Follow Us

Story We Share

STORY BY Sasha (Master)

ปลุกพลังความคิดบวก

Print February 22, 20133,193 views , 0 comments

ปลุกพลังความคิดบวก

 

วันนี้ขอเสนอหนังสือที่นำเสนอแนวคิดที่จะทำให้เรามีพลังในชีวิตมากขึ้น คือ “ปลุกพลังความคิดบวก” เล่มนี้เขียนโดย           คุณสิริลักษณ์ ตันศิริ  ซึ่งเธอเป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ และได้เขียนหนังสือแนวนี้มาแล้วซึ่งเล่มนี้เป็นเล่มที่ 3 ของสำนักพิมพ์ Busy-Day

 

หนังสือเล่มนี้เน้นเรื่องของการ “ปลุกพลังความคิดบวก” เพราะความคิดเป็นสิ่งที่ทรงพลัง เป็นได้ทั้งพลังสร้างสรรค์ และการทำลาย ถ้าเรามีความคิดดี คิดบวก และมีแรงบันดาลใจเพิ่มขึ้น ชีวิตจะเต็มไปด้วยความสดใส ผู้เขียนให้แนวการสร้างพลังคิดบวกไว้หลายประเด็น โดยแบ่งเป็นประเด็นย่อยๆ กว่า 60 บท โดยสิ่งที่ผู้เขียนเน้นมาตลอดคือ “การลงมือทำ”  ดิฉันขอยกตัวอย่างบางประเด็นที่น่าสนใจมาแชร์กันนะคะ

 

อย่างแรกเลยความคิดเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ถ้าคิดดี ชีวิตก็ดี คิดต่าง ชีวิตจึงต่าง และ ถ้าอยากสำเร็จก็ให้คิดแบบคนสำเร็จ พูดง่ายๆ คิดอะไรก็ได้อย่างนั้นค่ะ ให้เริ่มต้นที่ความคิด “ถ้าคุณไม่คิด ที่อยากจะมี หรือ อยากจะทำ หรืออยากจะได้ คุณก็จะไม่ได้” ผู้เขียนยกตัวอย่างประกอบว่า ถ้าไม่คิดจะมีบ้านใหม่ ก็จะมีบ้านหลังเดิม ถ้าไม่คิดจะเปลี่ยนงาน ก็จะยังคงทำงานเดิม เป็นต้น

 

ให้เราใช้ชีวิตแบบ Active ไม่ใช่ Passive คือ ใช้ชีวิตแบบเป็นผู้กำหนด ควบคุมเอง ไปในทิศทางที่คุณต้องการจะได้ ไม่ใช่ปล่อยให้สถานการณ์ หรือใครๆ นำพาไปเรื่อยอย่างไร้จุดหมาย “ คิด จดจ่อ ลงมือทำ ได้รับผล”  และที่สำคัญที่ผู้เขียนได้แนะนำไว้คือ การ Focus ให้ถูกจุด ถ้าไม่ตรงจุดเราก็ไม่สำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ เพราะมัวแต่จะออกนอกเส้นทาง  โดยวิธีที่จะเช็คว่าขณะนี้เรา Focus ได้ถูกจุดหรือไม่ผู้เขียนแนะว่า ให้การถามตัวเองบ่อยๆ อย่างน้อยก็ทุกเช้าว่า

  1. เป้าหมายที่สำคัญสำหรับฉันตอนนี้คืออะไร
  2. วันนี้ฉันจะลงมือทำอะไรบ้าง

ที่สำคัญเมื่อถามแล้ว ตอบคำถามแล้วให้ลงมือทำตามนั้นด้วย แล้วจะเข้าใกล้เป้าหมายเร็วว่าที่คิด แต่ถ้าใครยังไม่รู้เป้าหมายของตนเองให้รีบค้นหาโดยเร็ว เพราะอนาคตของเรานั้นจะเป็นอย่างไรก็ขึ้นกับสิ่งที่เราทำในปัจจุบันนี้ในทุกๆขณะ “อนาคตต้องสร้างให้เกิดด้วยมือเรา ไม่ใช่ปล่อยให้มันเกิด” ผู้เขียนให้แนวทางในการจับแง่คิดให้เราลงมือทำ และ สร้างอนาคตในอย่างที่เราอยากเป็น ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายๆ คนอาจลืมคิดไปนะคะ

 

สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นอุปสรรค์ของมนุษย์คือ “เราเป็นมนุษย์ปฏิกิริยา” เพราะมนุษย์มักจะทำอะไรตามความคุ้นชินโดยอัตโนมัติ ซึ่งมักเป็นไปในแง่ลบเสมอ ดังนั้นผู้เขียนจึงให้เราตั้งสติพิจารณาให้ดี “เรา นี่แหละ เป็น เหตุ ส่วนหนึ่งของ ผล ที่เรากำลังได้รับ” ให้เราทำอะไรอย่างมีสติ เลือกในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับเรา และเมื่อเลือกแล้วต้องยอมรับผลลัพธ์นั้นด้วย

 

