไตน์ เมื่อเสียชีวิตแล้ว มีนักวิทยาศาสตร์ได้ผ่าพิสูจน์สมองของเขาก็พบว่าไม่ได้มีความแตกต่างกับคนทั่วไป แล้วทำไมเราจึงจำเก่งไม่เท่ากัน...จริงๆ แล้วสมองเป็นอุปกรณ์อย่างหนึ่งในร่างกายเราที่ควรจะต้องศึกษาวิธีการใช้สมองอย่างถูกวิธี เพื่อที่จะได้ใช้สมองให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดนะคะเรามาดู 5 เทคนิคการจำแบบฉบับ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กันค่ะ  อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กล่าวไว้ว่า "จินตนาการสำคัญกว่าความฉลาด Imagination is more important than intelligence" เพราะตัวเขาเองเมื่อจะคิดค้นอะไรใหม่ๆ เขามักนึกเห็นผลลัพธ์ของมันออกมาก่อนเสมอ จากนั้นจึงศึกษาค้นคว้าหาวิธีทำให้จิตนาการของเขาสำเร็จเป็นความจริงขึ้นมา และหลักการนี้ได้ผ่านบทพิสูจน์มานับครั้ง ไม่ถ้วน            มีเรื่องของ "รอน ไวท์" เป็นผู้หนึ่งที่ท้าพิสูจน์เรื่องนี้ผ่านชีวิตจริง   17 ปีที่ผ่านมา ในขณะที่ "รอน ไวท์" เป็นนักศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งของรัฐเทกซัสหรัฐอเมริกา เขาเป็นผู้ชาย ธรรมดาที่มีความฝันว่า วันหนึ่งจะมีความจำเป็นเลิศแบบไอน์สไตน์ ทันทีที่ได้ยินข่าวว่ามีการเปิดอบรมเรื่องความจำแบบ "ไอน์สไตน์" เขาจึงไม่ยอมละทิ้งโอกาสดีๆ รีบสมัครเข้าร่วมโครงการ  และวันนี้ "รอน ไวท์" กลายเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปในฐานะผู้ที่มีความจำยอดเยี่ยมที่สุดคนหนึ่ง ของโลก เป็นวิทยากรชื่อดังด้านการฝึกฝนความจำโดยวิธีพัฒนาความคิดแบบไอน์สไตน์ที่ ใครๆ ก็อยากฝากตัวเป็นศิษย์...ดังนั้นเมื่อเราเห็นคอร์สอบรมอะไรก็ลองให้ความใส่ใจดูว่าอะไรเหมาะสมกับเรา และเขาอบรมเพื่อพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอนะคะ ไม่แน่ว่าเราอาจจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่ง และช่วยเหลือคนได้อีกมากก็เป็นได้                 รอนบอกกับทุกคนว่า ทุกคนสามารถทำได้ สามารถจำหลายสิ่งหลายอย่างได้ เพียงแต่รู้จักพัฒนาความคิดอย่างเป็นระบบ มีระเบียบในการจำ    แบบทดสอบแรกที่รอนใช้สอน ผู้กระหายอยากมีความจำเป็นเลิศคือ คำง่ายๆ 20 คำ นั่นคือ   "ฟูจิ น้ำแข็ง ต้นไม้ จักรยาน สุนัข น้ำ 1 แก้ว รองเท้า ทีวี หมอน สปริง เครื่องบิน โตเกียว แมว หมวกสีดำ แว่นตา เสื้อสีน้ำตาล  เช็คมูลค่า 100,000 บาท รถคันใหม่ สุนัข และฟูจิ"   หลายคนฟังแล้วอาจจะรู้สึกหงุดหงิด คำตั้งเยอะจะจำอย่างไรได้ เทคนิคง่ายๆ ที่ "รอน"บอกว่าเป็นพื้นฐานของการจำ นั่นคือการผูกคำเหล่านี้เป็นห่วงโซ่ให้กลายเป็นเรื่องราว  กรณีนี้ "รอน" ให้ทุกคนลองจินตนาการว่าเราไปที่ภูเขาฟูจิ ที่นั่นมีน้ำแข็ง ต้นไม้ จักรยานจอดอยู่ เจอสุนัขใส่รองเท้าคู่หนึ่ง กำลังถือน้ำอยู่ในมือ 1 แก้ว นอนดูทีวีอยู่บนหมอนและที่นอนสปริง จากนั้นก็ขึ้นเครื่องบินไปโตเกียว เจอแมว ใส่หมวกสีดำ ใส่แว่นตา ใส่เสื้อสีน้ำตาล ในมือมีเช็คมูลค่า 100,000 บาท  เตรียมไว้สำหรับซื้อรถคันใหม่ แล้วเจอสุนัขอีกตัวก่อนบินกลับภูเขาฟูจิ  เท่านี้ทุกคนก็สามารถที่จะจำคำต่างๆ ที่บอกไปได้ทั้งหมด "รอน" บอกถึงเคล็ดลับในการจำ มีอยู่ 5 ขั้นตอน คือ   1. ชัดเจน (focus) โฟกัสสิ่งที่ต้องการจดจำให้ชัดเจนว่าคืออะไร มีความโดดเด่นตรงไหน ตรงนี้ถือว่าเป็นจุดที่สำคัญที่สุดที่ทำให้พลังของการจดจำมีประสิทธิภาพ   2. บันทึก (files) เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่ละเลยไม่ได้ หากคุณต้องการเรียกคืน เอกสารจากคอมพิวเตอร์กลับมาใช้อีก คุณจะต้องบันทึกโฟลเดอร์หรือไฟล์งาน นั้นไว้เพื่อเรียกใช้ในภายหลัง ความทรงจำของคุณเช่นกันที่มีกลไกการทำงานแบบเดียวกัน ดังนั้นเพื่อให้สามารถเรียกข้อมูลกลับมาใช้ได้ในระยะเวลาต่อมา ทุกคนจำเป็น ต้องบริหารจัดการความทรงจำ และจัดเก็บข้อมูลไว้ในตู้เก็บไฟล์แห่งความทรงจำ อย่างมีระบบและมีระเบียบ เพื่อเวลาเรียกใช้จะได้ง่ายขึ้น   3. ภาษาภาพ (pictures) เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ ทุกคนจำเป็นต้องจินตนาการ  สิ่งที่ต้องการจำให้เป็นภาพที่คุ้นเคย หรือภาพที่สะดุดตา พูดง่ายๆ อะไรก็ตามที่ต้องการจดจำจะต้องแปลงให้อยู่ในรูปแบบของภาษาภาพเสมอ  และนี่คือเหตุผลที่อธิบายถึงการจดจำหน้าตาของผู้คน แต่ไม่สามารถจำชื่อได้เนื่องจากทุกคนมองเห็นรูปหน้าคน  แต่มองไม่เห็นชื่อของคนคนนั้น เวลาเจอหน้ากันอีกครั้งจึงรู้สึกคุ้นตาแต่จำชื่อไม่ได้ การจำเป็นภาพก็ใช้หลักการเดียวกัน ดังนั้นหากคุณต้องการจดจำบทกวี ตัวเลข ที่อยู่ ข้อมูลจากชั้นเรียน ข้อความในหนังสือ หรืออะไรก็ตาม จะต้องแปลงสิ่งเหล่านั้นให้เป็นภาพเสียก่อน เพื่อให้มองเห็นและจดจำมันได้   4. ติดตรึง (glue) การจะจดจำบางสิ่งบางอย่าง สิ่งนั้นต้องมีความโดดเด่น เพียงพอที่จะติดตรึงอยู่ในความทรงจำ กระทบกับความรู้สึกของตัวเองอย่างแรง  หากสังเกตช่วงชีวิตที่ผ่านมา จะเห็นได้ชัดว่าความจำจะติดตรึงอยู่ในความทรงจำ ได้ก็ต่อเมื่อภาพนั้นมีความ เคลื่อนไหว มีความรู้สึก  หรือมีสิ่งพิเศษบางอย่างมาเชื่อมโยงกับตัวเรา        และนี่เป็นคำตอบว่าทำไมคุณจึงสามารถนึกถึงรายละเอียดของอุบัติเหตุทางรถยนต์ เมื่อ 20 ปีก่อนได้อย่างแม่นยำ หรือนึกย้อนถึงเหตุการณ์โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นเมื่อ 15 ปีก่อนได้  ซึ่งนี่ก็เป็นเหตุผลเดียวกับที่คุณสามารถนึกถึงเหตุการณ์ดีๆ อย่างเช่นตอนที่คุณให้กำเนิดลูก หรือวันแต่งงาน ดังนั้น ภาพที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อจำ จะต้องเป็นภาพที่ติดตรึงในความทรงจำได้ดี  มีความเคลื่อนไหว หรือความรู้สึกร่วมด้วย และหากเป็นภาพที่มีความพิเศษมากก็จะยิ่งช่วยให้จำได้ดีขึ้น   5. ทบทวน (review) การทบทวนสิ่งที่บันทึกไว้ในความทรงจำ เป็นอีกขั้นตอนหนึ่งที่จะทำให้สามารถจำ สิ่งต่างๆ ได้ในระยะยาว  วิธีการง่ายๆ ตื่นเช้าขึ้นมาให้ถามตัวเองว่า เมื่อวานนี้เราได้พบใครบ้าง  เพื่อจะทบทวนรายชื่อของคนที่เราได้พบ แล้วดูว่ามีกี่คนที่คุณสามารถจำได้ ตรงนี้ถือเป็นแบบฝึกหัดที่ดี แถมยังช่วยเพิ่มเติมข้อมูลไปในเมโมรี่ส่วนตัวไปพร้อมๆ กันด้วย           ถ้าทุกคนสามารถทำได้ตามขั้นตอนนี้ ต่อไปไม่ว่าจะเป็นการพูดหน้าห้อง หรือพรีเซนต์งานต่างๆ ก็ทำได้อย่างน่าทึ่ง   ก่อนเข้าสู่กระบวนการจำ 5 ขั้นตอน ทุกคนจะต้องแบ่งพื้นที่ในสมองออกเป็นห้องๆ   แล้วสร้างแฟ้มข้อมูล นำประเด็นต่างๆ มาแปลงให้เป็นรูปภาพที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวัน เช่น สิ่งต่างๆ ภายในบ้าน สถานที่ทำงาน เมืองสำคัญๆ หรือรายละเอียดของร่างกาย แล้วให้หมายเลขสิ่งของเหล่านั้นเพื่อช่วยในการจำให้ง่ายขึ้น           ทักษะเหล่านี้เป็นเรื่องที่พัฒนาได้ เพียงแต่ทุกคนต้องมีจินตนาการ "ถ้าอยากจำอะไร ก็สร้างภาพแล้วใส่ทุกอย่างในแฟ้ม ไม่ว่าจะจำ 100 สิ่ง 1,000 อย่าง  ไม่ว่าสิ่งที่อยากจำจะเป็นรูปธรรมหรือนามธรรม  ก็ใช้หลักการพื้นฐาน 5 ขั้นตอนเหมือนกัน แทนสิ่งที่ต้องการจำด้วยรูปภาพ  หรือหมายเลข และหากต้องการจำได้ในระยะยาวจะต้องมีการทบทวนอย่างสม่ำเสมอ ผ่านไป 1 สัปดาห์กลับมาทบทวนครั้งหนึ่ง ผ่านไป 1 เดือนกลับมาทบทวนอีกครั้งหนึ่ง ความจำก็จะคงอยู่กับเราตลอดไป" และนี่เป็นเคล็ดลับง่ายๆ การเพิ่มศักยภาพในการจำให้กับสมองของทุกคนนั่นเองจากที่เราได้ทราบเคล็ดลับข้างต้นแล้ว โดยส่วนตัวรู้สึกดีใจเพราะที่ผ่านมาตั้งแต่เด็กๆ ก็ใช้การจำวิธีนี้ เมื่อต้องการจำอะไรให้ได้ในระยะสั้นๆ และพบว่าใช้ได้ผลดีตลอดมา เพราะเป็นคนที่ชอบจินตนาการอยู่แล้ว เรื่องการจำจึงเป็นเรื่องสนุกๆ แต่ด้วยความที่ไม่คิดว่าวิธีการที่เราคิดค้นขึ้นมาเองจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามหลักการการใช้สมองของเรา จึงไม่ได้นำมาใช้กับในการเรียนได้มากเท่าที่ควรจะเป็น เช่นในเวลาเรียนบางวิชาที่ต้องจำมากๆ เช่น จำศัพท์ ชื่อเฉพาะของอะไรต่างๆ ก็เลยใช้วิธีการจำแบบทั่วไป ซึ่งทำให้เกิดความเครียดตามมา...อ้อ แล้วสำคัญนะคะ เมื่อเราจินตนาการเรื่องราวแล้ว พยายามให้เรื่องที่เราจินตนาการ ตลก สนุก เพราะจะมีจุดเด่นให้เราจำได้ง่ายขึ้นไปอีก และจะช่วยให้เราอารมณ์ดีเวลาฝึกจำด้วยนะคะแต่ทุกวันนี้เมื่อต้องทำงานที่เกี่ยวกับการจำบทพูด คริสป์ บรรยายต่างๆ ก็จะใช้เทคนิคนี้ตลอด ซึ่งก็คือ การหลับตา เห็นภาพ ผูกเรื่อง และสร้างหมวดหมู่ความจำในสมองเรา ทำให้สามารถจำได้ไว และเรียบเรียงเรื่องราวพูดออกมาได้อย่างไม่พลาดเลยค่ะ...ที่สำคัญมากๆ คือ เรื่อง "สมาธิ" ค่ะ เพราะถ้าเรามีสมาธิดีเมื่อเราหลับตาจินตนาการก็จะทำให้จำได้แม่น และเร็วมากจริงๆ ดังนั้น เคล็ดลับง่ายๆ นะคะ  " ทำสมาธิ  ตั้งสติหลับตา  พาใจสนุก ผูกเรื่องในจินตนาการ" แค่นี้เองค่ะขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จกับการฝึกจำนะคะ อย่าลืมนะคะทุกอย่างอาศัยความคุ้นเคย และชำนาญ ดังนั้นหมั่นฝึกกับบ่อยๆ  ทำแบบสนุกๆ เดี๋ยวดีเองค่ะ  ของคุณภาพจากhttp://dekling.exteen.com/20110427/entryและhttp://www.legendnews.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=539359610&Ntype=87

    Views 1,406 
  • กระเทียม สมุนไพรมหัศจรรย์

    กระเทียม สมุนไพรมหัศจรรย์ ชื่อว่า “กระเทียม” เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะเป็นพืชสมุนไพรที่ใช้ประกอบอาหารอะไร ก็ทำให้อาหารหอมอร่อย น่ารับประทานมากๆ  แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ กระเทียม เป็นพืชสมุนไหร่ที่มีประโยชน์มากมาย เป็นพืชมหัศจรย์ที่สามารถใช้รักษาโรคได้ครอบจักรวาล...เรามาทำความรู้จักกระเทียมกันดีกว่าค่ะว่ากระเทียมมีประโยชน์อย่างไรกันบ้าง กระเทียม หรือ Garlic นี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Allium sativum Limm. และมีชื่อเรียกอีกหลากหลายตามภาษาท้องถิ่น  เช่น ภาคเหนือเรียก หอมเทียม ภาคใต้เรียก หัวเทียม เป็นต้น...ส่วนประวัติของกระเทียมนั้น...ตั้งแต่สมัยโบราณในประเทศอียิปต์ เชื่อกันว่าคนงานที่ก่อนสร้างปิรามิดนั้นจะทานกระเทียมเป็นอาหารทุกวัน เพราะจะทำให้มีพลัง สร้างปิรามิดเสร็จเร็วขึ้น นอกจากนี้พวกทหารก็เช่นเดียวกัน  รวมไปถึงนักกีฬากรีกในสมัยโบราณ ชาวอินเดียโบราณ ชาวซีเรีย ชาวตุรกี ชาวฮังการี ชาวสเปน ชาวรัสเซีย ฯลฯ ก็นิยมรับประทานกระเทียมเพื่อเมพลัง ทำให้สมองแจ่มใส และมีเสียงที่ไพเราะอีกด้วย ในตำรายาแผนไทย...ได้ใช้กระเทียมเป็นกระสายยาในสูตรผสมยาหลายชนิด ดังนี้       -รับประทานกระเทียมดิบๆ ครั้งละประมาณ 5 กลีบ แก้อาการท้องอืด จุกเสียด      -นำกระเทียมมาฝาน หรือ มาตำ แล้วมาขยี้ทาบริเวณที่เป็นกลากเกลื้อน ช่วยให้หายได้      -นำกระเทียมต้มสามารถรักษาอาการท้องเสีย (เนื่องจากอาหารทะเล)      -นำกระเทียมโทนมาตำให้แหลก ใช้พอกตรงแผบที่ถูกตะขาบกัดช่วยลดอาการเจ็บปวดได้      -เอากระเทียมสดสับให้ละเอียดเติมน้ำสุกที่เย็นแล้วสัก 3-4 ส่วน แล้วทิ้งไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง เอาไปล้างแผลที่เป็นหนอง จะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น    -เอากระเทียมสองหัวทั้งเปลือกไปเผาไฟจนเกรียมดำพอเนื้อในสุก เวลารับประทาทนไม่มีรสเผ็ดเป็นใช้ได้ รับประทานทั้งที่เนื้อกระเทียมยังร้อนอยู่เพียงสองครั้งก็หาย รักษาโรคท้องร่วง       -นำเอากระเทียมหั่นเป็นแผ่นบางๆ แช่ในน้ำเชื่อมข้นๆ ทิ้งไว้ประมาณ 24 ชั่วโมง จึงรับประทาน รักษาโรคไอกรน       -เอากระเทียมตำแหลกผสมกับบน้ำมันพืชทาบริเวณทวารหนักก่อนนอน พยาธิเข็มหมุดจะถูกขับออก เมื่อนักวิทยาศาสตร์นำกระเทียมมาวิจัยจึงพบว่ากระเทียมมีคุณสมบัติเป็นยาอย่างแท้จริง เพราะช่วยลดไขมันในเลือด รวมถึงไตรกลีเซอร์ไรด์ และ คอเลสเตอรอลลงได้นอกจากนี้ยังช่วยในเรื่องลดความดันโลหิตได้อีกด้วย...เมื่อรู้ว่ากระเทียมมีคุณประโยชน์มากมายขนาดนี้เราก็ควรจะรับประทานกระเทียมกันให้เป็นนิสัยนะคะ หรือเวลาป่วยจะลองนำกระเทียมมาทำตามวิธีต่างๆข้างต้นนี้ก็ได้นะคะ...ขอให้ทุกท่านสุขภาพแข็งแรงค่ะ   ขอบคุณภาพจากเว๊บไซต์ :  http://www.healthbeautytrend.com

    Views 889 
  • การแก้ปัญหาหน้า “มัน” (ตอนที่ 2)