การที่ใครสักคนจะสำเร็จได้นั้น ต้องแลกมาด้วยการฝึกฝนตนเองอย่างหนัก เข้มงวด มีระเบียบวินัย มุ่งมั่น ทุ่มเท อดทน พากเพียร พยายาม เพื่อที่จะประสบความสำเร็จ ดังนั้น ต้องถามตัวเองว่า อยากสำเร็จ ต้องยอมแลกกับสิ่งเหล่านี้จะยอมหรือไม่ ถ้าคำตอบคือ ยอมแลก ก็ให้มุ่งมั่นทำตามเป้าหมายอย่างไม่ต้องลังเล...ไม่มีอะไรได้โดยไม่แลกด้วยความพยายามหรอกค่ะ ประเด็นนี้ผู้เขียนเตือนสติเราได้ดีมากค่ะ เพราะจะทำให้เราเตรียมใจให้พร้อมกับความเหนื่อยยากก่อนที่จะได้รับผลสำเร็จนั้น โดยวิธีการคือ ให้นำตัวเองออกมาจาก Comfort Zone เพื่อขยายขีดความสามารถ และระดับความสำเร็จต่อไป

 

อุปสรรคอีกอย่างคือ ความกลัว ทำให้เราไม่กล้าที่จะสำเร็จ และเมื่อเราไม่กลัวซะแล้ว ความกล้าหาญจะเกิดขึ้น ในที่สุดความสำเร็จจะตามมา นอกจากนี้อดีตเป็นสิ่งที่เราไม่ควรจะกังวลมากนัก เพราะอดีตที่ผิดพลาดบางทีอาจเป็นตัวปิดกั้น หยุดยั้งสิ่งที่เราอยากทำให้อนาคต ดังนั้นผู้เขียนแนะนำให้เรา “ทำอนาคตให้ว่างจากอดีต ตั้งแต่บัดนี้ เพราะในความว่าง อะไรก็เกิดขึ้นได้”  และเรายังควรฝึกแยกแยะเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นว่า อะไรคือสิ่งที่เกิดขึ้น อะไรเป็นสิ่งที่เราปรุงแต่งเอง เพราะความคิดปรุงแต่งมักเป็นในทางลบเสมอ ดังนั้นให้มีสติเตือนตนให้เร็วไม่ใช้อยู่กับความคิดปรุงแต่ง

 
ส่วนสิ่งที่ต้องระวังซึ่งผู้เขียนเตือนไว้ก็คือ “สิ่งที่คุณคิด พูด เห็น หรือทำบ่อยๆ มันจะกลายเป็นนิสัย และมันจะกลายเป็นการโปรแกรมตัวคุณเองแบบอัตโนมัติ โดยที่คุณไม่รู้ตัว!” ใช่แล้วค่ะ ระวังนะคะ ถ้าเรามัวแต่คิดว่า เราไม่เก่ง สู้ใครเขาไม่ได้ มันก็จะโปรแกรมตัวคุณให้เป็นแบบนั้นจริงๆ ดังนั้น หมั่นโปรแกรมตัวคุณใหม่ในทางบวก ซึ่งผู้เขียนเรียกว่า “Input = Output” เช่น out put คือ อยากเป็นคนน่ารัก สดใส เราก็ต้องใส่ Input 3 ระดับคือ 1. โปรแกรมตัวเองว่า ฉันเป็นคนน่ารัก สดใส 2. จินตนาการเห็นภาพตัวเองเป็นคนน่ารัก สดใส และ 3. หมั่นยิ้มบ่อยๆ  ทำไปเรื่อยๆ ตัวเราก็จะกลายเป็นคนน่ารัก สดใสในที่สุด

 

กฎที่น่าสนใจข้อหนึ่งที่ผู้เขียนนำเสนอคือ “กฎการดึงดูดนำชักพา” คือ คลื่นพลังงานอะไรก็แล้วแต่ที่ใกล้เคียงกันจะดึงดูดกัน  ยกตัวอย่างเช่น คนที่คิดบวก จิตใจเบิกบาน วัดคลื่นพลังงานจากสมองจะเห็นคลื่นพลังงานบวกที่สูงมาก คลื่นเหล่านี้จะไปดึงดูดคลื่นประเภทเดียวกันเข้ามาในชีวิตจึงได้พบเจอแต่เหตุการณ์ดีๆ ตรงกันข้ามกับคนที่คิดลบ ท้อแท้กับชีวิต เขาเหล่านี้จะส่งคลื่นพลังงานที่เป็นลบออกมา แล้วก็จะไปดึงดูดเหตุการณ์ร้ายๆเป็นประจำ ดังนั้น คิดแต่สิ่งที่ดีและเป็นบวกนะคะ อีกอย่างคือ ให้เราเลิกบ่น เพราะการบ่นเป็นการส่งสัญญาณการคิดลบเข้ามาในสมองค่ะ

 

สำหรับเส้นทางความสำเร็จนั้น คือ ให้เราหมั่นชมตนเองแม้เรื่องเล็กน้อย ไม่กลัวที่จะลองทำอะไรใหม่ๆ อย่าติดกับกรอบเก่าๆ หมั่นหาความรู้ให้ตนเองเสมอๆ มีความพยายามไม่สิ้นสุด และให้เราทำดีต่อไป ที่สำคัญหมั่นชำระใจให้ใสสะอาดอยู่เสมอค่ะ

 

โดยสรุปแล้วหนังสือเล่มนี้ได้กระตุ้นให้เราให้ความสำคัญกับเรื่องของความคิด เพราะความคิดที่ถูกต้องเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความสำเร็จในชีวิต ดังนั้น ให้เราหมั่นคิดบวกเอาไว้นะคะ หลักง่ายๆ คิดดี พูดดี ทำดี เพียงเท่านี้สิ่งดีๆ ก็จะสะท้อนกลับมาหาเราค่ะ

 

 

Tag : positive thinking power

Comments to this story

Write a comment


1.  views readmore
ALL Most Viewed
ALL TOP Rated
1.  comments readmore
ALL Most Comment