    การแก้ปัญหาหน้า “มัน” (ตอนที่ 2)   สวัสดีค่ะ...มาต่อกันอีกตอนกับวิธีลดหน้ามัน ซึ่งอย่างที่บอกไว้ในตอนที่แล้วว่ายังมีอีกหนึ่งวิธีที่ฟังแล้วค่อนข้างแปลกใจว่า สามารถทำได้ด้วยหรือ คือ ใช้ยาระบายแมกนีเซียลดหน้ามัน!!! ฟังดูไม่น่าเชื่อยาระบายเกี่ยวอะไรด้วยกับความมันบนใบหน้า...วิธีนี้ได้รับการแนะนำในเว๊บไซต์ของ Paula Begoun ชาวอเมริกัน ซึ่งผู้รู้เรื่องความสวยความงาม ซึ่งเมื่อได้มาเช็คด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์จึงเห็นว่าสามารถช่วยลดความมันได้จริง...เพราะยาระบายแมกนีเซียมีส่วนผสมของ แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ ซึ่งออกฤทธิ์เป็นด่าง จึงช่วยลดสภาพความเป็นกรดบนใบหน้าซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดสิว และยังช่วยฆ่าเชื้อโรคและดูดซับน้ำมันลองมาดูกันค่ะ   เชี่ยวชาญหลาย ๆ ท่านได้แนะนำให้ใช้ยาระบายนี้กับผิวหน้ามันได้ เหมาะสำหรับผิวมันเพื่อลดการทำงานของต่อมไขมันบนผิวหน้า มีกลิ่นคล้ายคาลามายด์เวลานำมาทาหน้า (ยาน้ำทาแก้ผื่นแพ้) วิธีใช้คือ เมื่อล้างหน้าให้สะอาดแล้วซับหน้าให้แห้ง ใช้สำลีก้อนชุบยาแล้วทาให้ทั่วใบหน้าเพียงบาง ๆ เมื่อแห้งแล้วสามารถแต่งหน้าด้วยแป้งฝุ่นได้ตามปกติ จะช่วยให้ผิวดูเนียนเรียบ หลายคนใช้เป็น primer (ทาเป็นขั้นแรกก่อนแต่งหน้า) เพื่อเตรียมผิวหน้าให้เรียบก่อนการแต่งหน้า ด้วยคุณสมบัติดูดซับความมันได้ดีทำให้แป้งติดทนนาน ดูดีได้ตลอดทั้งวัน หน้าไม่มันเยิ้ม และยังเลี่ยงการเกิดสิวได้ด้วยค่ะ   ถ้าไม่ชอบวิธีการที่ต้องทาทุกวันสามารถประยุกต์ใช้โดยการนำมาพอกหน้าสัปดาห์ละครั้งก็ได้ค่ะ ล้างหน้าให้สะอาด เขย่าขวดก่อนใช้ แล้วใช้สำลีชุบน้ำยาทาให้ทั่วหน้า ทิ้งให้แห้งประมาณ 15 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า หรือ ถ้าหน้ามันมากก็พอกวันละหนึ่งครั้งก่อนนอน เมื่อหน้าเริ่มหายมันก็ค่อยๆเว้นระยะห่างให้มากขึ้น...วิธีนี้เหมาะกับผู้ที่มีผิวมันมากๆนะคะ หรือ ถ้ามีผิวผสมก็เลือกทาเฉพาะบริเวณที่มันเท่านั้นค่ะ ส่วนผู้มีผิวแห้งหลีกเลี่ยงไปเลยค่ะ เพราะจะทำให้หน้าลอกได้...นอกจากนี้เวลาใช้งานให้ทาบางๆ เท่านั้นเพราะอาจเป็นคราบได้   นอกจากนี้เราควรปรับเรื่องกิจวัตรประจำวันของเราด้วย ดังนี้   เรื่องกิจวัตรประจำวัน 1. งดน้ำอัดลม รับประทานผักผลไม้ให้มาก งดอาหารมัน ผักต่างๆ มีวิตามินหลายอย่างปนอยู่ ทำให้ร่างกายทำงานได้สมบูรณ์ขึ้น ร่างกายสมดุลผิวชุ่มชื่น ร่างกายจึงไม่ต้องผลิตน้ำมันออกมามากเพื่อให้ผิวไม่แห้ง   2. ดื่มน้ำมากๆ เพื่อให้อวัยวะภายในของร่างกายทำงานสมบูรณ์ ดื่มน้ำอย่างน้อย 8 แก้วต่อวัน การดื่มน้ำน้อยเกินไป จะทำให้ไตและตับทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ การขับของเสียพวกไขมันที่เหลือก็จะออกมาทางที่สาม (นอกจากการขับถ่ายสองทางตามปกติ) คือทางผิวหนังหรือรูขุมขน ทำให้ผิวมันได้ 4. ล้างหน้าไม่บ่อยเกินไป สัก 2 ครั้งต่อวัน ด้วยสบู่ล้างหน้าที่อ่อนโยนไม่มีน้ำหอม หรือสารเคมีรุนแรง เพราะจะทำให้ระคายเคือง ที่สำคัญคืออย่าพยายามทำให้ผิวแห้งเกินไป เพราะร่างกายจะขับไขมันออกมาปกคลุมอีก 5. เลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่เพิ่มความชุ่มชื้น แต่ไม่เพิ่มความมัน ให้เลี่ยงมีน้ำมันผสมอยู่ ให้ใช้เป็นเนื้อเจล หรือ น้ำ ที่ไม่ผสมน้ำหอม และสารเคมีรุนแรง 6. การมาสค์หน้า ก็ให้ใช้แบบที่เป็นแบบโคลน (clay-base mask) ธรรมชาติที่แห่งแล้วแข็ง ไม่ใช้แบบที่เป็นโคลนนสังเคราะห์ใช้แล้วก็นิ่มอยู่อย่างนั้น เพราะมาสค์แบบนิ่มจะเน้นเพิ่มความชุ่มชื้นเหมาะกันคนผิวแห้งค่ะ ถ้าเป็นผิวมันใช้ก็จะไม่ช่วยลดความมันลงค่ะ ใช้มาสค์แบบโคลนนี้สักสองถึงสามครั้งต่อสัปดาห์ มาสค์จะช่วยดูดความมันและสิ่งตกค้างบนผิวหน้าของเราได้อย่างหมดจด จะช่วยลดการก่อให้เกิดสิว การมาส์คหน้าแต่ละครั้งก็ทาโคลนลงบนผิวชื้นๆ ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที หรือทิ้งให้แห้งแล้วล้างออกค่ะ 7. เลือกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้ AHA (alpha-hydroxy acids) ซึ่งจะช่วยกำจัดเซลล์ที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกมา ทำให้ผิวหน้าเนียนใสและยังทำให้เซลล์เหล่านั้นไม่อยู่ให้กลายไปเป็นอาหารของเชื้อแบคทีเรียลงไปอุดรูขุมขนและเกิดสิวขึ้นในโอกาสต่อไป 8. ระวังอย่าให้ถูกแดดมากเกินไป แม้ว่าแสงแดดจะทำให้ผิวแห้งลงได้ แต่การที่ผิวแห้งขาดสมดุลไป จะเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายผลิตน้ำมันออกมา ทำให้ผิวมันหนักขึ้นไปอีก เป็นอย่างไรคะ เราก็ได้เห็นภาพรวมทั้งหมดในเรื่องการขจัดความมันบนใบหน้า รู้สาเหตุ และ หนทางแก้ไขแบบนี้แล้ว เราก็ลองเลือกวิธีที่เหมาะสมกับเราดูนะคะ   ขอบคุณภาพจากเว๊บไซต์ http://www.globalfashionreport.com

    Views 1,180 
  • การแก้ปัญหาหน้า “มัน” (ตอนที่ 1)

    การแก้ปัญหาหน้า “มัน” (ตอนที่ 1)   สำหรับหัวข้อนี้ เชื่อว่าเป็นปัญหาสำหรับใครหลายๆ คนที่มีผิวหน้า มัน มัน มัน แล้วก็มัน ได้ตลอดทั้งวัน ซึ่งสร้างความรำคาญให้กับผู้ที่มีผิวมันเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าผิวมันจะมีข้อดีอยู่บ้าง คือ ทำให้แก่ช้า เพราะน้ำมันบนใบหน้าจะทำให้ใบหน้าเกิดริ้วรอยได้ยากกว่า ผู้ที่มีผิวแห้ง แต่อาการหน้ามันก็ยังทำให้น่ารำคาญใจอยู่ดี เพราะก่อให้เกิดสิวได้ง่าย และทำให้เสียบุคลิกภาพด้วย...พอดีได้มีโอกาสหาข้อมูลเรื่องนี้จึงเอามาแชร์ให้ทุกท่านได้ประโยชน์ด้วยกันค่ะ   ก่อนอื่นเรามาเข้าใจธรรมชาติของหน้ามันกันก่อนค่ะ สภาพผิวมันเป็นธรรมชาติของแต่ละคน จะหายาอะไร มาทาให้หน้าหายมันถาวรนั้นไม่มี ต้องทำใจกันก่อน เราอาจทำให้แห้งไปได้ชั่วคราวเท่านั้น ส่วนว่าจะได้ระยะสั้นหรือยาวแค่ไหนขึ้นอยู่กับวิธีการ ส่วนปัจจัยอื่นๆ ก็มีส่วนบ้าง เช่น สภาพอากาศ อาหาร และลักษณะกิจวัตรประจำวัน เป็นต้น "หน้ามัน" นั้นเกิดจากการที่ร่างกายขับไขมันออกมา ซึ่งอาจะไปอุดตันรูขุมขน และเมื่อรวมกับซากเซลล์ผิวหนังชั้นนอกที่ตายแล้ว ก็กลายเป็นอาหารชั้นดีของเชื้อแบคทีเรีย ทำให้เป็นไปได้ง่ายมากที่จะเกิดสิวได้ ถ้าเราสามารถลดความมันบนใบหน้าได้ โอกาสที่จะเป็นสิวก็จะลดลงค่ะ   เรามาดูกันค่ะ ว่าจะมีวิธีใดบ้างที่จะลดความมันลง สิ่งแรกที่นึกถึง คงไม่พ้น ”การล้างหน้า” ก็พอช่วยได้ชั่วคราวแต่การล้างหน้าบ่อย ๆ กลับจะยิ่งกระตุ้น ให้มันมากขึ้น ต่อมา “การใช้กระดาษซับมัน” จัดว่ามีประโยชน์ ช่วยให้หน้าแห้งไปช่วยขณะ สำหรับการ “ตบแป้ง”เพื่อคุมความมันนั้น คนหน้ามันคนจะใช้แป้งฝุ่นนะคะเพราะจะไม่ทำให้อุดตันรูขุมขน ส่วนพวกแป้งแข็งผสมรองพื้น หรือ รองพื้นเหลว อันนี้แนะนำให้หลีกเลี่ยงค่ะ เพราะจะเป็นตัวกระตุ้นให้เป็นสิวเพิ่มมากขึ้น ถ้าล้างออกไม่สะอาดหมดจนจริงๆ ซึ่งแม้จะล้างได้สะอาด แต่กว่าจะได้ล้างหน้าเราก็ผจญความมันมาทั้งวันแล้ว มันก็ไปอุดตันรูขุมขนเรียบร้อยไปแล้ว กลับมาล้างงตอนเย็นก็ไม่ทันแล้วค่ะ สุดท้ายก็มีปัญญาสิวตามมาอย่างแน่นอน ดังนั้นให้ใช้กรณีต้องการความเนี๊ยบจริงๆละกัน...วิธีเหล่านี้เป็นวิธีทั่วไปที่ใช้ๆกันอยู่ค่ะ   การรับประทานวิตามินบางตัวก็มีส่วนช่วยได้เหมือนกัน เช่น “วิตามิน B5 หรือ Pantothenic Acid” เป็นสารที่ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ได้เอง แต่มีความสำคัญมากในการสร้างเอนไซม์ที่เรียกว่า Coenzyme-A โดยหน้าที่ที่สำคัญของเอนไซม์นี้มีหลายอย่างเช่น การสร้างฮอร์โมนเพศ และการนำไขมันส่วนเกินไปใช้ ดังนั้นหากเรามีเอนไซม์นี้ไม่เพียงพอ การนำไขมันส่วนเกินไปใช้ก็จะไม่ดีพอ และถูกขับออกมาทางผิวหนัง ที่ใบหน้าของเราด้วย ขนาดของวิตามิน B5 (หรือ Pantothenic Acid) ที่แนะนำควรเริ่มที่ 8 กรัมต่อวัน การรับประทานวิตามิน B5 มากเกินไปนั้นไม่มีผลเสียอะไร เนื่องจากละลายได้ในน้ำและสามารถถูกขับออกมาทางปัสสาวะได้ สำหรับบางคนที่ได้รับปริมาณมหาศาล อาจจะมีอาการท้องเสียนิดหน่อยเท่านั้น   ตัวต่อมา “กรดไวตามินเอ” เป็นยาทา มีความเข้มข้นตั้งแต่ 0.02 และ 0.05 ถึง 0.1 เปอร์เซ็นต์ ตัวยาจะทำให้สิวที่อุดตันอ่อนนุ่มและหลุดลอกออก เมื่อเริ่มใช้ในตอนแรกอาจมีอาการแสบและสิวเห่อขึ้น เมื่อใช้ต่อไปสักพัก อาการ เหล่านี้จะหายไป กว่าจะเห็นผลอาจต้องใช้เวลา 2 - 3 สัปดาห์ สำหรับคนที่ผิวมันมาก มีสิวอักเสบ เป็นตุ่มแดง ตุ่มหนอง ให้ใช้เบนซอยล์เปอร์ออกไซด์ซึ่งมีความเข้มข้น 2.5, 5 และ 10 เปอร์เซ็นต์ ควรเริ่มใช้ขนาดเปอร์เซ็นต์อ่อนก่อน ตัวยาจะทำให้หน้าแห้ง และลอกมาก ซึ่งเมื่อผิวลอกไปแล้วจะทำให้หน้าใส รูขุมขนกระชับขึ้น และความมันลดลงได้ในระยะหนึ่ง ต้องคอยใช้สักอาทิตย์ละครั้ง หรือ เว้นไว้สักเดือนแล้วกลับมาใช้ใหม่ เพื่อกระตุ้นให้ผิวลอกออกเป็นระยะๆ ลดการเกิดสิวและหน้ามัน...สำหรับ กรดไวตามินเอ แบบรับประทานนั้น มีผลทำให้ผิวแห้ง ลงได้มาก แต่ควรสงวนไว้ใช้ในรายเป็นสิวรุนแรง ไม่ควรนำมาใช้แก้ผิวมัน เพียงอย่างเดียว เนื่องจากมีฤทธิ์ข้างเคียงมาก เช่นปากแห้งปากแตก ผิวแห้ง ผิวคัน เลือดกำเดาออกและเป็นยาต้องห้ามสำหรับการตั้งครรภ์ จึงเป็นยาที่ต้อง อยู่ภายใต้ ความดูแลของแพทย์เท่านั้นนะคะ นอกจากนี้ยังมีวิธีธรรมชาติ และง่ายๆ คือ การพอกหน้าด้วย “ไข่ขาว” ค่ะ  โดยนำไข่ไก่มาแยกไข่แดงออก ใช้แต่ไข่ขาวเท่านั้นนำมาทาหน้าแบบสดๆ เลย แล้วทิ้งไว้จนแห้งมาก ซึ่งจะทำให้หน้าตึงเลยค่ะ หลังจากนั้นก็ล้างออกด้วยน้ำสะอาด ก็จะรู้สึกว่าความมันหายไปหมดเลย และหน้านุ่มขึ้น สำหรับรายที่หน้ามันมากๆ จะทำติดต่อกันทุกวันเลยก็ได้สัก 1 อาทิตย์ ความมัน และสิวจะลดลงไป หลังจากนั้นอาจจะลดความถี่ลงเหลือสักอาทิตย์ละ 2 วันก็ได้ วิธีนี้ต้องขยันหน่อยแต่ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ เพราะเป็นธรรมชาติมากๆค่ะ...ในตอนหน้าเรายังมีวิธีลดหน้ามันที่ไม่เหมือนใครมาฝาก มาติดตามกันต่อนะคะ ขอบคุณภาพจากเว๊บไซต์ www.bloomburyfestival.org  

    Views 833 
  • ความรู้เรื่อง “การรักษาหลุมสิว”

      ความรู้เรื่อง “การรักษาหลุมสิว”   ได้มีโอกาสค้นคว้าเรื่องการักษาหลุมสิว เห็นว่ามีประโยชน์ค่ะ เลยนำมาแชร์ให้เพื่อนๆ ได้อ่านเป็นความรู้เอาไว้ไม่เสียหลายค่ะ ถ้าเรามีปัญหาหลุมสิว มีกี่วิธีบ้างที่เราจะเลือกไปรักษาได้ แล้วแต่ละวิธีมีความแตกต่างกันอย่างไร ลองมาดูกันค่ะ   สิวจริงๆ แล้วมีหลากหลายประเภทมากๆ แต่ที่เราพอจะแยกกันให้เห็นง่ายๆ คือ สิวอักเสบ และสิวไม่อักเสบ (เช่น พวกสิวอุดตัน สิวผด ฯลฯ) ซึ่งสิวที่มักจะทำให้เกิดหลุมสิว ได้แก่ สิวอักเสบ เนื่องจากหลุมสิวจัดเป็นแผลเป็นประเภทหนึ่ง โดยมีลักษณะคือ มีการยุบตัวของผิว เกิดการลดลงของคอลลาเจน และเกิดผังผืดขึ้นใต้รอยแผลเป็น การรักษาหลุมสิวมีมากมายหลายชนิด เช่น คือการรักษาโดยการใช้ยา หมายรวมทั้งยาทาและยากิน ซึ่งได้ผลน้อย จึงไม่ค่อยนิยม วิธีที่นิยมกันคือ การรักษาโดยใช้เครื่องมือต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มเลเซอร์ที่ใช้กันอยู่มากในปัจจุบัน ซึ่งจะอธิบายกันในรายละเอียดดังนี้   1.  ยาทา             ยาทาเพื่อการรักษาหลุมสิว อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่าแทบไม่ได้ผล เพราะหลุมสิวนั้นเป็นอาการที่เนื้อเรายุบลงไป เพราะผังผืดใต้รอยแผลเป็น ไม่มียาอะไรรักษาได้ค่ะ ส่วนใหญ่จะให้ยาที่สร้างคอลลาเจนให้ผิวเรียบตึงกลับมาใหม่พวก วิตามินซี และ pentapeptide แต่ไม่ได้ผลหรอกค่ะ ไม่คุ้มกับเงินที่เสียไป             2.  ยากิน             ยากินเพื่อการรักษาหลุมสิว ก็ไม่ค่อยได้ผลหรอกค่ะ ก็เป็นพวกวิตามินซีอยู่ดี บางทีแพทย์จะสั่งให้ทานคู่ไปในระหว่างช่วงทำเลเซอร์ เนื่องจากวิตามินซีมีหลักฐานการวิจัยที่ชัดเจนมากในเรื่องประสิทธิภาพของการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน ปริมาณที่แนะนำต่อวันคือไม่เกิน 3,000 มิลลิกรัมต่อวัน วิตามินซีเสื่อมสลายได้ง่ายเมื่อเจอแสงสว่างหรือความร้อน จึงควรเก็บให้พ้นจากสิ่งเหล่านี้             การทาน Collagen ที่มีหลากหลายยี่ห้อ และนิยมกันเป็นอย่างมากก็มีส่วนช่วยได้ แต่ก็น้อยค่ะ เพราะการดูดซึมด้วยการกินทำให้ประโยชน์ที่นำไปใช้ได้ไม่มากนัก มีเพียงบางตัวเท่านั้นที่เป็นอณูที่เล็กจริงๆ ดูดซึมง่าย ราคาจะสูงหน่อย ซึ่งแต่ละยี่ห้อก็ไม่ได้มาเปิดเผยอยู่ดีว่าของเขาเป็นแบบดูดซึมง่ายรึเปล่า เราก็จะสับสนและทานไปแบบงงๆ อยู่ดี และคอยมาเดาว่า “อืม...มันคงได้ผล” ทำให้การจะเลือกหายี่ห้อที่มีประโยชน์อย่างแท้จริงเป็นไปอย่างยากเย็น แต่ที่แน่ๆ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่า แอลกอฮอล์ ฤทธิ์ยับยั้งการสร้างคอลลาเจน ดังนั้นเพื่อนสาวที่รักการเข้าสังคม และรักความงามด้วย ลด ละ เลิก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เถอะค่ะ 3.  แต้มรอยด้วยกรดผลไม้และกรอหน้าด้วยเกร็ดอัญมณี            อันนี้เคยถามผู้ที่มีประสบการณ์ไปทำมาเป็นปี ต่อเนื่อง แล้วสรุปว่า ก็ไม่ค่อยได้ผลค่ะ อาจจะช่วยในเรื่องของการผลัดผิว แต่ไม่สามารถช่วยหลุมสิวได้ค่ะ เพราะหลุมสิวเป็นเรื่องใต้ชั้นผิวลงไป การกรอผิว หรือ ลอกผิว จึงไม่สามารถช่วยได้ 4.  Dermaroller             Dermaroller คือการนำลูกกลิ้งขนาดเล็กที่เต็มไปด้วยเข็มขนาดประมาณ 1 มิลลิเมตร กลิ้งไปทั่วใบหน้าให้เกิดแผลขนาดเล็กบนชั้นผิว กระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนเพื่อรักษาแผล คือ คอลลาเจน จะทำหน้าที่เป็น “ฮีโร” รักษาผิวของเราค่ะ ดังนั้นเมื่อผิวเรามีแผลคอลลาเจนจึงเกิดการกระตือรือล้นสร้างขึ้นมาค่ะ ข้อดี ของDermaroller เป็นการรักษาหลุมสิวที่ไม่ใช้ความร้อนในการรักษา ทำให้อาการข้างเคียงที่จากแสงแดด เช่น ดำ ฝ้า เกิดได้น้อยกว่าการทำเลเซอร์ ข้อเสีย   Dermaroller เป็นการรักษาหลุมสิวที่เจ็บมาก แผลหลังทำก็น่ากลัวมากเพราะหน้าจะเต็มไปด้วยรอยเข็มมากมาย แถมยังเสี่ยงต่อการติดเชื้ออีกด้วย และที่สำคัญราคาไม่ถูกเลยค่ะ ตกครั้งละประมาร 3,000 บ. รวมทั้งคอร์สก็ เป็นหมื่นแน่นอน 5.  Subcision             Subcision คือการนำเข็มขนาดเล็กเลาะไปใต้หลุมสิวเพื่อตัดผังผืด ข้อดี คือ Subcision ไม่ใช้ความร้อนในการรักษา ทำให้อาการข้างเคียงที่จากแสงแดดน้อย ข้อเสีย คือ แทบจะไม่มีประโยชน์เลยถ้าไม่ทำเลเซอร์ร่วมด้วย ราคาก็ไม่ถูกนักประมาณ 2,000 บ. ต่อครั้ง 6.  Fractional CO2 Laser             Fractional CO2 Laser เป็นเลเซอร์ที่รุนแรงมาก ทำให้มีประสิทธิภาพดีในการรักษาหลุมสิว สามารถทำลายพังผืดในแนวดิ่งได้ ซึ่งการ Subcision ทำไม่ได้ ในปัจจุบันจึงแนะนำให้ใช้เลเซอร์นี้เฉพาะจุดที่มีผังผืด แต่ไม่ใช้ทั่วใบหน้า ข้อเสียคือ มีความรุนแรงมากทำให้เกิดอาการข้างเคียงคือ เป็นสะเก็ดเล็กๆ อยู่ประมาณ 1 อาทิตย์ ราคาประมาณ 2,500 บ. ต่อครั้ง 7.  Fine Scan Laser             Fine Scan Laser เป็นเลเซอร์ตัวเลียนแบบของ Fraxel Laser ข้อดี  คือ Fine Scan Laser จัดได้ว่าเป็นเลเซอร์คุณภาพดีที่มีราคาถูก อาการข้างเคียงไม่รุนแรงเท่าเลเซอร์ตัวเก่าๆ ได้ผลดี แต่ราคาค่อนข้างแพงครั้งละ 5,000 บ. ต่อครั้ง 8.  Fraxel Laser             Fraxel Laser เป็นเลเซอร์ต้นแบบของ Fine Scan ได้ผลดี และเห็นผลชัดเจน แต่ราคาแพงมาก ครั้งละประมาณ 10,000 บ. ต่อครั้ง ถ้าเห็นราคาต่ำกว่านี้ แสดงว่าอาจจะไม่ใช่ Fraxel Laser จริงๆ ค่ะ 10.  E-matrix             E-matrix เป็นการรักษาที่ไม่ใช้คลื่นแสง แต่ใช้คลื่นเสียง ทำให้มีประโยชน์ในด้านการยกกระชับใบหน้า เป็นการรักษาที่ได้ผลมาก อาการข้างเคียงก็น้อยสุด ไม่ต้องเจ็บตัว แต่ราคาสูงมาก ประมาณ 20,000 บ.ต่อครั้ง           เพราะไม่มีการรักษาไหนครอบคลุมที่สุด บางคนแนะนำว่าการรักษาแบบผสมผสานน่าจะดีที่สุด โดยสูตรที่ผมแนะนำ คือ E-matrix (กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน) + Subcision (ตัดผังผืดในแนวราบ) + Fractional CO2 (ตัดผังผืดในแนวดิ่ง)   ส่วนปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้การรักษาหลุมสิวได้ผลมากขึ้น ก็ประมวลได้ว่า หลังทำเลเซอร์แนะนำให้กินวิตามินซีวันละ 2,000 มิลลิกรัม และอาหารผิวอย่าง เนื่องจากผิวเราเต็มไปด้วยรอยแผลเล็กๆมากมาย ทานอะไรไปจะดูดซึมดีมาก โดยเฉพาะกลุ่ม whitening ป้องกันอาการหน้าดำหรือฝ้ากระหลังทำเลเซอร์  นอกจากนี้คคุณหมอก็สำคัญ ว่าเชี่ยวชาญแค่ไหน เพราะจะเป็นผู้ปรับความแรง จำนวนครั้ง และความเชี่ยวชาญในการยิงก็สำคัญ ส่วนตัวแล้วคิดว่าป้องกันไว้ดีที่สุดค่ะ ด้วยการไม่ไปแกะ บีบ หรือ ทำให้สิวอักเสบเพิ่มมากขึ้น แต่ควรไปปรึกษาแพทย์ตั้งแต่เริ่มๆ เป็น ไปฉีดสิวอักเสบให้ยุบไปก็ยังได้ เพราะยิ่งอักเสบมาก แผลที่หลงเหลือไว้ก็มากไปด้วย แล้วสุดท้ายก็ต้องมานั่งรักษาหลุมสิวที่ทั้งหายยาก และราคาแพงอีกด้วยค่ะ   ขอบคุณภาพจากเว๊บไซต์ :  http://imabeautygeek.com/2013/03/27/dear-teens-adults-too-12-rules-for-healthy-skin-a-healthy-skin-smoothie/#axzz33ArMWsMq

    Views 17,905 
  • ดื่มน้ำรักษาโรค 2

    ดื่มน้ำรักษาโรค 2   สวัสดีค่ะ ตอนนี้เรามาดูกรณีศึกษาของผู้ที่เคยดื่มน้ำด้วยวิธีนี้เพื่อรักษาโรคแล้วหายมาแล้ว จะเป็นอย่างไร? มีกรณีศึกษาของชาวจีนท่านหนึ่ง ที่ชราภาพแต่มีสุขภาพสมบูรณ์อย่างน่าทึ่ง เมื่อถามว่าเคยเจ็บป่วยไหม ท่านว่าตอนอายุ 20 ปี ป่วยเป็นกระเพาะอาหารเน่ามีเผลเรื้อรังนอนอยู่กับที่นานถึง 10 ปี แม้ว่าจะรักษาด้วยการฉีดยา ทานยาก็ไม่หาย จนกระทั่งแพทย์ท่านหนึ่งแนะนำให้ดื่มน้ำสุกอย่างที่กล่าวมาข้างต้น ทุกๆวันอย่าให้ขาด และไม่ให้รับประทานอาหารก่อนเข้านอน เมื่อเขาทำตาม คือ ดื่มน้ำ 5 แก้วหลังจากตื่นนอนทันทีภายใน 1 ชั่วโมงนั้นเขาถ่ายปัสสาวะไป 3 ครั้ง จากนั้นเมื่อรับประทานอาหารเข้าไปกลับรู้สึกว่า ข้าวต้มอร่อยกว่าที่แล้วมา วันที่ 2 เมื่ออำอีกก็ถ่ายอุจจาระออกมามีเลือดดำปนอยู่มาก จากนั้นเวลาผ่านไป 3 เดือน น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และอาการเจ็บป่วยค่อยๆ หายไปเป็นปลิดทิ้ง และไม่เคยป่วยอีกเลยจนกระทั่งอายุ 64 ปี (ซึ่งคือปัจจุบันในขณะนั้น)   อีกกรณีหนึ่งมีผู้ที่เป็นเยื้อสมองอักเสบ เมื่อใช้วิธีการดื่มน้ำแบบนี้ไม่นานโรคนี้ก็หายไปเอง ทั้งผู้ที่เป็นโรคหัวใจ โรคอ้วน โรคเมื่อย ก็หายมาแล้วด้วยวิธีการดื่มน้ำอย่างนี้ ส่วนระยะเวลาในการเห็นผลนั้นมีดังนี้ กระเพาะเป็นแผลเน่า ดื่มน้ำ 1 สัปดาห์เห็นผล โรคความดันโลหิตสูง ดื่มน้ำ 1 เดือน เริ่มเห็นผล โรคกระเพาะบิด ดื่มน้ำ 3 เดือนเห็นผล โรคท้องผูก ดื่มน้ำ 3 วันเห็นผล ปวดเมื่อยตามข้อ ดื่มน้ำ 3 เดือนเห็นผล ผู้สูงอายุเข็ดเมื่อยทั้งร่างกาย ดื่มน้ำ 2 เดือนเห็นผล ผู้เป็นโลหิตคั่งในสมอง ดื่มน้ำไม่เกิน 3 เดือน เห็นผล   วิธีการดื่มการดื่มก็สำคัญ เรามาดูกันค่ะว่าดื่มน้ำรักษาโรคอย่างไรให้ได้ผลดีที่สุด โดยการดื่มนั้น ดื่มน้ำสุก หรือ น้ำที่กรองสะอาดมาแล้วดีที่สุด เวลารับประทานอาหารดื่มน้ำได้ปกติ แต่หลังอาหารสองชั่วโมงไม่ควรดื่มอีก ก่อนเข้านอนไม่ควรทานอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำส้มคั้น และพวกแอปเปิ้ล เมื่อดื่มน้ำเสร็จควรออกกำลังสัก 20 นาที ดื่มน้ำเสร็จสูดหายใจเอาอากาศเข้าปอดให้มากๆ   นวดที่บริเวณเอวให้น้ำไหลลงสู่สำไส้ให้สะอาด ดื่มน้ำวันแรกภายใน 1 ชั่วโมงจะปัสสาวะ 3 ครั้งติดๆ กัน แต่ต่อไป 3-4 วัน การขับถ่ายจะเป็นปกติ และภายใน 7-8 วัน การปัสสาวะจะมีเพียงครั้งเดียว นับแต่นั้นร่างกายจะรู้สึกสบาย การรับประทานอาหารจะอร่อยกว่าปกติ แสดงให้เห็นว่าลำไส้ใหญ่ได้รับการชำระให้สะอาดแล้ว   เป็นอย่างไรบ้างคะ...น่าทึ่งมากนะคะแค่ดื่มน้ำก็สามารถรักษาโรคภัยที่น่ากลัวให้หายขาดได้อย่างอัศจรรย์ อย่าเพิ่งเชื่อ จนกว่าจะได้ลองพิสูจน์ด้วยตัวเองดู...ลองเริ่มพิสูจน์กันตั้งแต่วันนี้นะคะ ถ้าใครทำแล้วเกิดผลดีอย่างไร อย่าลืมนำมาแชร์ให้ฟังกันบ้างนะคะ...ผู้เขียนก็จะลองพิสูจน์ดูค่ะ   ขอบคุณภาพจากเว๊บไซต์: http://www.jadtem.com/76425/

    Views 784 
  • 29 เคล็ดลับทำให้ อายุยืน

    เคล็ดลับทำให้ อายุยืน   เรื่องของสุขภาพร่างกายเป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจค่ะ เรามาลองดูเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ที่อาจจะทำให้เรามีอายุยืนยาวได้นะคะ...เราลองมาดูกันค่ะ   1. หัวเราะเสียงดัง. จงหัวเราะดังๆเมื่อรับรู้เรื่องขำขัน ไม่ว่าจากการสนทนาหรือดูวิดีโอตลก การหัวเราะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนชนิดหนึ่งออกมา ฮอร์โมนชนิดนี้มีส่วนทำให้อายุยืน 2.  ซื่อสัตย์ต่อคู่ครองของตนเอง จากสถิติพบว่าผู้แต่งงานอยู่กินอย่างซื่อสัตย์มาตลอดทำให้อายุยืนกว่าผู้มีมากชู้หลายรัก 3. กินถั่วมากเข้าไว้  จากการวิจัยพบว่าการกินถั่วประเภทถั่วลิสงครั้งละ 1 ออนซ์ 5 ครั้งต่ออาทิตย์ เป็นการตัดโอกาสไม่ให้ตายเพราะโรคหัวใจได้ 4.   งีบทุกบ่าย หลังอาหารกลางวันงีบหลับสักครึ่งชั่วโมง 5. ความเชื่อเรื่องการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อสุขภาพ นั้นเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะฤทธิ์ของแอลกอฮอล์นั้นมีโทษมากกว่าคุณ ดื่มมากอายุสั้นแน่นอน 6. อยู่บนภูเขาอายุยืนกว่าอยู่อยู่ชายทะเล เป็นความเชื่อผิดๆมานานที่ว่าอยู่ริมทะเลอายุจะยืน แต่ผลการวิจัยพบว่าผู้มีบ้านอยู่ภูเขามีอายุยืนกว่า ดังนั้นจึงมีรสนิยมเที่ยวป่ามากกว่าเที่ยวทะเล 7.  เล่นเกม เกมอะไรก็ได้ที่ฝึกสมอง เช่น หมากรุกกับเพื่อนซี้ เรียนรู้ภาษาใหม่ หรือการท่องเที่ยว ล้วนช่วยให้อายุยืนทั้งสิ้น 8. อย่ากินอาหารย่างบ่อย การย่างเนื้อที่ปลอดภัยต้องรอให้ถ่านมอดกลายเป็นขี้เถ้าเสียก่อนจึงปลอดภัยจากสารมะเร็ง 9. เล่นกีฬา ชนิดใดก็ได้ คนที่เคยเป็นนักกีฬามาก่อน จะมีสภาพร่างกายแข็งแรงกว่าผู้ไม่เคยเล่นกีฬามาเลย 10.ไปโบสถ์ หรือวัดเป็นประจำ คนที่ศึกษา และปฏิบัติตามคำสอนในศาสนามักมีจิตใจเยือกเย็น ดังนั้น จึงมีโอกาสเป็นโรคหัวใจวายน้อยกว่าผู้ที่ไม่มีสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจเลย 11. เต้นรำอยู่เสมอ ผู้ที่ชอบเต้นรำมีจิตใจเข้มแข็งมั่นคง ความจำดี และมีปฏิกิริยารวดเร็ว การเต้นรำแบบแอโรบิคได้ผลเช่นเดียวกับเต้นบอลลูม13.หายใจลึกๆ. การหายใจลึกๆ เอาอากาศบริสุทธิ์เข้าปอด ช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายทำงานดีขึ้น ตลอดจนเป็นการทำลายเชื้อไวรัส และแบคทีเรียที่เข้าสู่ร่างกายให้ตายไปด้วย 12. กินผักมากเข้าไว้ โดยเฉพาะผักปลอดสารพิษ ผักมีเส้นใย มักทำให้ไม่เป็นมะเร็งในระบบย่อยอาหาร ผักบุ้งทำให้สายตาดี คนแก่ตามองไม่เห็นย่อมตายเร็วกว่าคนแก่ที่ตามองเห็น 13. รู้ประวัติครอบครัว โรคภัยไข้เจ็บส่วนใหญ่สืบต่อทางกรรมพันธ์มายังลูกหลาน ดังนั้นต้องรู้ว่าบรรพบุรุษตายด้วยโรคอะไร เช่น โรคหัวใจ จะได้หาทางหลีกเลี่ยงป้องกันโรคนั้นตั้งแต่เนิ่น ๆ 14.ทำกิจกรรมนอกบ้าน ผลการวิจัยพบว่าคนสูงอายุหมั่นออกไปยังกลางแจ้งมีอากาศบริสุทธิ์ จะมีความเครียดสะสมน้อย คนแก่ที่มีความเครียดมักจะตายเร็ว 15. อย่ากินยานอนหลับเป็นนิสัย เอะอะอะไรก็กินยาไว้ก่อนยามีประโยชน์และมีโทษไปพร้อมๆกัน การนอนไม่หลับมาจากสาเหตุเครียดหรือปัญหาอื่นๆ ควรแก้ที่ต้นเหตุนั้นๆ 16. จัดเวลานอนให้เพียงพอ และทำเป็นปกตินิสัย เช่น นอนกี่ทุ่มตื่นเช้ากี่โมง คนยิ่งสูงอายุยิ่งนอนหลับได้น้อย วิธีแก้ไขนอนหลับแต่หัวค่ำตื่นแต่เช้ามืด ไม่เป็นผลเสียต่อร่างกาย คนแก่นอนน้อยไปหรือนอนมากไปเป็นเหตุให้ตายเร็วทั้งสิ้น 17. การร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ กับเพื่อนทำให้เกิดความเพลิดเพลินยิ่งเป็นกิจกรรมเป็นประโยชน์ต่อสังคม ยิ่งทำให้อายุยืนมากขึ้น 18. ดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการในแต่ละวัน สัก 6-8 แก้ว เพื่อสุขภาพดีและอายุยืนยาว 19.หาเวลาไปเข้าวัดฝึกสมาธิ หรือ เข้าคอร์สปฏิบัติธรรมอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้งเพื่อชำระจิตใจของเราให้สะอาดบริสุทธิ์ และ เพิ่มพูนพลังจิตใจของเรา จิตใจดี สุขภาพก็ดี อายุขัยก็ยืนยาว 20. เดินมาก ๆ  หรือหมั่นให้ร่างกายเคลื่อนไหวอยู่เสมอ อย่านอนแซ่วบนที่นอนตลอดเวลา คนแก่เดินวันละ 30 นาที อายุยืนแน่นอน 21.ตรวจสุขภาพฟันและช่องปาก โรคเหงือกโรคฟันเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ ดังนั้นหมั่นตรวจฟันและช่องปากอย่างสม่ำเสมอ 22 อย่าอ้วน คนอ้วนตายเร็วกว่าคนผอม สังเกตดูคนอายุยืนมักผอม จำไว้ความอ้วนฆ่าคนได้ 23. อย่าสูบบุหรี่ บุหรี่ทำให้อายุสั้นลงอย่างแน่นอน นอกจากไม่สูบพึงหลีกเลี่ยงพบปะกับคนสูบบุหรี่อีกด้วย เพราะการเป็นผู้สูดดมรับเอาควันบุหรี่เข้าไป จะได้รับโทษมากกว่าผู้สูบเสียอีก มีมาแล้วที่ลูกซึ่งรับควันบุหรี่จากพ่อมาตลอดกว่ายี่สิบปี สุดท้ายเป็นมะเร็งปอด ในขณะที่พ่อไม่ได้เป็น 24. เพิ่มความแข็งแกร่ง คนแก่อายุเกิน 70 ปีขึ้นไป ควรแข็งใจยกน้ำหนักเท่าที่จะยกได้ทั้งสองข้าง สัก 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรง 25. กินอาหารมีเส้นใยมาก ได้แก่ ธัญพืช ข้าวกล้อง ผลไม้ เพราะผักผลไม้ มีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าการกินเนื้อสัตว์มาก 26. ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในบ้าน  เช่น การทำงานบ้าน ล้างจาน ซักผ้า ถูพื้น ดูดฝุ่น ทำสวน ตัดแต่งต้นไม้ กิจกรรมเหล่านี้ทำให้เกิดความสบายใจ มีความสุข อายุยืน 27. ท่องเที่ยวไป  คือกำไรชีวิต หาเวลาเดินทางเพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ในชีวิต และวัฒนธรรมที่แตกต่างเปิดมุมมองตัวเองให้กว้างขึ้น ทำให้เข้าใจเพื่อนมนุษย์มากขึ้น เมื่อจิตใจดีอายุก็ยืนได้   นี่ก็เป็นเคล็ดลับที่ทำได้ไม่ยากเลยนะคะ ถ้าสังเกตให้ดีทุกอย่างอยู่ที่ 2 เรื่องค่ะ คือ ร่างกาย และจิตใจค่ะ หลักง่ายๆ คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้ร่างกายแข็งแรง จิตใจมีความสุข รับรองว่า อายุยืนแน่นอนค่ะ   ขอบคุณภาพจากเว๊บไซต์: http://blog.eduzones.com/wigi/125553  

    Views 2,438 
  • ดื่มน้ำรักษาโรค 1

    ดื่มน้ำรักษาโรค (ตอนที่ 1)   ใครๆก็รู้ค่ะว่า ดื่มน้ำแล้วดีต่อสุขภาพ และเราต้องดื่มน้ำ 6-8 แก้วต่อวัน ซึ่งจริงๆ แล้วน้ำมีผลอย่างไรต่อร่างกาย และดื่มอย่างไรจึงจะถูกต้อง ในปริมาณที่เหมาะสม วันนี้เรามีวิธีดื่มน้ำรักษาโรค จากแพทย์แผนจีนมาแชร์กันนะคะ   เมื่อตื่นนอนตอนเช้า ความเช้าของโลหิตจะสูงค่ะ (อันนี้แถมค่ะ เพราะว่าในระหว่างที่เราหลับนั้น น้ำในร่างกายจะระเหยออกทางผิวหนัง ซึ่งเรานอนหลับจึงไม่ได้ดื่มน้ำในระหว่างนั้นเลย ความเข้มของโลหิตจึงสูงขึ้น) มีผลต่อระดับความดันโลหิตในร่างกาย แพทย์จึงแนะนำว่าตื่นนอนปุ๊ปก็ให้ดื่มน้ำสุกทันทีโดยที่ยังไม่ต้องล้างหน้า แปรงฟัน 5 แก้ว ในทีเดียว ทีแรกอาจจะฝืนๆ หน่อยค่ะ หลังจากนั้นจะปัสสาวะบ่อยๆ ซึ่งบางคนอาจจะรู้สึกฝืน และเลิกกลางคัน แต่หากทนไปสักหน่อย ร่างกายจะแข็งแรงสดชื่นไม่เจ็บป่วยง่ายค่ะ   นักวิทยาศาสตร์ได้วิจัยวิธีการดังกล่าวนี้ จึงพบว่า เนื่องจากลำไส้ใหญ่มีหน้าที่ผลิตโลหิตใหม่ ซึ่งผลิตจากฝอยคล้ายสักหลาดที่อยู่ในลำไส้ใหญ่ที่ยาว 8 เมตร ทำหน้าที่ในการดูดธาตุอาหารต่างๆ แล้วผลิตให้เป็นเม็ดโลหิต แต่หากลำไส้ใหญ่เคลื่อนไหวไม่เต็มที่ (เพราะขาดน้ำ) ก็จะเป็นเหตุให้เกิดโลหิตจาก อ่อนเพลีย และเป็นโรคได้ง่าย แต่หากลำไส้สะอาดอาหารที่เราทานเข้าไปผ่านการย่อยแล้วก็จะดูดไปผลิตให้เป็นโลหิตใหม่ เป็นการเร่งให้เกิดพลังงานในร่างกายให้สมบูรณ์ขึ้น โรคต่างๆ จะหายไปเอง อายุก็ยั่งยืน มหาวิทยาลัยตามมณฑลต่างๆ ของประเทศจีนได้ทดลอง และประกาศเปิดเผยให้ทราบโดยทั่วกัน   นอกจากนี้การดื่มน้ำทันทีแบบนี้ยังไปช่วยระบบขับถ่ายด้วย เนื่องจากลำไส้ของเราขดยาว และมีระยะเวลาในการเคลื่อนที่ไปยังลำไส้เล็กตั้งแต่เช้าที่เรารับประทานอาหาร จนกระทั่ง 24 ชั่วโมง ก็จะได้เวลาขับถ่ายในเช้าวันถัดไป แต่หลายๆ ท่านคงจะไม่ได้สามารถถ่ายได้ตรงเวลาในทุกๆ เช้า บางท่านไม่ได้ถ่ายทุกวันก็มี ดังนั้นการดื่มน้ำทันที่ที่ตื่นนอนจะทำให้ น้ำไปฉะล้างระบบภายใน และกระตุ้นให้เราขับถ่ายในตอนเช้าได้ง่ายขึ้นค่ะ   และจากที่ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพมาหลายเล่ม ยังได้กล่าวว่าน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 2 ใน 3 ของร่างกายคนเรา ดังนั้นน้ำจึงมีผลต่ออุณหภูมิของร่างกาย เวลาที่เรารู้สึกตัวร้อนเหมือนจะเป็นไข้ เราจึงควรรีบดื่มน้ำให้มาก เพื่อปรับอุณหภูมิของร่างกายให้กลับมาเป็นปกติโดยเร็ว   น้ำยังเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ระบบกรองของเสียในไตทำงานเป็นปกติอีกด้วย...ยังมีโรคต่างๆ ที่การดื่มน้ำสามารถเยียวยาให้ดีขึ้นได้ เช่น โรคท้องผูก ปวดหัว เวียนศีรษะ โลหิตจาง โรคประสาท ความดันโลหิตสูง อัมพาตทั้งกาย เป็นลม ปวดข้อ ปวดในกระดูกเส้นเอ็น ปวดเมื่อย มือเท้าอ่อนเพลีย ไอ หอบ วัณโรค เยื่อสมองอักเสบ โรคตับ ไต นิ่ว กระเพาะอืด โรคบิด เบาหวาน โรคผิวหนังต่างๆ โรคมะเร็ง และอีกมากมายจริงๆ ค่ะ... เมื่อเรารู้ว่าดื่มน้ำแล้วรักษาโรคได้ขนาดนี้ หันมาดื่มน้ำกันให้ถูกวิธีนะคะ เพื่อายุขัยที่ยืนยาวต่อไปค่ะ ดื่มน้ำรักษาโรคยังไม่จบแค่นี้นะคะ ตอนต่อไปเราจะมาดูกันว่า...ดื่มนานเท่าไหร่จึงจะเริ่มเห็นผล และ มีเทคนิคการดื่มเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดได้อย่างไร แล้วมาติดตามกันต่อนะคะ :)

    Views 980 
read more...
  • Complimentary Closing

    สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่จะละเลยไม่ได้ในการเขียนจดหมายภาษาอังกฤษนั่นก็คือ การลงท้ายจดหมาย (Complimentary closing) เพราะการลงท้ายจดหมายที่เหมาะสมจะช่วยให้เนื้อความทั้งหมดนั้นดูสละสลวย กลมกลืน และส่งเสริมเนื้อหาต่างๆที่เราเขียนไปได้อีกด้วยค่ะ เอาล่ะเรามาดูกันว่าการลงท้ายจดหมายในภาษาอังกฤษนั้น มีคำว่าอะไรกันบ้าง   เป็นทางการมาก Very truly yours,     ขอแสดงความนับถือ Respectfully,            ด้วยความเคารพ Yours truly,              ขอแสดงความนับถือ Yours faithfully,       ขอแสดงความนับถือ Yours sincerely,       ขอแสดงความนับถือ Sincerely yours,      ขอแสดงความนับถือ   สำหรับคำลงท้ายจดหมายกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เป็นทางการมาก สำหรับ 4 คำแรก คือ Very truly yours, Respectfully, Yours truly, Yours faithfully, จะใช้ในกรณีที่ผู้เขียนไม่รู้จักชื่อของผู้ที่ส่งจดหมายถึง หรือ แม้อาจจะทราบชื่อแต่ก็ไม่รู้จักกันมาก่อน ที่เรามักใช้คำขึ้นต้นว่า \"Dear Sir/Madam\" หรือ “To whom it may concern” เป็นต้น   ส่วนสองคำหลัง คือ Yours sincerely, Sincerely yours, สองคำนี้ทำให้คนสับสนอยู่บ่อยๆ ในความเป็นจริงก็คือ Yours sincerely นิยมใช้กันในฝั่ง UK แต่ Sincerely yours ใช้กับฝั่งอเมริกา โดยการใช้เหมือนกันคือ ใช้กับจดหมายที่เป็นทางการมาก แต่ว่าผู้เขียนรู้จักกับผู้ที่เขียนถึงในระดับหนึ่งแล้ว   Note: Yours sincerely หรือ Yours faithfully นั้นย่อมาจาก I am yours sincerely หรือ I am yours faithfully นั่นเอง   เป็นทางการ Sincerely,                อย่างจริงใจ, ด้วยความจริงใจ Best regards,          ด้วยความเคารพ Kind regards,          ความระลึกถึงด้วยความรักใคร่   กลุ่มคำลงท้ายนี้ยังใช้ในจดหมายทางการ แต่ไม่มากเท่ากับระดับแรก ผู้เขียนจะรู้จักกับผู้ที่เขียนถึงแล้ว มีความเป็นกันเองมากขึ้น สามารถใช้แทนกันได้ เช่น ใช้สำหรับจดหมายธุรกิจ หรือ อีเมล์ที่เราต้องการแสดงให้เห็นถึงความเป็นกันเองกับลูกค้า   ไม่เป็นทางการ With thanks,            ด้วยความขอบคุณ Best wishes,             ด้วยความปรารถนาดี Cordially,                   อย่างจริงใจ Warm wishes,          ด้วยความปรารถนาดีอันอบอุ่น Warm regards,         ด้วยความนับถือ Warmly,                    อย่างอบอุ่น Affectionately,         ด้วยความรักใคร่   กลุ่มคำลงท้ายนี้เป็นแบบไม่ทางการ ใช้กับผู้ที่เรารู้จักคุ้นเคยกันแล้ว สามารถเลือกใช้ได้ตามโอกาส สำหรับเพื่อนสนิท With love                 ด้วยความรัก Lots of love              รักมาก Lots of kisses           รักมาก (ให้ kiss ไปเยอะเลย) Take care                  ดูแลตัวเองนะ Keep in touch          ติดต่อกันไว้นะ Keep contact           ติดต่อกันไว้นะ Write back soon / Talk soon  แล้วจะเขียนมาใหม่ / แล้วคุยกันใหม่ Your friend               จากเพื่อนของคุณ Thank you                ขอบคุณ Always                      เสมอๆ (คิดถึง)   Tips : อยากได้อะไรที่กลางๆใช้ได้กับทุกโอกาสก็ใช้ “Sincerely” หรือ “Best regards” ได้ค่ะ บางครั้งเราอาจจะเห็นบางคนใช้คำย่อๆว่า “Regards” คำนี้บางคนบอกว่ามันจะดูไม่ค่อยสุภาพ ทางที่ดีเราก็เขียนแบบเต็มๆไปจะดีกว่าค่ะ   เป็นอย่างไรกันบ้างคะ เรื่องคำลงท้ายจดหมายที่ StoryWeShare.com ได้รวบรวมมาฝากเพื่อนๆ รับรองว่าครบถ้วน ครอบคลุมทุกระดับของการเขียนจดหมาย ยังไงก็อย่าลืมฝึกใช้กันบ่อยๆ นะคะCredit Photo from : http://www.core-corner.com/Web/Main.php?stat=a_BisIucl

    Views 3,899 
  • กิริยาห้ามเติม ing ใน Present Continuous Tense

    กริยาห้ามเติม ing ใน Present Continuous Tense        สวัสดีค่ะ วันนี้เรามีเรื่องการเติม “ing” มาแบ่งปันกันค่ะ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคำกริยาสามารถเติม ing เพื่อแสดงถึงการกระทำที่กำลังเกิดขึ้นได้ แต่ยังมีคำศัพท์กลุ่มหนึ่งที่ห้ามเติม ing เพื่อแสดงการกระทำที่กำลังเกิดขึ้น เป็นเพราะสาเหตุอะไรบ้างมาดูกันค่ะ1)  ทั้งนี้เป็นเพราะว่า กริยาที่เติม ing นั้น ต้องสามารถทำได้ต่อเนื่องยาวนาน เช่น เดิน วิ่ง นอน ยืน เราสามารถที่จะ เดิน วิ่ง นอน ยืน เป็นชั่วโมงหรือเป็นวันก็ได้ คำเหล่านี้จึงสามารถนำมาใช้ใน Present Continuous Tense ได้ 2) กริยาที่ห้ามเติม ing นั้น ไม่สามารถทำได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน เช่น เห็น ชอบ  รู้จัก  ฝรั่งไม่พูดว่า  “กำลังรู้จัก กำลังเห็น กำลังรัก กำลังชอบ” บางคำคนไทยอาจพูด แต่ฝรั่งไม่ใช้กันค่ะ มาดูกันว่ามีคำว่าอะไรบ้าง believe  = บิลิฝ / เชื่อ belong = บิลอง / เป็นของ cost  คอสท / ราคา dislike ดิสไลค์ / ไม่ชอบ envy เอ็นวิ / อิจฉา fear เฟีย / กลัว forget ฟอเก็ท / ลืม hate เฮท / เกลียด have* แฮฝ / มี, กิน hear เฮีย / ได้ยิน know โน / รู้จัก like ไลค / ชอบ love เลิฟ / รัก need นีด / ต้องการ prefer พริเฟอ/ ชอบ…มากกว่า see*  ซี / เห็น, พบ seem ซีม/ ดูเหมือน smell* สเม็ล /มีกลิ่น, ดม sound ซาวด / ดูเหมือน taste* เทสท / มีรสชาติ, ชิม think* ธิงค / คิด, ครุ่นคิด understand อันเดอะสแตนด / เข้าใจ want ว็อนท / ต้องการ weigh เวท / หนัก   เราสังเกตุได้ว่า คำข้างต้นเหล่านี้เป็นคำกริยาที่ไม่ได้มีการกระทำจริงๆ แต่เป็นกลุ่มคำพวกที่เป็นความเชื่อ ความรู้สึก ประสาทสัมผัส ซึ่งเราไม่สามารถเติม ing ได้ เราก็จะใช้กิริยาพวกนี้กับ Present Tense แทน ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นปัจจุบัน และเป็นจริงค่ะ   ตัวอย่างการใช้ที่ผิดและถูก I hate a snake. ฉันเกลียดงู (ถูก) I am  hating a snake. ฉันกำลังเกลียดงู (ผิด) She know him. หล่อนรู้จักเขา (ถูก) She is knowing him. หล่อนกำลังรู้จักเขา (ผิด) We like dogs. พวกเราชอบสุนัข (ถูก) We are  liking dogs. พวกเรากำลังชอบสุนัข (ผิด) They want water. พวกเขาต้องการน้ำ (ถูก) They are wanting water.  พวกเขากำล้งต้องการน้ำ (ผิด) They need help. พวกเขาต้องการความช่วยเหลือ (ถูก) They are needing help. พวกเขากำลังต้องการความช่วยเหลือ (ผิด) คนไทยใช้ แต่ฝรั่ง No นอกจากนี้ยังมีคำพิเศษที่ต้องระวังคำเหล่านี้มีสองความความหมายค่ะ คือ ใช้ได้ทั้งในรูปกริยาที่ไม่เติม ing หรือ ถ้าใช้อีกความหมายหนึ่งสามารถเติม ing ได้  มาลองดูตัวอย่างกันค่ะ I am seeing the doctor tomorrow. ผมกำลังจะพบหมอพรุ่งนี้ (ถูก) เพราะใช้แสดงถึงการกระทำ I see John jogging everyday. ผมเห็นจอนวิ่งเหยาะๆทุกวัน (ถูก) กรณีนี้เป็นเรื่องของประสาทสัมผัส I am seeing Jonh jogging.  ผมกำลังเห็นจอนวิ่งเหยาะๆ (ผิด) เห็นก็เห็นเลย ไม่ใช่กำลังเห็น   She is smelling the fish. หล่อนกำลังดมปลา (ถูก) เพราะ ใช้แสดงการกระทำ คือ การดม The fish smell bad. ปลาส่งกลิ่นเหม็น (ถูก) เพราะ กรณีนี้เป็นเรื่องของประสาทสัมผัส คือ รับรู้ถึงกลิ่น The fish are smelling bad. ปลากำลังส่งกลิ่นเหม็น (ผิด) กรณีประสามสัมผัส ไม่ใช้ ing   She is tasting the curry. หล่อนกำลังชิมแกง (ถูก) เพราะ ใช้แสดงการกระทำ คือ การชิม The curry tastes good. แกงมีรสชาติดี (ถูก) เพราะ กรณีนี้เป็นประสาทสัมผัสถึง รสชาด The curry is tasting good. แกงกำลังมีรสชาติดี (ผิด) กรณีนี้ประสาทสัมผัส มีรสดี กำลังกระทำไม่ได้   นี่ก็เป็นเรื่องราวของคำกริยาที่เรามักจะใช้ผิดบ่อยๆ เพราะอาจจะสับสน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เราต้องค่อยๆ เรียนรู้ และฝึกนำไปใช้จริงๆ นะคะ เราจะได้เรียนหลักไวยกรณ์ และสามารถนำไปสื่อสารได้จริงค่ะ   ขอบคุณภาพจากเว๊บไซด์ http://learn-english92.blogspot.com/2014/07/verb-ing-enjoy-doingstop-doing-etc.html

    Views 15,748 
  • Time is up and Time is over

    Time is up and Time is over สวัสดีค่ะ วันนี้เรามีสองคำที่มีความหมายใกล้เคียงกัน คือคำว่า “Time is up” และ “Time is over” โดยทั้งสองคำมีความหมายในเชิงของ “การหมดเวลา” แต่มีความแตกต่างกันในการใช้งานดังนี้ค่ะ   "Time's up" จะมีความหมายใกล้กับอีกคำหนึ่งคือ “ Time's run out " ใช้ในกรณีที่มีความพยายามในการทำภารกิจบางอย่างให้สำเร็จ ก่อนที่เวลาจะหมดไป ซึ่งเวลานั้นเป็นเวลาสั้นๆ ไม่ยาวนาน                         ยกตัวอย่างเช่น Time's up! Put your pencils down and pass your exams forward. หมดเวลาแล้ว...วางดินสอของคุณลง และส่งกระดาษคำตอบมาข้างหน้า   I barely finished my exam before time was up. ฉันทำข้อสอบเกือบเสร็จก่อนที่เวลาจะหมด "Time is over" จะมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า "time has ended" or "time has gone" or even "from another time." ใช้ในเชิงของการหมดเวลา “ช่วงระยะเวลาหนึ่ง” โดยมีความเกี่ยวข้องกับกำหนดเวลาสำหรับการทำภารกิจหนึ่ง ซึ่งเวลาไม่ได้มีความเร่งรัดมาก เป็นระยะเวลาที่ให้ไว้เพื่อทำภารกิจให้สำเร็จตัวอย่างเช่น The time for joking is over. เวลาสำหรับการเล่นตลกหมดลงแล้ว   Now that the ruler has died, this dynasty's time is over. ตอนนี้ผู้ออกกฎเสียชีวิตไปแล้ว เวลาของราชวงศ์นี้หมดลงแล้ว   และนี้ก็เป็นความแตกต่างในการใช้งานของทั้งสองคำนะคะ เมื่อเรารู้ถึงความแตกต่างแล้วก็นำไปใช้ได้ไม่ยากค่ะ และถ้ายิ่งใช้บ่อยๆ ก็จะได้คุ้นเคยและใช้กันไม่ผิดพลาดค่ะ ขอบคุณภาพจากเว๊บไซต์ http://www.fedupusa.org/2013/09/fed-z1-times-up/

    Views 7,976 
  • Transition

    In addition, Furthermore, Moreover, Another ใช้อย่างไร สวัสดีค่ะ วันนี้เรามีเรื่องของคำจำพวก “Transition”  มาแชร์กันนะคะ ซึ่งคำที่เลือกมาเป็นคำที่มีความหมายในเชิง “เพิ่มเติม” ซึ่งกลุ่มคำนี้สำคัญ ๆ มากโดยเฉพาะเวลาสอบทำสอบของ IELTS และ TOELF โดย 4 คำนี้ คือ In addition (to),  Furthermore, Moreover และ Another   “Transition” ส่วนใหญ่มักใช้สำหรับในการเปลี่ยนข้อคิดเห็นสิ่งที่พูดอยู่ไปยังอีกข้อคิดเห็นนึง ซึ่งเปรียบเป็นสะพานในการส่งต่อความคิด เชื่อมความคิด “Transition” = “Bridge” และยังทำให้ประโยคผู้อ่านหรือผู้ฟังคล้อยตามเรื่องที่กล่าวได้ง่ายและน่าสนใจอีกด้วย  เรามาดูกันเลยค่ะ    In addition (to) (Adv.) = นอกจากนั้น (เป็นการพูดเปิดเพื่อแนะนำไอเดียบางอย่าง) Furthermore (Adv.) = นอกจากนี้ (เป็นการพูดเพิ่มเติมไอเดียบางอย่าง)   ส่วนใหญ่แล้วมักจะใช้บ่อย ๆ แค่ 2 ไอเดีย แต่ถ้าเวลาเขียนบทความพวก Assay อาจมี 3-4 ไอเดีย ก็สามารถใช้คำต่อไปนี้เพิ่มเติมได้   Moreover (Adv.) = ยิ่งกว่านั้น, จากนั้น (เป็นการพูดเพิ่มเติมไอเดียบางอย่าง) Another (Adj.) = อย่างอื่น, อีกหนึ่ง (เป็นการกล่าวเสริมเพิ่มเติมอีกไอเดีย)   เรามาดูตัวอย่างประโยคกัน His laziness caused the company to perform badly last quarter. Moreover, his attitude toward the board has put his job in jeopardy.   บทวิเคราะห์รูปประโยค เริ่มต้นที่ประโยคแรก บอกว่าผู้ชายคนนี้ “laziness” และอีกประโยคเสริมเกี่ยวผู้ชายคนนี้เรื่อง “attitude” โดยมีคำว่า Moreover เป็นตัวเชื่อมไอเดีย ความจริงจะเขียนให้เป็นประโยคเดียวกันได้ แต่ถ้าต้องการเน้นว่า “attitude” ไปเสริม “laziness” ควรเขียนแยกเป็นสองประโยคดีกว่า สำหรับ Moreover ในประโยคนี้สามารถใช้ In additional (to) หรือ Furthermore แทนกันได้   ตัวอย่างที่เป็นหลายย่อหน้า …So the internet not only helps people connect to friends and family anywhere in the world, it also makes it cheap to do so.   In addition to friends + family… Moreover/Furthermore/Another reason, the internet provides companies …   บทวิเคราะห์รูปประโยค ย่อหน้าแรก เป็นการกล่าวโดยใช้ความคิดเห็น แบบส่วนตัว (Personal idea) และย่อหน้าสุดท้าย เป็นการแสดงความคิดเห็นเชื่อมประโยคโดยใช้ In addition to และ Moreover   อย่างไรก็ตามเราสามารถสรุปเป็นหลักง่าย ๆ ว่าทั้ง 4 คำนี้ให้ความหมายเหมือนกัน แต่เมื่อนำมาใช้ในรูปประโยคต้องทำให้รับรู้ได้ว่ามีการนำเสนอไอเดีย มากกว่าหนึ่งเสมอ   ในประเด็นที่ผู้สอบ IELTS หรือ TOELF มักจะใช้ 4 คำนี้ ผิดพลาดกันคือ... คำในกลุ่ม Transition เป็นการเพิ่มข้อคิดเห็นหรือไอเดีย เมื่อกล่าวจบประโยค ผู้ฟังควรได้รับรู้ว่ามี 2 ประเด็น แต่ผู้เขียนกลับลืมใส่ประเด็นที่ 2 สุดท้ายก็มีแค่ 1 ประเด็น จึงกลายเป็นความผิดพลาด   ลองสังเกตกันดูนะคะในเวลที่เราฝึกอ่านภาษาอังกฤษ หรือ เวลาที่เราฝึกเขียน และใช้ Transtion ก็อย่าลืมว่าต้องมีมากกว่า 1 ประเด็นความคิด จะได้ไม่พลาดกันนะคะ   ขอบคุณภาพจากเว็บไซดhttp://www.cheshire.k12.ct.us/dodd/for-students/transition

    Views 95,814 
  • Good Quotations

    Good Quotations   สวัสดีค่ะ โบราณว่า “ปากเป็นเอก เลขเป็นโท” หรือ “พูดดีเป็นศรีแก่ปาก” นั่นแสดงว่าคำพูดนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ วันนี้เรามีคำคมดีดี ที่สามารถนำไปใช้ให้กำลังใจผู้อื่นได้มาแบ่งปันกันนะคะ   Don't stop your dream. อย่าหยุดฝันของคุณ   Never give up. อย่ายอมแพ้   Try to find out your own dreams. พยายามตามล่าหาความฝันของตัวเองให้พบ   I have a dream but I haven't got enough morale. ฉันมีฝัน แต่ฉันขาดกำลังใจ   Fight, fight and fight. สู้ ๆ สู้ต่อไปนะ   I'll be on your side forever more. ฉันจะเคียงข้างคุณได้เสมอนิจนิรันดร์   I'll always stand by you. ฉันจะยืนเคียงข้างคุณเสมอ   Chin up. เชิดคางขึ้น  (คือ ไม่ให้คอตกแสดงถึงความหมดกำลังใจ)   Keep shining. จงส่องประกายเฉิดฉาย  (คือ ให้มีกำลังใจ และมีไฟอยู่เสมอ)   Go forward. จงเดินหน้าต่อไป     ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ของคำพูดดีดี ที่เราสามารถนำไปใช้พูดให้กำลังใจคนรอบข้างของเราได้ ผู้ให้กำลังใจย่อมได้กำลังใจ ขอให้ทุกท่านเป็นผู้มีกำลังใจไม่สิ้นสุดนะคะ   ขอบคุณภาพจากเว๊บไซต์ http://quoteness.com/topic/good?page=10

    Views 685 
  • Check in!

    Check in!   สวัสดีค่ะ วันนี้เราขอแบ่งปันกับคุณผู้อ่านเรื่องเกี่ยวกับบทสนทนาในการ Check in ในสนามบินนะคะ ถ้าเราเดินทางในประเทศคงไม่มีปัญหา เพราะไม่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ แต่ถ้าเราจะเดินทางไปต่างประเทศ คงจะเลี่ยงยากล่ะค่ะ ทางที่ดีเรามาฝึกกันเลยดีกว่า...วันนี้จึงอยากจะแชร์คำศัพท์ที่เราต้องเจอกันในสนามบิน และตัวอย่างบทสนทนาการ Check in นะคะ เอาล่ะค่ะเรามาลองดูกันเลย  คำศัพท์ที่ใช้กันในสนามบิน Passport        =        หนังสือเดินทาง Airport           =        สนามบิน/ท่านอากาศยาน Departure      =        ขาออก Arrival           =        ขาเข้า Baggage / Luggage = กระเป๋าสัมภาระ Exit               =        ทางออก                   Flight            =        เที่ยวบิน Gate             =        ประตูขึ้นเครื่อง Immigration     =        ด่านตรวจคนเข้าเมือง Money exchange counter  =  เคาเตอร์แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ Passenger      =        ผู้โดยสาร Ticket            =        ตั๋ว Check in        =        ลงทะเบียน Boarding        =        กำลังจะขึ้นเครื่อง Boarding pass          =        บัตรขึ้นเครื่อง Passport control   =  ตรวจหนังสือเดินทาง International Departures  =  ผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ Duty free       =        ปลอดภาษี Window seat   =        ที่นั่งริมหน้าต่าง Aisle seat       =        ที่นั่งริมทางเดิน   ทีนี้เราก็มาดูตัวอย่างบทสนทนาเหตการณ์ตอน Check in กันค่ะ   Staff : Can I see your Electronic ticket and passport, please? รบกวนขอตั๋วและพาสปอร์ตหน่อยค่ะStaff : Your passport, please. ขอพาสปอร์ตหน่อยค่ะStaff : Your ticket, please.ขอตั๋วหน่อยนะคะ Passenger : Here they are. Can we get one seat near the aisle? นี่ครับ เอ่อ ผมขอนั่งริมทางเดินได้มั้ยครับ? Staff : A window seat or aisle seat? นั่งริมหน้าต่างหรือริมทางเดินนะคะ? Staff : Do you have any suitcases to check in? มีกระเป๋าที่จะโหลดใต้เครื่องมั้ยคะ? Passenger : Yes, please  thank you   นี่ก็เป็นตัวอย่างบทสนทนาง่ายๆ แต่รับรองว่าเดินทางทีไรก็ต้องใช้ทุกที เพราะคงไม่มีใครขึ้นเครื่องบินโดยไม่ได้เช็คอินหรอกนะคะ ฝึกใช้กันเอาไว้ภาษาอังกฤษง่ายมากๆค่ะ    ขอบคุณภาพจากเว๊บไซต์ http://business.inquirer.net/170452/10b-airport-project-presented-to-aquino

    Views 1,168 
  • Sometime, Sometimes and Some Time

    Sometime, Sometimes and Some Time   สวัสดีค่ะ วันนี้มีเรื่องที่ทำให้เราสับสนได้ตลอด คือ คำว่า “Sometime, Sometimes และ Some Time” สามคำนี้ใกล้เคียงกันมาก ถ้าไม่ระวังก็จะใช้ผิดประจำค่ะ วันนี้เราจะมาเคลียร์กันให้ชัดๆ ไปเลยว่า ใช้ต่างกันยังไง   Sometime คือ One day in the future หรือ เวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต หรือในอดีตก็ได้ เช่น    call me sometime แปลว่า เวลาว่างก้อโทรหาฉัน (เวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต)I’ll call you sometime next week แปลว่า ฉันจะโทรหาคุณสัปดาห์หน้า (เวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต)   Sometimes คือ บางครั้งบางคราว (ใช้คำนี้ในประโยคที่เกี่ยวกับปัจจุบันมากกว่า) เช่น    I sometimes sleep late at night. แปลว่า บางครั้งฉันก็เข้านอนดึกมาก   Some time คือ Amount of time หรือ ช่วงหนึ่งของเวลา เช่น    Take some time off  แปลว่า  หยุดทำงานชั่วคราว It’ll take some time to wash a car แปลว่า มันจะใช้เวลาในการล้างรถ   จะขอแถมเรื่องเกี่ยวกับ “some-” อีกสักหน่อย เช่น “Something like that” แปลว่า อะไรอย่างนั้นนั่นแหละ...ใช้ในกรณีที่เราไม่รู้จะตอบอะไรก็มักจะมาลงที่คำนี้ค่ะ   บางครั้ง “Something” ก็ใช้ในกรณีที่พูดถึงอะไรที่ดูพิเศษ แตกต่างจากทุกวัน เช่น หากว่าทุกๆวัน แม่ทำกับข้าวไม่อร่อย แต่วันหนึ่งทำอร่อยขึ้นมา จะพูดว่า “Well, that is something.” จะแปลว่า เออ...(วันนี้แม่ทำกับข้าว) ออกจะอร่อยนะ   ส่วนคำว่า  “Somehow” ใช้ในกรณีคล้ายๆ กับ “However” คือ อย่างไรก็ตาม เช่น Somehow I don’t like him. แปลว่า อย่างไรก็ตามฉันก็ไม่ชอบเขา   Someway แปลว่า ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง, คำว่า Somewhat แปลว่า ค่อนข้าง, Somewhen แปลว่า เวลาใดเวลาหนึ่ง, Somewhere แปลว่า บางแห่ง….   เป็นยังไงกันบ้างคะ สำหรับ Series “Some-” ในวันนี้ หวังว่าคงจะหายสงสัยกันไปไม่มากก็น้อยนะคะ อย่าลืมติดตามกันนะคะว่าครั้งต่อไปเราจะมีอะไรมาแชร์กันบ้าง...Bye Bye :D ขอบคุณภาพจากเว๊บไซต์ http://www.fabenglishonline.com/#!sometimes-sometime-กับ-some-time-ต่างกันอย่างไร/c218b/564310830cf21009be81951d

    Views 2,605 
  • Can we use "ing" after "to"?

    Can we use "ing" after "to"?   สวัสดีค่ะ วันนี้มีเรื่องที่เรามักเข้าใจผิด และใช้กันผิดบ่อยๆ (อีกแล้วค่ะ) คือ เรื่องเกี่ยวกับการใช้ ing ตามหลัง to ... เป็นไงคะ ฟังแปลกใช่ไหมคะ เพราะปกติหลัง to จะต้องตามด้วยกริยารูปดั้งเดิมเท่านั้น แต่ไฉนถึงจะมาตามด้วย ing ได้ละ...วันนี้เรามีคำตอบเรามาดูกันเลยค่ะ   โดยปกติแล้ว to ถ้าจะบวกกริยาต้องเป็นกริยาช่องที่ 1 ไม่ผัน ไม่เติม s,-es  แต่มีข้อยกเว้นอยู่ 3 กรณี ที่ต้องใช้กริยาต้องเติม ing โดยมีรายละเอียดดังนี้ โดยตัวยกเว้นหลักๆ มีอยู่สามตัวที่เป็น to แต่ตามด้วย ing คือ 1)     look forward to ต้องตามด้วย verb 1+ ing (ปกติ to จะบวกกริยาช่องที่ 1 ไม่ผัน ไม่เติม –s, es) แปลว่า ตั้งหน้าตั้งตาคอย   Example: I am looking forward to hearing from you soon. ฉันตั้งตาคอยที่จะได้ยินจากคุณ (มักเขียนท้ายจดหมาย รอคอยการตอบกลับ)   2)     get used to หรือ be used to แปลว่าคุ้นเคย   Example: He is used to living alone แปลว่า เขาคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตอยู่คนเดียว   โดย Verb “be” ต้องผันให้ลง tense ด้วย (Note: แต่กรณีของ “used to” เฉยๆ (used to แปลว่า เคย) ต้องตามด้วยกริยาช่อง 1 นะคะ อย่าเพิ่งสับสนค่ะ)   3)     be accustomed to แปลว่า คุ้นเคย ความหมายเหมือน get used to custom ประเพณี สิ่งที่เราทำจนชิน               Example: He is accustomed to living alone.   ทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อยกเว้นของการใช้ ing ตามหลัง to เป็นยังไงกันบ้านเราแยกกรณีออกมาแบบนี้แล้ว ไม่สับสนกันแล้วนะคะ ทวนอีกทีอย่าลืมนะคะ “Look forward to”, “be use to” และ “be accustomed to” สามตัวนี้ต้องตามด้วย “ing” เท่านั้นค่ะ...แล้วเจอกันใหม่ตอนหน้านะคะ   ขอบคุณภาพจากเว๊บไซต์ http://www.myenglishteacher.eu/question/ing-after-to/

    Views 667 
  • Complimentary Closing

    สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่จะละเลยไม่ได้ในการเขียนจดหมายภาษาอังกฤษนั่นก็คือ การลงท้ายจดหมาย (Complimentary closing) เพราะการลงท้ายจดหมายที่เหมาะสมจะช่วยให้เนื้อความทั้งหมดนั้นดูสละสลวย กลมกลืน และส่งเสริมเนื้อหาต่างๆที่เราเขียนไปได้อีกด้วยค่ะ เอาล่ะเรามาดูกันว่าการลงท้ายจดหมายในภาษาอังกฤษนั้น มีคำว่าอะไรกันบ้าง   เป็นทางการมาก Very truly yours,     ขอแสดงความนับถือ Respectfully,            ด้วยความเคารพ Yours truly,              ขอแสดงความนับถือ Yours faithfully,       ขอแสดงความนับถือ Yours sincerely,       ขอแสดงความนับถือ Sincerely yours,      ขอแสดงความนับถือ   สำหรับคำลงท้ายจดหมายกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เป็นทางการมาก สำหรับ 4 คำแรก คือ Very truly yours, Respectfully, Yours truly, Yours faithfully, จะใช้ในกรณีที่ผู้เขียนไม่รู้จักชื่อของผู้ที่ส่งจดหมายถึง หรือ แม้อาจจะทราบชื่อแต่ก็ไม่รู้จักกันมาก่อน ที่เรามักใช้คำขึ้นต้นว่า \"Dear Sir/Madam\" หรือ “To whom it may concern” เป็นต้น   ส่วนสองคำหลัง คือ Yours sincerely, Sincerely yours, สองคำนี้ทำให้คนสับสนอยู่บ่อยๆ ในความเป็นจริงก็คือ Yours sincerely นิยมใช้กันในฝั่ง UK แต่ Sincerely yours ใช้กับฝั่งอเมริกา โดยการใช้เหมือนกันคือ ใช้กับจดหมายที่เป็นทางการมาก แต่ว่าผู้เขียนรู้จักกับผู้ที่เขียนถึงในระดับหนึ่งแล้ว   Note: Yours sincerely หรือ Yours faithfully นั้นย่อมาจาก I am yours sincerely หรือ I am yours faithfully นั่นเอง   เป็นทางการ Sincerely,                อย่างจริงใจ, ด้วยความจริงใจ Best regards,          ด้วยความเคารพ Kind regards,          ความระลึกถึงด้วยความรักใคร่   กลุ่มคำลงท้ายนี้ยังใช้ในจดหมายทางการ แต่ไม่มากเท่ากับระดับแรก ผู้เขียนจะรู้จักกับผู้ที่เขียนถึงแล้ว มีความเป็นกันเองมากขึ้น สามารถใช้แทนกันได้ เช่น ใช้สำหรับจดหมายธุรกิจ หรือ อีเมล์ที่เราต้องการแสดงให้เห็นถึงความเป็นกันเองกับลูกค้า   ไม่เป็นทางการ With thanks,            ด้วยความขอบคุณ Best wishes,             ด้วยความปรารถนาดี Cordially,                   อย่างจริงใจ Warm wishes,          ด้วยความปรารถนาดีอันอบอุ่น Warm regards,         ด้วยความนับถือ Warmly,                    อย่างอบอุ่น Affectionately,         ด้วยความรักใคร่   กลุ่มคำลงท้ายนี้เป็นแบบไม่ทางการ ใช้กับผู้ที่เรารู้จักคุ้นเคยกันแล้ว สามารถเลือกใช้ได้ตามโอกาส สำหรับเพื่อนสนิท With love                 ด้วยความรัก Lots of love              รักมาก Lots of kisses           รักมาก (ให้ kiss ไปเยอะเลย) Take care                  ดูแลตัวเองนะ Keep in touch          ติดต่อกันไว้นะ Keep contact           ติดต่อกันไว้นะ Write back soon / Talk soon  แล้วจะเขียนมาใหม่ / แล้วคุยกันใหม่ Your friend               จากเพื่อนของคุณ Thank you                ขอบคุณ Always                      เสมอๆ (คิดถึง)   Tips : อยากได้อะไรที่กลางๆใช้ได้กับทุกโอกาสก็ใช้ “Sincerely” หรือ “Best regards” ได้ค่ะ บางครั้งเราอาจจะเห็นบางคนใช้คำย่อๆว่า “Regards” คำนี้บางคนบอกว่ามันจะดูไม่ค่อยสุภาพ ทางที่ดีเราก็เขียนแบบเต็มๆไปจะดีกว่าค่ะ   เป็นอย่างไรกันบ้างคะ เรื่องคำลงท้ายจดหมายที่ StoryWeShare.com ได้รวบรวมมาฝากเพื่อนๆ รับรองว่าครบถ้วน ครอบคลุมทุกระดับของการเขียนจดหมาย ยังไงก็อย่าลืมฝึกใช้กันบ่อยๆ นะคะCredit Photo from : http://www.core-corner.com/Web/Main.php?stat=a_BisIucl

    Views 3,899 
  • กิริยาห้ามเติม ing ใน Present Continuous Tense

    กริยาห้ามเติม ing ใน Present Continuous Tense        สวัสดีค่ะ วันนี้เรามีเรื่องการเติม “ing” มาแบ่งปันกันค่ะ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วคำกริยาสามารถเติม ing เพื่อแสดงถึงการกระทำที่กำลังเกิดขึ้นได้ แต่ยังมีคำศัพท์กลุ่มหนึ่งที่ห้ามเติม ing เพื่อแสดงการกระทำที่กำลังเกิดขึ้น เป็นเพราะสาเหตุอะไรบ้างมาดูกันค่ะ1)  ทั้งนี้เป็นเพราะว่า กริยาที่เติม ing นั้น ต้องสามารถทำได้ต่อเนื่องยาวนาน เช่น เดิน วิ่ง นอน ยืน เราสามารถที่จะ เดิน วิ่ง นอน ยืน เป็นชั่วโมงหรือเป็นวันก็ได้ คำเหล่านี้จึงสามารถนำมาใช้ใน Present Continuous Tense ได้ 2) กริยาที่ห้ามเติม ing นั้น ไม่สามารถทำได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน เช่น เห็น ชอบ  รู้จัก  ฝรั่งไม่พูดว่า  “กำลังรู้จัก กำลังเห็น กำลังรัก กำลังชอบ” บางคำคนไทยอาจพูด แต่ฝรั่งไม่ใช้กันค่ะ มาดูกันว่ามีคำว่าอะไรบ้าง believe  = บิลิฝ / เชื่อ belong = บิลอง / เป็นของ cost  คอสท / ราคา dislike ดิสไลค์ / ไม่ชอบ envy เอ็นวิ / อิจฉา fear เฟีย / กลัว forget ฟอเก็ท / ลืม hate เฮท / เกลียด have* แฮฝ / มี, กิน hear เฮีย / ได้ยิน know โน / รู้จัก like ไลค / ชอบ love เลิฟ / รัก need นีด / ต้องการ prefer พริเฟอ/ ชอบ…มากกว่า see*  ซี / เห็น, พบ seem ซีม/ ดูเหมือน smell* สเม็ล /มีกลิ่น, ดม sound ซาวด / ดูเหมือน taste* เทสท / มีรสชาติ, ชิม think* ธิงค / คิด, ครุ่นคิด understand อันเดอะสแตนด / เข้าใจ want ว็อนท / ต้องการ weigh เวท / หนัก   เราสังเกตุได้ว่า คำข้างต้นเหล่านี้เป็นคำกริยาที่ไม่ได้มีการกระทำจริงๆ แต่เป็นกลุ่มคำพวกที่เป็นความเชื่อ ความรู้สึก ประสาทสัมผัส ซึ่งเราไม่สามารถเติม ing ได้ เราก็จะใช้กิริยาพวกนี้กับ Present Tense แทน ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นปัจจุบัน และเป็นจริงค่ะ   ตัวอย่างการใช้ที่ผิดและถูก I hate a snake. ฉันเกลียดงู (ถูก) I am  hating a snake. ฉันกำลังเกลียดงู (ผิด) She know him. หล่อนรู้จักเขา (ถูก) She is knowing him. หล่อนกำลังรู้จักเขา (ผิด) We like dogs. พวกเราชอบสุนัข (ถูก) We are  liking dogs. พวกเรากำลังชอบสุนัข (ผิด) They want water. พวกเขาต้องการน้ำ (ถูก) They are wanting water.  พวกเขากำล้งต้องการน้ำ (ผิด) They need help. พวกเขาต้องการความช่วยเหลือ (ถูก) They are needing help. พวกเขากำลังต้องการความช่วยเหลือ (ผิด) คนไทยใช้ แต่ฝรั่ง No นอกจากนี้ยังมีคำพิเศษที่ต้องระวังคำเหล่านี้มีสองความความหมายค่ะ คือ ใช้ได้ทั้งในรูปกริยาที่ไม่เติม ing หรือ ถ้าใช้อีกความหมายหนึ่งสามารถเติม ing ได้  มาลองดูตัวอย่างกันค่ะ I am seeing the doctor tomorrow. ผมกำลังจะพบหมอพรุ่งนี้ (ถูก) เพราะใช้แสดงถึงการกระทำ I see John jogging everyday. ผมเห็นจอนวิ่งเหยาะๆทุกวัน (ถูก) กรณีนี้เป็นเรื่องของประสาทสัมผัส I am seeing Jonh jogging.  ผมกำลังเห็นจอนวิ่งเหยาะๆ (ผิด) เห็นก็เห็นเลย ไม่ใช่กำลังเห็น   She is smelling the fish. หล่อนกำลังดมปลา (ถูก) เพราะ ใช้แสดงการกระทำ คือ การดม The fish smell bad. ปลาส่งกลิ่นเหม็น (ถูก) เพราะ กรณีนี้เป็นเรื่องของประสาทสัมผัส คือ รับรู้ถึงกลิ่น The fish are smelling bad. ปลากำลังส่งกลิ่นเหม็น (ผิด) กรณีประสามสัมผัส ไม่ใช้ ing   She is tasting the curry. หล่อนกำลังชิมแกง (ถูก) เพราะ ใช้แสดงการกระทำ คือ การชิม The curry tastes good. แกงมีรสชาติดี (ถูก) เพราะ กรณีนี้เป็นประสาทสัมผัสถึง รสชาด The curry is tasting good. แกงกำลังมีรสชาติดี (ผิด) กรณีนี้ประสาทสัมผัส มีรสดี กำลังกระทำไม่ได้   นี่ก็เป็นเรื่องราวของคำกริยาที่เรามักจะใช้ผิดบ่อยๆ เพราะอาจจะสับสน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เราต้องค่อยๆ เรียนรู้ และฝึกนำไปใช้จริงๆ นะคะ เราจะได้เรียนหลักไวยกรณ์ และสามารถนำไปสื่อสารได้จริงค่ะ   ขอบคุณภาพจากเว๊บไซด์ http://learn-english92.blogspot.com/2014/07/verb-ing-enjoy-doingstop-doing-etc.html

    Views 15,748 
  • Time is up and Time is over

    Time is up and Time is over สวัสดีค่ะ วันนี้เรามีสองคำที่มีความหมายใกล้เคียงกัน คือคำว่า “Time is up” และ “Time is over” โดยทั้งสองคำมีความหมายในเชิงของ “การหมดเวลา” แต่มีความแตกต่างกันในการใช้งานดังนี้ค่ะ   "Time's up" จะมีความหมายใกล้กับอีกคำหนึ่งคือ “ Time's run out " ใช้ในกรณีที่มีความพยายามในการทำภารกิจบางอย่างให้สำเร็จ ก่อนที่เวลาจะหมดไป ซึ่งเวลานั้นเป็นเวลาสั้นๆ ไม่ยาวนาน                         ยกตัวอย่างเช่น Time's up! Put your pencils down and pass your exams forward. หมดเวลาแล้ว...วางดินสอของคุณลง และส่งกระดาษคำตอบมาข้างหน้า   I barely finished my exam before time was up. ฉันทำข้อสอบเกือบเสร็จก่อนที่เวลาจะหมด "Time is over" จะมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่า "time has ended" or "time has gone" or even "from another time." ใช้ในเชิงของการหมดเวลา “ช่วงระยะเวลาหนึ่ง” โดยมีความเกี่ยวข้องกับกำหนดเวลาสำหรับการทำภารกิจหนึ่ง ซึ่งเวลาไม่ได้มีความเร่งรัดมาก เป็นระยะเวลาที่ให้ไว้เพื่อทำภารกิจให้สำเร็จตัวอย่างเช่น The time for joking is over. เวลาสำหรับการเล่นตลกหมดลงแล้ว   Now that the ruler has died, this dynasty's time is over. ตอนนี้ผู้ออกกฎเสียชีวิตไปแล้ว เวลาของราชวงศ์นี้หมดลงแล้ว   และนี้ก็เป็นความแตกต่างในการใช้งานของทั้งสองคำนะคะ เมื่อเรารู้ถึงความแตกต่างแล้วก็นำไปใช้ได้ไม่ยากค่ะ และถ้ายิ่งใช้บ่อยๆ ก็จะได้คุ้นเคยและใช้กันไม่ผิดพลาดค่ะ ขอบคุณภาพจากเว๊บไซต์ http://www.fedupusa.org/2013/09/fed-z1-times-up/

    Views 7,976 
  • Transition

    In addition, Furthermore, Moreover, Another ใช้อย่างไร สวัสดีค่ะ วันนี้เรามีเรื่องของคำจำพวก “Transition”  มาแชร์กันนะคะ ซึ่งคำที่เลือกมาเป็นคำที่มีความหมายในเชิง “เพิ่มเติม” ซึ่งกลุ่มคำนี้สำคัญ ๆ มากโดยเฉพาะเวลาสอบทำสอบของ IELTS และ TOELF โดย 4 คำนี้ คือ In addition (to),  Furthermore, Moreover และ Another   “Transition” ส่วนใหญ่มักใช้สำหรับในการเปลี่ยนข้อคิดเห็นสิ่งที่พูดอยู่ไปยังอีกข้อคิดเห็นนึง ซึ่งเปรียบเป็นสะพานในการส่งต่อความคิด เชื่อมความคิด “Transition” = “Bridge” และยังทำให้ประโยคผู้อ่านหรือผู้ฟังคล้อยตามเรื่องที่กล่าวได้ง่ายและน่าสนใจอีกด้วย  เรามาดูกันเลยค่ะ    In addition (to) (Adv.) = นอกจากนั้น (เป็นการพูดเปิดเพื่อแนะนำไอเดียบางอย่าง) Furthermore (Adv.) = นอกจากนี้ (เป็นการพูดเพิ่มเติมไอเดียบางอย่าง)   ส่วนใหญ่แล้วมักจะใช้บ่อย ๆ แค่ 2 ไอเดีย แต่ถ้าเวลาเขียนบทความพวก Assay อาจมี 3-4 ไอเดีย ก็สามารถใช้คำต่อไปนี้เพิ่มเติมได้   Moreover (Adv.) = ยิ่งกว่านั้น, จากนั้น (เป็นการพูดเพิ่มเติมไอเดียบางอย่าง) Another (Adj.) = อย่างอื่น, อีกหนึ่ง (เป็นการกล่าวเสริมเพิ่มเติมอีกไอเดีย)   เรามาดูตัวอย่างประโยคกัน His laziness caused the company to perform badly last quarter. Moreover, his attitude toward the board has put his job in jeopardy.   บทวิเคราะห์รูปประโยค เริ่มต้นที่ประโยคแรก บอกว่าผู้ชายคนนี้ “laziness” และอีกประโยคเสริมเกี่ยวผู้ชายคนนี้เรื่อง “attitude” โดยมีคำว่า Moreover เป็นตัวเชื่อมไอเดีย ความจริงจะเขียนให้เป็นประโยคเดียวกันได้ แต่ถ้าต้องการเน้นว่า “attitude” ไปเสริม “laziness” ควรเขียนแยกเป็นสองประโยคดีกว่า สำหรับ Moreover ในประโยคนี้สามารถใช้ In additional (to) หรือ Furthermore แทนกันได้   ตัวอย่างที่เป็นหลายย่อหน้า …So the internet not only helps people connect to friends and family anywhere in the world, it also makes it cheap to do so.   In addition to friends + family… Moreover/Furthermore/Another reason, the internet provides companies …   บทวิเคราะห์รูปประโยค ย่อหน้าแรก เป็นการกล่าวโดยใช้ความคิดเห็น แบบส่วนตัว (Personal idea) และย่อหน้าสุดท้าย เป็นการแสดงความคิดเห็นเชื่อมประโยคโดยใช้ In addition to และ Moreover   อย่างไรก็ตามเราสามารถสรุปเป็นหลักง่าย ๆ ว่าทั้ง 4 คำนี้ให้ความหมายเหมือนกัน แต่เมื่อนำมาใช้ในรูปประโยคต้องทำให้รับรู้ได้ว่ามีการนำเสนอไอเดีย มากกว่าหนึ่งเสมอ   ในประเด็นที่ผู้สอบ IELTS หรือ TOELF มักจะใช้ 4 คำนี้ ผิดพลาดกันคือ... คำในกลุ่ม Transition เป็นการเพิ่มข้อคิดเห็นหรือไอเดีย เมื่อกล่าวจบประโยค ผู้ฟังควรได้รับรู้ว่ามี 2 ประเด็น แต่ผู้เขียนกลับลืมใส่ประเด็นที่ 2 สุดท้ายก็มีแค่ 1 ประเด็น จึงกลายเป็นความผิดพลาด   ลองสังเกตกันดูนะคะในเวลที่เราฝึกอ่านภาษาอังกฤษ หรือ เวลาที่เราฝึกเขียน และใช้ Transtion ก็อย่าลืมว่าต้องมีมากกว่า 1 ประเด็นความคิด จะได้ไม่พลาดกันนะคะ   ขอบคุณภาพจากเว็บไซดhttp://www.cheshire.k12.ct.us/dodd/for-students/transition

    Views 95,814 
  • Good Quotations

    Good Quotations   สวัสดีค่ะ โบราณว่า “ปากเป็นเอก เลขเป็นโท” หรือ “พูดดีเป็นศรีแก่ปาก” นั่นแสดงว่าคำพูดนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ วันนี้เรามีคำคมดีดี ที่สามารถนำไปใช้ให้กำลังใจผู้อื่นได้มาแบ่งปันกันนะคะ   Don't stop your dream. อย่าหยุดฝันของคุณ   Never give up. อย่ายอมแพ้   Try to find out your own dreams. พยายามตามล่าหาความฝันของตัวเองให้พบ   I have a dream but I haven't got enough morale. ฉันมีฝัน แต่ฉันขาดกำลังใจ   Fight, fight and fight. สู้ ๆ สู้ต่อไปนะ   I'll be on your side forever more. ฉันจะเคียงข้างคุณได้เสมอนิจนิรันดร์   I'll always stand by you. ฉันจะยืนเคียงข้างคุณเสมอ   Chin up. เชิดคางขึ้น  (คือ ไม่ให้คอตกแสดงถึงความหมดกำลังใจ)   Keep shining. จงส่องประกายเฉิดฉาย  (คือ ให้มีกำลังใจ และมีไฟอยู่เสมอ)   Go forward. จงเดินหน้าต่อไป     ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพียงตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ ของคำพูดดีดี ที่เราสามารถนำไปใช้พูดให้กำลังใจคนรอบข้างของเราได้ ผู้ให้กำลังใจย่อมได้กำลังใจ ขอให้ทุกท่านเป็นผู้มีกำลังใจไม่สิ้นสุดนะคะ   ขอบคุณภาพจากเว๊บไซต์ http://quoteness.com/topic/good?page=10

    Views 685 
  • Check in!

    Check in!   สวัสดีค่ะ วันนี้เราขอแบ่งปันกับคุณผู้อ่านเรื่องเกี่ยวกับบทสนทนาในการ Check in ในสนามบินนะคะ ถ้าเราเดินทางในประเทศคงไม่มีปัญหา เพราะไม่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ แต่ถ้าเราจะเดินทางไปต่างประเทศ คงจะเลี่ยงยากล่ะค่ะ ทางที่ดีเรามาฝึกกันเลยดีกว่า...วันนี้จึงอยากจะแชร์คำศัพท์ที่เราต้องเจอกันในสนามบิน และตัวอย่างบทสนทนาการ Check in นะคะ เอาล่ะค่ะเรามาลองดูกันเลย  คำศัพท์ที่ใช้กันในสนามบิน Passport        =        หนังสือเดินทาง Airport           =        สนามบิน/ท่านอากาศยาน Departure      =        ขาออก Arrival           =        ขาเข้า Baggage / Luggage = กระเป๋าสัมภาระ Exit               =        ทางออก                   Flight            =        เที่ยวบิน Gate             =        ประตูขึ้นเครื่อง Immigration     =        ด่านตรวจคนเข้าเมือง Money exchange counter  =  เคาเตอร์แลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ Passenger      =        ผู้โดยสาร Ticket            =        ตั๋ว Check in        =        ลงทะเบียน Boarding        =        กำลังจะขึ้นเครื่อง Boarding pass          =        บัตรขึ้นเครื่อง Passport control   =  ตรวจหนังสือเดินทาง International Departures  =  ผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ Duty free       =        ปลอดภาษี Window seat   =        ที่นั่งริมหน้าต่าง Aisle seat       =        ที่นั่งริมทางเดิน   ทีนี้เราก็มาดูตัวอย่างบทสนทนาเหตการณ์ตอน Check in กันค่ะ   Staff : Can I see your Electronic ticket and passport, please? รบกวนขอตั๋วและพาสปอร์ตหน่อยค่ะStaff : Your passport, please. ขอพาสปอร์ตหน่อยค่ะStaff : Your ticket, please.ขอตั๋วหน่อยนะคะ Passenger : Here they are. Can we get one seat near the aisle? นี่ครับ เอ่อ ผมขอนั่งริมทางเดินได้มั้ยครับ? Staff : A window seat or aisle seat? นั่งริมหน้าต่างหรือริมทางเดินนะคะ? Staff : Do you have any suitcases to check in? มีกระเป๋าที่จะโหลดใต้เครื่องมั้ยคะ? Passenger : Yes, please  thank you   นี่ก็เป็นตัวอย่างบทสนทนาง่ายๆ แต่รับรองว่าเดินทางทีไรก็ต้องใช้ทุกที เพราะคงไม่มีใครขึ้นเครื่องบินโดยไม่ได้เช็คอินหรอกนะคะ ฝึกใช้กันเอาไว้ภาษาอังกฤษง่ายมากๆค่ะ    ขอบคุณภาพจากเว๊บไซต์ http://business.inquirer.net/170452/10b-airport-project-presented-to-aquino

    Views 1,168 
  • Sometime, Sometimes and Some Time

    Sometime, Sometimes and Some Time   สวัสดีค่ะ วันนี้มีเรื่องที่ทำให้เราสับสนได้ตลอด คือ คำว่า “Sometime, Sometimes และ Some Time” สามคำนี้ใกล้เคียงกันมาก ถ้าไม่ระวังก็จะใช้ผิดประจำค่ะ วันนี้เราจะมาเคลียร์กันให้ชัดๆ ไปเลยว่า ใช้ต่างกันยังไง   Sometime คือ One day in the future หรือ เวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต หรือในอดีตก็ได้ เช่น    call me sometime แปลว่า เวลาว่างก้อโทรหาฉัน (เวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต)I’ll call you sometime next week แปลว่า ฉันจะโทรหาคุณสัปดาห์หน้า (เวลาใดเวลาหนึ่งในอนาคต)   Sometimes คือ บางครั้งบางคราว (ใช้คำนี้ในประโยคที่เกี่ยวกับปัจจุบันมากกว่า) เช่น    I sometimes sleep late at night. แปลว่า บางครั้งฉันก็เข้านอนดึกมาก   Some time คือ Amount of time หรือ ช่วงหนึ่งของเวลา เช่น    Take some time off  แปลว่า  หยุดทำงานชั่วคราว It’ll take some time to wash a car แปลว่า มันจะใช้เวลาในการล้างรถ   จะขอแถมเรื่องเกี่ยวกับ “some-” อีกสักหน่อย เช่น “Something like that” แปลว่า อะไรอย่างนั้นนั่นแหละ...ใช้ในกรณีที่เราไม่รู้จะตอบอะไรก็มักจะมาลงที่คำนี้ค่ะ   บางครั้ง “Something” ก็ใช้ในกรณีที่พูดถึงอะไรที่ดูพิเศษ แตกต่างจากทุกวัน เช่น หากว่าทุกๆวัน แม่ทำกับข้าวไม่อร่อย แต่วันหนึ่งทำอร่อยขึ้นมา จะพูดว่า “Well, that is something.” จะแปลว่า เออ...(วันนี้แม่ทำกับข้าว) ออกจะอร่อยนะ   ส่วนคำว่า  “Somehow” ใช้ในกรณีคล้ายๆ กับ “However” คือ อย่างไรก็ตาม เช่น Somehow I don’t like him. แปลว่า อย่างไรก็ตามฉันก็ไม่ชอบเขา   Someway แปลว่า ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง, คำว่า Somewhat แปลว่า ค่อนข้าง, Somewhen แปลว่า เวลาใดเวลาหนึ่ง, Somewhere แปลว่า บางแห่ง….   เป็นยังไงกันบ้างคะ สำหรับ Series “Some-” ในวันนี้ หวังว่าคงจะหายสงสัยกันไปไม่มากก็น้อยนะคะ อย่าลืมติดตามกันนะคะว่าครั้งต่อไปเราจะมีอะไรมาแชร์กันบ้าง...Bye Bye :D ขอบคุณภาพจากเว๊บไซต์ http://www.fabenglishonline.com/#!sometimes-sometime-กับ-some-time-ต่างกันอย่างไร/c218b/564310830cf21009be81951d

    Views 2,605 
  • Can we use "ing" after "to"?

    Can we use "ing" after "to"?   สวัสดีค่ะ วันนี้มีเรื่องที่เรามักเข้าใจผิด และใช้กันผิดบ่อยๆ (อีกแล้วค่ะ) คือ เรื่องเกี่ยวกับการใช้ ing ตามหลัง to ... เป็นไงคะ ฟังแปลกใช่ไหมคะ เพราะปกติหลัง to จะต้องตามด้วยกริยารูปดั้งเดิมเท่านั้น แต่ไฉนถึงจะมาตามด้วย ing ได้ละ...วันนี้เรามีคำตอบเรามาดูกันเลยค่ะ   โดยปกติแล้ว to ถ้าจะบวกกริยาต้องเป็นกริยาช่องที่ 1 ไม่ผัน ไม่เติม s,-es  แต่มีข้อยกเว้นอยู่ 3 กรณี ที่ต้องใช้กริยาต้องเติม ing โดยมีรายละเอียดดังนี้ โดยตัวยกเว้นหลักๆ มีอยู่สามตัวที่เป็น to แต่ตามด้วย ing คือ 1)     look forward to ต้องตามด้วย verb 1+ ing (ปกติ to จะบวกกริยาช่องที่ 1 ไม่ผัน ไม่เติม –s, es) แปลว่า ตั้งหน้าตั้งตาคอย   Example: I am looking forward to hearing from you soon. ฉันตั้งตาคอยที่จะได้ยินจากคุณ (มักเขียนท้ายจดหมาย รอคอยการตอบกลับ)   2)     get used to หรือ be used to แปลว่าคุ้นเคย   Example: He is used to living alone แปลว่า เขาคุ้นเคยกับการใช้ชีวิตอยู่คนเดียว   โดย Verb “be” ต้องผันให้ลง tense ด้วย (Note: แต่กรณีของ “used to” เฉยๆ (used to แปลว่า เคย) ต้องตามด้วยกริยาช่อง 1 นะคะ อย่าเพิ่งสับสนค่ะ)   3)     be accustomed to แปลว่า คุ้นเคย ความหมายเหมือน get used to custom ประเพณี สิ่งที่เราทำจนชิน               Example: He is accustomed to living alone.   ทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อยกเว้นของการใช้ ing ตามหลัง to เป็นยังไงกันบ้านเราแยกกรณีออกมาแบบนี้แล้ว ไม่สับสนกันแล้วนะคะ ทวนอีกทีอย่าลืมนะคะ “Look forward to”, “be use to” และ “be accustomed to” สามตัวนี้ต้องตามด้วย “ing” เท่านั้นค่ะ...แล้วเจอกันใหม่ตอนหน้านะคะ   ขอบคุณภาพจากเว๊บไซต์ http://www.myenglishteacher.eu/question/ing-after-to/

    Views 667 
read more...
  • ฝึกสมองให้ฉลาดโดยการ อ่านให้เร็ว

    ฝึกสมองให้ฉลาดโดยการ อ่านให้เร็ว   ส่วนตัวแล้วเป็นคนที่รักการอ่านมากๆ ค่ะ เพราะอ่านหนังสือ ถ้าเราเลือกอ่านหนังสือที่ดีแล้ว ได้ความรู้มากมายทีเดียว แต่อย่างที่เรารู้ล่ะค่ะว่าในโลกนี้มีหนังสือมากมายเหลือเกินที่รอให้เราอ่าน และเราก็มีเวลาจำกัด ดังนั้นวันนี้จะมาแชร์ภาพรวมของการฝึกอ่านเร็วโดย ดร.สุพาพร เทพยสุวรรณ ให้เพื่อนๆ อ่านเป็นออเดิร์ฟกันก่อน แล้วเดี๋ยวจะลงรายละเอียดในเรื่องการฝึกต่อไปค่ะ   ปกติคนเรามีความสามารถในการอ่านโดยเฉลี่ยได้ประมาณ 125-250 คำต่อนาที แต่เราสามารถพัฒนาความสามารถในการอ่านของเราได้ถึง 500-1000 คำต่อนาที หากเรามีความสามารถในการอ่านเร็ว นั่นหมายความว่าใน 5 นาทีเราอ่านคำต่างๆได้ถึง 2,500 คำ ซึ่งจะช่วยให้เราประหยัดทั้งเวลาและพัฒนาความรู้ให้กว้างไกลยิ่งขึ้น การอ่านหนังสือเร็วและจับใจความได้เป็นขั้นตอนของการใช้สมาธิ จดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น โดยเทคนิค 3 ข้อนี้จะช่วยให้เรามีสมาธิในการอ่านดีขึ้น     1. กำจัดสิ่งที่รบกวนออกไป ทุกสิ่งที่ทำให้เราขาดสมาธิในการอ่านไม่ว่าจะเป็น เช่น เสียงทีวี เสียงวิทยุ กลิ่น ยุง หรือบรรยากาศอื่นๆที่ทำให้เราคิดฟุ้งซ่านไม่สามารถมีสมาธิจดจ่อต่อสิ่งที่เราจะอ่านได้นั้น ควรกำจัดออกไป   2. หาเหตุผลในการอ่านและสร้างจุดสนใจ ถามตัวเองว่าทำไมต้องอ่าน สร้างแรงจูงใจ จะช่วยเป็นแรงขับเคลื่อนในการอ่านได้ ทำให้รู้สึกอยากอ่านและมีใจจดจ่อ หากเราอ่านธรรมดาและไม่เห็นคุณค่าของสิ่งนั้นจะทำให้ไม่อยากอ่าน หากไม่สามารถทำได้ให้ออกไปทำกิจกรรมอย่างอื่นก่อน แล้วกลับมาคิดถึงจุดสนใจของสิ่งที่จะอ่านใหม่จะช่วยให้มีสมาธิในการอ่านได้   3. หยุดพักเป็นระยะ หยุดพักการอ่านเมื่อจบบท เพื่อทบทวนสิ่งที่เราอ่านไปแล้ว อาจจดบันทึกไว้ด้วย เพื่อว่าเมื่อเรากลับมาอ่านใหม่สมองจะเปิดรับสิ่งที่จะอ่านต่อไปได้ดีขึ้นมากกว่าการทนอ่านไปเรื่อยๆ เพราะจะทำให้สมองล้า และการหยุดพักในการอ่านบ้างจะช่วยให้จับใจความได้ดีขึ้น ดังนั้นสิ่งที่จะช่วยพัฒนาการอ่านให้ดีขึ้นคือการกำขัดสิ่งที่รบกวนออกไป หาเหตุผลและความสนใจในการอ่านและหยุดพักสายตาบ้าง จะช่วยให้เรามีสมาธิในการอ่านดีขึ้น   คราวนี้ลองมาดูเทคนิคในการอ่านเร็วกันบ้าง   1. ลองหยิบหนังสือเล่มเก่ามาอ่านใหม่ ฝึกการอ่านเร็วโดยการหยิบหนังสือที่เคยอ่านมาแล้วมาอ่านอีกครั้ง เพราะเราทราบแล้วว่าเรื่องราวในหนังสือเป็นอย่างไร จะทำให้ง่ายขึ้น จับเวลาอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วลองแข่งกับเวลาดู การอ่านโดยรู้เรื่องราวมาก่อนแล้วจะทำให้เรามีสมาธิ อ่านได้เร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ความเร็วในการอ่านจะค่อยๆดีขึ้นและเราจะพัฒนาการอ่านหนังสือประเภทอื่นๆที่แตกต่างออกไปได้ด้วยในเวลาเดียวกัน   2. ทำความคุ้นเคยกับสิ่งที่จะอ่าน เช่น สังเกตโครงสร้างของหนังสือ รู้จักปกหน้า ปกหลัง สารบัญ ดัชนี บรรณานุกรม   3. ใช้เทคนิค scanning ( แบบค้นหา ) ก่อนเริ่มการอ่าน พูดง่ายๆคือหาประเด็นสำคัญในการอ่านให้พบ เป็น scanning คือการกวาดตาอย่างรวดเร็วเพื่อหาเป้าหมายหรือข้อมูลสำคัญ เราต้องรู้ว่าเราอ่านเพื่อค้นหาอะไรอยู่ เหมือนเวลาเราตรวจสลากกินแบ่งรัฐบาล หรือการตรวจผลรางวัลรายชื่อการจับฉลาก เป็นต้น   4. ใช้เทคนิค skimming ( กวาดสายตาในการอ่าน ) เราควรกวาดสายตาคร่าวๆหาคำสำคัญ หรือประเด็นสำคัญอีกครั้งหลังการอ่าน skimming ( กวาดสายตาในการอ่าน )จะช่วยให้เข้าใจสิ่งที่อ่านมากขึ้น การจับประเด็นสำคัญได้ จะทำให้เราทราบว่าผู้เขียนต้องการอะไร และทำให้การอ่านของเรามีชัยไปกว่าครึ่ง   5. ทำเครื่องหมายในขณะที่อ่านไปด้วย ขีดเส้นใต้หรือทำเครื่องหมายกำกับไว้เมื่อเห็นข้อความสำคัญ สิ่งนี้จะช่วยในการจับใจความ และทำให้การอ่านของเราเร็วขึ้น อย่าทำเครื่องหมายไว้ทั้งหน้า เอาแค่ประเด็นสำคัญเท่านั้น ทำเครื่องหมายไว้ประมาณ 10% ของทั้งหมด ส่วนอีก 90%เป็นรายละเอียดของเนื้อหาซึ่งต้องอ่านให้เข้าใจ การทำเครื่องหมายจับประเด็นสำคัญๆเอาไว้จะทำให้การอ่านของเราง่ายขึ้นและรวดเร็วขึ้นในเวลาเดียวกัน   6. การอ่านหนังสือที่ถูกต้องไม่จำเป็นต้องออกเสียงออกมาด้วย และไม่ต้องสะกดที่ละคำ เพราะจากงานวิจัยของมหาวิทยาลัย Cambridge สหรัฐอเมริกาค้นพบว่าสมองของเราถูกออกแบบมาให้อ่านโดยภาพรวม เช่น ฉัรนกัธเอ ก็สามารถอ่านออกได้ทันทีว่า ฉันรักเธอ ดังนั้นการอ่านออกเสียงจะทำให้สมองต้องทำงานหลายขั้นตอน   7. อ่านแล้วสร้างภาพขึ้นในสมองด้วย จะทำให้การทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น เช่น ฉันเห็นนกสีแดงเล็กๆบินสูงบนท้องฟ้าสีคราม   8. ปัจจัยที่ทำให้การอ่านช้าลง คือ ความเหนื่อยล้า การขาดแรงจูงใจ การค่อยๆอ่านไปเรื่อยๆไม่มีจุดหมาย และการอ่านแบบต้องการความเข้าใจแบบ 100% รวดในครั้งเดียว   จากหนังสือ Speed Reading Manual ทำให้ทราบว่าหากเราฝึกความสามารถในการอ่านเร็วได้ นอกจากจะเป็นการพัฒนาให้เรามีความรู้ที่กว้างไกลแล้ว การอ่านเร็วนั้นเป็นพัฒนาสมองของเราให้ฉลาดขึ้นโดยไม่รู้ตัวด้วย   เป็นยังไงกันบ้างคะ...เทคนิคเล็กๆ น้อยสำหรับการอ่านเร็ว โดยส่วนตัวแล้วก็ฝึกอ่านเร็วมานานแล้วล่ะค่ะ ชีวิตเปลี่ยนไปเมื่ออ่านได้เร็วขึ้น เพราะจากที่เคยอ่านหนังสือ How to เล่มหนาๆ สัก 300-400 หน้าโดยใช้เวลาประมาณ 1 อาทิตย์ แบบตั้งใจอ่านวันละ 2-4 ชั่วโมง กลายเป็นอ่านได้มากถึง 3 เล่ม ถ้ามีสมาธิแต่ตั้งใจอ่านจริงๆ น่ะค่ะ...ขอให้ทุกคนเปิดใจลองฝึกอ่านเร็วกันนะคะ แล้วคราวหน้าเราจะเอาเทคนิคการฝึกแบบลงรายละเอียดมาแชร์กันค่ะ...อย่าลืมนะคะ “อ่านหนังสือ วันละนิดจิตแจ่มใส” ค่ะ   ขอบคุณภาพจากเว๊บไซต์ : http://www.richmanshare.com

    Views 1,138 
  • อัจฉริยะสร้างสุข

    อัจฉริยะสร้างสุข   วันนี้เราจะ review ซีรีย์หนังสือ “อัจฉริยะ” ของคุณวนิษา เรช ปริญญาโทด้านสมอง จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งเล่มนี้คุณหนูดีได้ให้เคล็ดลับดีดีในการใช้ชีวิตให้ฉลาด และมีความสุข พิมพ์โดย บริษัท อัจฉริยะสร้างได้ จำกัด   คุณหนูดีให้หนังสือเล่มนี้เป็นคู่มือดูแลสมอง...ให้ฉลาดและมีความสุข  โดยใช้คำว่า “วิทยาศาสตร์ความสุข (The Science of Happiness) ” ซึ่งเป็นวิชาเรียนของเธอในสมัยที่เรียนที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เป็นการผสมผสานองค์ความรู้ที่คุณหนูดีได้ร่ำเรียนมาในเชิงวิชาการ แล้วมาปรับใช้กับชีวิต เมื่ออ่านในเล่มแล้วจะเห็นว่า มีเรื่องของวิทยาศาสตร์ ซึ่งได้แก่ แพทย์ศาสตร์ จิตวิทยา และพุทธศาสนาด้วย....แต่จะว่าไปพุทธศาสนาก็คือ วิทยาศาสตร์นั่นเอง ดังนั้นความสุขจึงเป็นสิ่งที่ควบคุมได้ วัดได้ มีนักวิจัยแนวใหม่ที่สนใจค้นคว้าเรื่องอารมณ์สุขกันมากขึ้น ในกระแสที่เรียกว่า “จิตวิทยาเชิงบวก (Positive Psychology)”   คุณหนูดีบอกว่าในอดีตคนเราคิดว่า เรื่องของความคิดอยู่ที่สมอง ความรู้สึกอยู่ที่หัวใจ แต่ความจริง เรื่องของหัวใจหรือความสุขอยู่ที่สมองค่ะ เพราะสมองเป็นแหล่งกำเนิดความสุข ความทุกข์ และสมองควบคุมอารมณ์ความรู้สึกทุกชนิด เรื่องนี้โดยส่วนตัวเห็นด้วยค่ะว่า หัวใจนั้นทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไม่เกี่ยวกับความรู้สึก แต่อยากเพิ่มเติมอีกสักนิดสำหรับชาวพุทธ เนื่องจากชาวตะวันตกไม่ได้นับถือศาสนาพุทธจึงไม่มีความรู้เรื่องของ “จิต” อย่างที่ชาวพุทธได้เรียนรู้จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ว่าใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว สิ่งที่ควบคุมทุกสิ่งคือ “ดวงจิต” หรือ ดวงวิญญาณ ที่อาศัยร่างกายหยาบนี้เป็นรังอาศัย เมื่อจิตสั่ง ระบบร่างกายทั้งหมดจึงดำเนินการตาม หากเปรียบกับเครื่องคอมพิวเตอร์ จิต ก็คือมนุษย์ที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงาน และสมองเหมือน CPU ซึ่งควบคุมทุกอย่าง แต่มันก็ไม่สามารถทำงานได้ถ้าเราไม่ป้อนคำสั่งเข้าไปนั่นเอง จิตวิทยาเชิงบวกนี้ เป็นการพูดถึงสภาพจิตของคนที่เป็นบวกที่สุด แข็งแรงที่สุด งดงามที่สุดวิชานี้สอนโดย ดร.ทาล เบน ชาฮาร์ ผู้บุกเบิกสอนจิตวิทยาเชิงบวกคนแรกๆ  การฝึกมองแง่บวกสามารถลดภาวะต่างๆ ในเชิงลบได้ และยังเป็นการสร้างสิ่งที่ถูกต้องดีงามด้วย คุณหนูดีว่าเมื่อเข้าไปในห้องเรียนนี้ครั้งแรก ก็ตกตะลึงเพราะมีคนเรียนเป็นพัน เห็นได้ชัดว่ามนุษย์อยากมีความสุขทุกคน และจากผลวิจัยพบว่า มีคนมากมายที่เป็นโรคซึมเศร้า เครียด กังวล มากมายจริงๆ เรามาดูกันว่าหลักการเขาเป็นอย่างไร   หลักการ “ยอดอ่อนผลิใบ” หรือ “Growing Tips Statistics” เป็นวิธีการเลือกศึกษาส่วนยอดของสังคม ซึ่งคนที่มีความสุขเป็นพิเศษในสังคมเราเป็นอย่างไร ก็เป็นสิ่งที่ไม่ยากที่คนธรรมดาจะลอกเลียนแบบ และเราควรเลือกที่จะคิดบวกๆ ให้มากเข้าไว้ เมื่อเราทำอะไรผิดพลาดขึ้นมาอย่างน้อยที่สุด เราก็เหลือ “บวกหนึ่ง” ไม่ติดลบนั่นเอง   มีงานวิจัยที่ไปศึกษาผู้ที่มีความสุขยิ้มง่ายว่าชีวิตเขาเป็นอย่างไร ปรากฎว่าพวกเขาก็มีความพลัดพราก สูญเสีย เช่นกัน แต่ปัจจัยที่ทำให้เขามีความพิเศษคือ “วิธีตีความปัญหา” และ ช่วงเวลา “พลิกฟื้นเยียวยา” ที่รวดเร็ว ดังนั้นปัจจัยสำคัญคือ วิธีการมองโลกของคนเหล่านั้นที่เป็นบวก   สิ่งสำคัญอีกอย่างคือ คนเรามักจะทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก  แต่คนที่มีความสุขจะทำให้เรื่องยากเป็นเรื่องง่าย ดังนั้นหลักการที่คุณหนูดีแนะมาคือ หลัก”ไม่มากและไม่ยาก”  ในด้านของสมองคุณหนูดีให้เราลองเดาว่าภารกิจสำคัญที่สุดของสมองคืออะไร บ้างก็ตอบว่า การคิด บ้างก็ว่า การจำ หรือการสร้างสรรค์งาน แต่ในความจริงแล้วไม่ใช่ค่ะ....ภารกิจหลักของสมองคือ “การเอาชีวิตรอด” ซึ่งเกี่ยวกับอารมณ์รุนแรงหลายชนิด ที่เลี่ยงไม่ได้คือ อารมณ์กลัว และอารมณ์โกรธ สิ่งเหล่านี้ทำให้ชีวิตเราอยู่ในวังวนของความเป็นลบ ถ้าเราเข้าใจและอยู่เหนืออารมณ์เหล่านี้เราจะมีความสุขได้   ที่เราต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งคือ ธรรมชาติของคนเราจะคิดในทางลบเป็นปกติ อย่างที่คุณหนูดีกล่าวว่า “ความทุกข์ เป็นอาหารจานโปรดของสมอง” เราจึงต้องฝึกคิดในเชิงบวกเพื่อต้านความคิดลบโดยธรรมชาติ ในเรื่องนี้โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่าหลักการดังกล่าว ถูกต้องตรงกับคำสอนในพระพุทธศาสนาจริงๆ ค่ะ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ได้กล่าวไว้ว่า ดวงจิตที่แท้จริงของมนุษย์ เป็นประภัสสรผ่องใสมากๆ แต่ถูกกิเลสครอบงำจิตใจทำให้ คิด พูด ทำ ในสิ่งที่ไม่ดีเป็นปกติ การที่จะกลับมามีจิตใจที่ผ่องใสได้อีกครั้งคือ ต้องขจัดกิเลสออกให้มากที่สุด และมีสติประคองรักษาใจของเราให้ใสได้ตลอด การมองโลกในแง่บวกเป็นสำคัญ พระองค์จึงสอนให้เรามองชีวิตด้วยความเข้าใจในความเป็นจริงของกฎไตรลักษณ์ คือ ความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ และความไม่ใช่ตัวตน และยอมรับในสิ่งเหล่านี้ให้ได้ เมื่อทำได้เราจะปล่อยวาง และมีความสุข นี่คือการคิดบวกในพระพุทธศาสนา   คุณหนูดีอธิบายต่อว่า แต่ยังไงความทุกข์ก็เป็นสิ่งที่จำเป็น สมองเราจะจดจำความทุกข์ได้ดี ไม่ว่าจะเป็น ความเสียใจ แค้นใจ เศร้า ทั้งนี้ก็เพื่อให้เราจดจำและไม่ทำผิดซ้ำอีก จนเป็นอันตรายถึงชีวิตในที่สุด และเมื่อคนเราเจอเรื่องที่เป็นทุกข์ สมองจะจัดการ “ตัดระบบจ่ายพลังงานสำรอง” ทำให้เราเกิดอาการ เนือยๆ ไม่อยากทำอะไร เพื่อบ่งบอกให้เรารู้ว่า ความรู้สึกแบบนี้เป็นลบ เป็นทุกข์ ให้เลิกความคิดเช่นนี้ซะ แล้วไปหาอะไรที่ดีกว่า สำหรับคนไหนที่มีความทุกข์คอยตามหลอกหลอนอยู่ตลอดเวลานั้น ให้รีบหาอะไรทำ ที่ต้องมีการใช้ความคิด ขยับร่างกาย อ่านหนังสือ เพื่อให้สมองได้เปลี่ยนโหมดมาทำงานที่สร้างสรรค์ แล้วสักพักสมองจะตัดขาดจากวงจรความทุกข์เอง เข้าสู่โลกแห่งความสุขอีกครั้ง   คุณหนูดีอธิบายเรื่องอวัยวะหนึ่งในสมองที่ทำหน้าที่เหมือนระบบรักษาความปลอดภัย คือ  “อมิกดาลา” ซึ่งมาจากรากศัพท์ว่า “เมล็ดอัลมอลด์” เพราะอวัยวะนี้มีลักษณะคล้ายอัลมอลด์ อวัยวะนี้มหัศจรรย์เพราะจะทำหน้าที่สั่งงานให้เรามีชีวิตอยู่รอดในยามคับขัน แต่ในเวลาปกติเจ้าอวัยวะตัวนี้จะไม่ทำอะไรเลย นอกจากนี้สมองยังมีระบบซิมพาเทติก (Sympahtetic System) ทำหน้าที่เพิ่มพลังงานด้วยการเพิ่มอัตราเต้นของหัวใจ ขยายรูม้านตา ชะงักระบบร่างกาย  ฯลฯ ส่วนระบบพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic System) ซึ่งทำงานร่วมกันในภาซะฉุกเฉิน ก็จะตัดพลังงานของเราด้วยการลดอัตราการเต้นของหัวใจ หดม่านตา ลดเหงื่อ เป็นต้น ให้เราหลบนิ่งๆ หากมีภัย ระบบตัด และจ่ายพลังงานนี้ทำให้เรารอดชีวิตในยามคับขัน โดยสมองส่วนคิดสั่งการไม่ทันเลย แต่เจ้าระบบนี้เองก็ทำให้คนเราตอบโต้สิ่งที่มากระทำเราอย่างรุนแรง ด้วยความรุนแรงกลับไป โดยที่ไม่ได้ตั้งใจ ดังนั้นเราจึงต้องฝึกสติให้ดีดี ทำให้ตัวเราไม่ตื่นเต้น หวาดกลัวอะไรง่ายๆ สงบ และ ผ่อนคลาย   อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ เมื่อเรามีความทุกข์ ความฉลาดจะน้อยลง  เมื่อมีความสุข ความฉลาดจะมากขึ้น เพราะอวัยวะสำคัญคือ ฮิปโปแคมปัส ซึ่งหากมีความทุกข์ฮอร์โมนที่เกี่ยวกับความเครียด เช่น คอร์ติซอล จะหลั่งไปทำลายเซลล์ และเส้นใยสมอง และสมองส่วนนี้เองที่ทำหน้าที่เหมือน “เครื่องบันทึกความจำ” ทำให้เราลืมง่าย จำอะไรไม่ค่อยได้  ถ้าอยากเรียนเก่ง จำแม่น ต้องเห็นโทษของความทุกข์ ความเจ้าคิดเจ้าแค้น และความคิดทางลบอื่นๆ การที่เรารู้จักให้อภัยคนเปรียบเสมือนเราได้บำรุงเซลล์ และเส้นใยสมองของเรา ดังนั้นถ้าเรารักตัวเองก็ต้องเลิกคิดลบกันเถอะค่ะ และยังทำให้สังคมเราเป็นสังคมที่มีความสุขด้วย  ตรงกันข้ามถ้าเรามีความสุขเครื่องสแกนสมองจะบอกได้เลยว่าสมองจะได้รับการบำรุงด้วยสารเคมีดีดีที่หลั่งออกมา ทำให้เราผิวพรรณดี อารมณ์แจ่มใส โครงสร้างเส้นใยสมองก็ได้รับการวางใหม่เรื่อยๆ ทำให้เราฉลาดขึ้น การวิจัยต่างๆ ยืนยันว่าเมื่อมีความสุข สมองจะชุ่มฉ่ำไปด้วยสารดีดีที่มาหล่อเลี้ยง เราพูดได้ว่า “คนมีความสุข คือ คนฉลาด”   ส่วนตัวแล้วชอบประเด็นข้างต้นนี้มากๆ เพราะมันเป็นการที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์สิ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ตรัสเอาไว้ว่า "สมาธิ ทำให้เกิดปัญญา" หรือ “สุขใดยิ่งกว่าใจหยุดใจนิ่งไม่มี” แสดงให้เห็นว่า เมื่อเราฝึกสมาธิจนในนิ่งสงบ จะเกิดความสุข และเมื่อมีความสุขสมองของเรา (เป็นส่วนทางกายภาพ) ก็ได้รับการบำรุงทำให้มีประสิทธิภาพ เรียนรู้เร็ว จำแม่น ท้ายที่สุดจึงเป็นคนมีปัญญา และฉลาด นี่เองเป็นการยืนยันว่า เมื่อกาลเวลาผ่านไปวิทยาศาสตร์ จะเป็นสิ่งยืนยันความจริงในพระพุทธศาสนา   คุณหนูดีอธิบายต่อว่า แต่ความเครียดในระยะสั้น จะให้ผลตรงข้าม คือ ทำให้สมองทำงานได้ดี เช่น ความเครียดอ่อนๆ ช่วงใกล้สอบ ทำให้เราอ่านหนังสือดีขึ้น จำแม่นขึ้น เพราะสารเคมีที่หลั่งออกมากรณีนี้คือ “อะดรีนาลิน” ช่วยกระตุ้นให้เราทำงานได้สำเร็จเร็วขึ้น อันนี้ก็เห็นด้วยสุดๆ สังเกตว่า เวลาจำอะไรหน้าห้องสอบนี่จะจำแม่นมากๆ ดังนั้นเราควรจะ “เรียนด้วยความสุข” ฝึกอารมณ์ดีกันบ่อยๆ จะได้ไม่เผลอไปมีอารมณ์ในทางลบนะคะ   นอกจากนี้อารมณ์นี้ยังทำให้มีอายุยืนอีกด้วยมีงานวิจัยยืนยันแม่ชีกลุ่มที่มีความคิดบวกมีอายุยืนถึง 94 ปี ได้ร้อยละ 54 แต่แม่ชีที่คิดลบ มีชีวิตอยู่เหลือเพียง 11 ปี ดังนั้นคุณหนูดีจึงเตือนตัวเองว่า ถ้ามีความคิดลบ มองคนอื่นไม่ดี เท่ากับเป็นการฆ่าตัวตายผ่อนส่ง คิดแบบนี้ก็ดีเหมือนกันค่ะ ดังนั้นอยากอายุยืนสุขภาพแข็งแรงก็คิดบวกกันนะคะ  แต่สำหรับบางคนมีความเห็นว่า มองโลกในแง่ดีเกินไปทำให้อาจจะประเมินสถานการณ์ต่างๆ ผิดไป อาจถูกหลอกเพราะไม่ระวัง ดังนั้นทางออกก็คือ การมองโลกตามความเป็นจริง...ไม่อยากจะบอกว่า ประเด็นนี้ก็ตรงกับคำสอนในพระพุทธศาสนาอีกแล้ว   สมองเรานั้นฝึกให้คิดบวกได้ค่ะ คุณหนูดีให้ขั้นตอนไว้ 9 ประการ 1) ให้ยอกรับว่าควาทุกข์ และความเครียดมีผลร้ายต่อสมองจริง 2) รู้จักพูดคำว่า “ไม่” เพื่อปฏิเสธสิ่งที่เราไม่ชอบ และไม่มีเวลา 3) นอนให้เพียงพอ คือ นอนอย่างน้อย 6 ชั่วโมง ถ้าต่ำกว่านั้น สารอินซูลินจะหลั่ง ทำให้เป็นโรคอ้วน และเบาหวานได้ง่าย โดยเน้นให้เราสร้างสภาวจิตใจของเราให้สงบก่อนนอน เช่น การฟังเพลงบรรเลงเบาๆ หรือ นั่งสมาธิ สวดมนต์ 4) ออกกำลังกายสม่ำเสมอ 5) สวดมนต์ และนั่งสมาธิประจำ มีงานวิจัยรองรับว่าการนั่งสมาธิทำให้ผู้ป่วยหายป่วยได้มากกว่าผู้ที่ไม่ได้นั่งสมาธิ สมาธิช่วยลดภาวะกังวล ผ่อนคลาย หลับดีขึ้น มีการสแกนสมองผู้ที่นั่งสมาธิจึงเห็นว่า กิจกรรมทางสมองลดลงกว่าปกติ และสมองส่วนหน้า พรีฟรอนทัลคอร์เท็กซ์ ที่เกี่ยวกับการวิเคราะห์ทำงานเต็มที่กว่าปกติ อย่างนี้เองสมาธิจึงทำให้คนฉลาด 6) เลี่ยงสารเคมีที่ทำร้ายสมอง คือ คาเฟอีน นิโคติน หรือสารเสพติด 7) ควรหาสารอาหารดีดีมาบำรุงสมอง เช่นพวก กลุ่มวิตามินบี  หรือ น้ำมันปลา 8) ให้ตารางเวลากับการหัวเราะทุกวัน หัวเราะให้ได้ทุกวันเกิดผลดีต่อชีวิตได้จริง   คุณหนูดีให้เทคนิคสำหรับคนที่มันจะจำแต่สิ่งที่ดีไว้ว่า ให้หาเรื่องดีๆ มาให้สมองเกาะเยอะๆ สมองจะได้มีพื้นที่สำหรับเรื่องเศร้าน้อยลงไปเองค่ะ แล้วก็แนะนำให้เล่มเกมส์ “เริ่มต้นที่ตอนจบ” คือ ให้หลับตาแล้วนั่งนิ่งๆ ถามตัวเองว่า “ชีวิตนี้ไม่ได้ทำอะไรแล้วจะเสียดายที่สุด และถ้าไม่ได้ใช้เวลากับใครแล้วจะเสียดายที่สุด” เมื่อเราตอบตัวเองได้ เราจะปรับวิถีชีวิตเพื่อที่ว่า ในปั้นปลายชีวิตเราจะได้มีความสุข เพราะตลอดชีวิตเราได้ถูกเติมเต็มแล้ว   คนเรามักมีทุกข์เพราะชีวิตล้มเหลว คุณหนูดีให้ข้อคิดว่า อัจฉริยบุคคลแทบทุกคนเคยล้มเหลวในชีวิต แต่ความล้มเหลวอาจไม่ใช่สิ่งตรงข้ามกับความสำเร็จและเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ เป็นส่วนผสมของกันและกันมากกว่า เพราะมีความล้มเหลวจึงได้สั่งสมความรู้และสำเร็จได้ในที่สุดนั่นเอง คุณหนูดีได้เล่าเรื่องของ เจ. เค. โรว์ลิง ซึ่งเป็นผู้แต่งนวนิยายชื่อก้องโลก “Harry Potter” ได้พูดไว้ว่า “มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะมีชีวิตอยู่โดยไม่เคยทำอะไรผิดพลาดเลยแม้แต่เรื่องเดียว ยกเว้นว่าคุณจะใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวังถึงขีดสุด ซึ่งนั่นก็แทบไม่ต่างการจากไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่ และนั่นถือว่าคุณได้ล้มเหลว ไปโดยปริยาย” ดังนั้นการจะมีความสุขได้ เราต้องรักและเข้าใจ ทำตัวเองให้มีความสุขให้ได้ก่อน แล้วจึงจะสามารถเผื่อแผ่ความรักไปยังคนอื่นได้   เคล็ดลับที่คุณหนูดีมักจะย้ำเสมอเรื่องสุขภาพ และความสุขคือ “การนอน” นอนเพียงพอจะทำให้สุขภาพดี สมองปลอดโปร่ง และมีความสุข พบมีงานวิจัยพบว่า การนอนกลางวันมีประโยชน์มาก ช่วยให้หน้าอ่อนวัน อัตราการผลัดผิวเป็นไปอย่างดี และสำหรับเรื่องความรัก จะรักให้มีความสุขต้องใช้ทั้งหัวใจ และสมองควบคู่กัน เพื่อให้เราไม่พลาดหากจะตัดสินใจเลือกใครสักคน หัวใจหลักคือ การมีความสนใจ และเป้าหมายชีวิตร่วมกัน คนที่เป็นคู่รักยืนยาวนั้นจะเป็นเพื่อนแท้ของกันและกันด้วย เพราะความรู้สึกตื่นเต้นคงมีเพียงแค่เริ่มต้นเท่านั้น แต่สิ่งที่จะยืนยาวคือ มิตรภาพนั่นเอง   สุดท้ายคุณหนูดีแนะให้เรามองเห็นสิ่งธรรมดารอบตัวเราให้เป็นสิ่งที่มหัศจรรย์ เพราะเราเห็นทุกสิ่งรอบตัวเป็นเรื่องปกติ แต่วันหนึ่ง ถ้าสิ่งปกติที่มีไม่ปกติอีกต่อไป เช่น ร่างกายไม่สมบูรณ์ หรือ ถ้าวันหนึ่งคนรอบตัวเราได้จากโลกนี้ไป สิ่งที่ปกตินี้จะเป็นสิ่งที่มีค่ามาก ดังนั้นให้เราตระหนักรู้ว่าทุกสิ่งรอบตัวที่เรามีคือ สิ่งมหัศจรรย์ แล้วเราจะให้ชีวิตกับผู้คนรอบตัวอย่างมีความสุขทุกวัน แต่ถ้าเราทำอะไรผิดพลาดบ่อยๆ คนรู้สึกหงุดหงิดตัวเอง ก็ให้เราเลิกโทษตัวเองไดแล้ว และหันมาคิดในเชิงบวก เพื่อไม่ให้ผิดซ้ำอีก หรือ หากว่าเรามีความคาดหวัง ตั้งเป้าอะไรไว้ใหญ่โต คือ มีกล่องความสุขที่ใหญ่ ต้องรอเติมทุกอย่างให้เต็มจึงจะสุขได้ ก็ให้ “ลดขนาดกล่อง” ลงซะจะง่ายกว่า ทำให้เรามีความสุขได้ง่ายๆ ทุกวัน และเต็มเปี่ยมตลอดเวลา สุดท้ายคุณหนูดีทิ้งท้ายไว้ว่า “ เคล็ดลับความสุขง่ายๆ นั้นไม่มาก...ไม่ยาก แค่รู้ในสิ่งที่ต้องการ รับในสิ่งที่ใช่ ไขว่คว้าในสิ่งที่คิดแล้วว่าเหมาะสม และปฏิเสธในสิ่งที่ไม่ใช่ หรือ เกินจำเป็น ฟังดูเหมือนง่าย เหมือนธรรมดา ไม่มาก และไม่ยาก แต่สิ่งธรรมดา คือ สิ่งที่พิเศษที่สุดแล้วไม่ใช่หรือคะ”   ส่วนตัวแล้วคิดว่าเราชาวพุทธโชคดีนักหนาคือ คำสอนในพระพุทธศาสนาล้วนสอนให้มนุษย์มีความสุขทุกเวลา ด้วยการมีสติ ปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่น เข้าใจกฎแห่งกรรม ดังนั้นเราจึงไม่ต้องไปนั่งเข้าเรียน “วิชาความสุข” เหมือนนักศึกษาต่างประเทศ เพราะเขาไม่รู้จริงๆ ว่าจะทำอย่างไรให้มีความสุข เรามาเริ่มลงมือสร้างความสุขให้ตัวเองนับแต่วินาทีนี้เลยนะคะ...ขอให้ผู้อ่านทุกคนมีแต่รอยยิ้มที่เปี่ยมสุขค่ะ   ปล. ยังมีรายละเอียดที่น่าสนใจ และเป็นประโยชน์อีกมากลองหาอ่านกันนะคะ  

    Views 4,411 
  • สันติสุขทุกลมหายใจ

    สันติสุขทุกลมหายใจ   หนังสือเล่มนี้มีชื่อที่กระชับ แต่ได้ใจความเห็นชื่อหนังสือแล้วชวนให้เปิดอ่านเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะมีสันติสุขทุกลมหายใจได้อย่างไร...หนังสือเล่มนี้เขียนโดยท่านติช นัท ฮันห์ แปลโดย  จิตร์ ตัณฑเสถียร สำนักพิมพ์ฟรีมาย์ ท่านติช นัท ฮันห์ เป็นพระชาวเวียดนาม ในฝ่ายมหายาน มีผลงานที่เคยออกสู่สาธารณะมาแล้ว โดยได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เช่น ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ ซึ่งท่านได้เขียนเอาไว้เมื่อ 35 ปีก่อน หลังจากนั้นอีก 15 ปี หนังสือชื่อว่า สันติภาพทุกย่างก้าว จึงได้ออกมาเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้คนอีกครั้ง   เรื่องของลมหายใจนี้เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับเราอยู่ตลอดเวลา จนตลอดชีวิต เมื่อใดหมดลมหายใจเมื่อนั้นเราก็หมดโอกาสการใช้ชีวิตในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ชีวิตนั้นแสนสั้นดังนั้นในระหว่างที่เรายังมีชีวิตอยู่เราควรใช้ชีวิตให้มีความสุข ยิ่งถ้าความสุขนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ในทุกลมหายในยิ่งเป็นสิ่งที่เราพึงเรียนรู้ และนำมาฝึกปฏิบัติ   ในหนังสือเล่มนี้เน้นให้ผู้อ่านอยู่กับปัจจุบันในทุกลมหายใจ มีสติกำกับลมหายใจตลอดเวลา ไม่ยึดติดกับอดีต ไม่กังวลกับอนาคต เมื่อเราอยู่กับปัจจุบันความสุขจึงเกิดขึ้น แต่ในความเป็นจริงเรามักเผลอปล่อยใจไปติดข้องในเรื่องต่างๆ แล้วเกิดอารมณ์ในทางลบขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความกังวล เศร้า อาลัยอาวรณ์ หรือแม้แต่ความโกรธ ดังนั้นสิ่งที่เราควรฝึกฝนคือ จะทำอย่างไรให้เรามีสติระลึกรู้อยู่กับลมหายใจได้ตลอดเวลา หากเราทำได้ดังนี้ ความสุขก็จะเกิดกับเราในทุกลมหายใจ   โดยท่านติช นัท ฮันห์ ได้นำการฝึกสติมาผสานกับกิจวัตรประจำวันของเรา ทำให้เราสามารถฝึกสติได้ตลอดเวลา โดยไม่จำเป็นต้องหลีกเล้นไปปฏิบัติธรรมแต่เพียงอย่างเดียว เพราะคงไม่ง่ายนักที่เราลางาน และจะจัดเวลามาฝึกสติได้อย่างต่อเนื่องเป็นเดือน เป็นปี...ท่านติช นัท ฮันห์ รู้ข้อเท็จจริงข้อนี้ท่านจึงได้สอนให้ฝึกสติด้วยลมหายใจในทุกกิจกรรมที่เราทำตลอดทั้งวัน ซึ่งวิธีนี้ทำให้เราสามารถฝึกสติได้อย่างต่อเนื่องโดยที่ไม่กระทบกับงานมากมายที่เราต้องรับผิดชอบ และเมื่อเรามีสติ รู้ตัว ตื่นเต็มอยู่กับกิจกรรมต่างๆ ที่กำลังทำ อยู่ในปัจจุบันขณะ ก็จะพบกับความสุข โล่ง โปร่ง เบาสบาย และผ่อนคลาย   วิธีการของท่านนั้น ในยามปกติให้มีสติและความรู้สึกในเชิงบวกตลอดทุกลมหายใจเข้า และลมหายใจออกเมื่อผนวชเข้ากับกิจกรรมต่างๆ พร้อมกับ “คาถา” ประกอบการทำกิจกรรมเพื่อให้เกิดความรู้สึกในเชิงบวก และทำให้เราตระหนักถึงความสุขที่แท้จริงที่อยู่กับตัวเราตลอดเวลา เช่น เมื่อเราแปรงฟันให้เราระลึกว่าดีแค่ไหนที่เรายังมีฟันให้แปรง และมีสติกับกิจกรรมนั้นๆ  หรือ เมื่อเราดื่มน้ำ ก็ให้เรารู้สึกขอบคุณธรรมชาติที่ยังหล่อเลี้ยงชีวิตเรา   ในยามที่เกิดปัญหาที่ทำให้ใจเราหลุดจากปัจจุบันขณะ และ หมองเศร้า ให้เราสูดลมหายใจเข้าอย่างมีสติ รับรู้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น แล้วหายใจออกนำปัญหาเหล่านั้นให้ออกไปกับลมหายใจ แล้วไม่นำปัญหาต่างๆ เหล่านั้นมาสั่งสมในจิตใจอีก วิธีนี้จะทำให้เรามีสติพร้อมรับมือกับการแก้ไขปัญหา