Follow Us

Story We Share

STORY BY Sasha (Master)

เรื่องของที่สุด

Print March 25, 20141,364 views , 0 comments

เรื่องของที่สุด

 
ได้อ่านเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องของ “ที่สุด” ในแง่มุมต่างๆ กัน เมื่ออ่านแล้วบางข้อก็รู้สึกเห็นด้วย แต่บางข้อก็ไม่แน่ใจว่ามันใช่...หรือไม่...แต่โดยรวมแล้วเมื่ออ่านแล้วก็ได้ประโยชน์ ทำให้เราได้หันกลับมาทบทวนตัวเองได้มากขึ้น และทำให้เห็นมุมมองที่น่าสนใจค่ะ...เรามาลองดูกันว่าแล้วคุณผู้อ่านเห็นด้วยหรือไม่อย่างไร
ใครบางคนกล่าวไว้ว่า ศัตรูที่ร้ายกาจที่สุดของชีวิตของเรา คือ ตัวเราเอง
ความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิตเรา คือ ความอวดดี
ความเขลายิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิตของเรา คือ การเชื่อคนง่าย
ความเศร้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ความอิจฉา
ความผิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ การทอดทิ้งตัวเอง
บาปที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ การหลอกตัวเอง
อารมณ์ที่น่าสงสารที่สุด คือ การทำตนให้ต่ำลง
ชีวิตที่น่าสรรเสริญที่สุด คือ การเลือกทางแห่งความก้าวหน้า
การล้มละลายของการดำเนินชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ความท้อแท้ใจ
สมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการดำเนินชีวิต คือ การมีสุขภาพที่ดี
หนี้แห่งการดำเนินชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือหนี้ของความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
การให้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ การให้อภัย
ความไม่สมบูรณ์ที่สุดของการดำเนินชีวิต คือ การไม่รู้จริง
ความพอใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการดำเนินชีวิต คือ การให้ทาน
 
โดยส่วนตัวแล้วศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ตัวเราเองนั้น ก็มีส่วนถูกนะคะ เพราะตัวของเราถ้ามีความคิด คำพูด และการกระทำที่ไม่ถูกต้อง สุดท้ายแล้วก็จะพาให้ชีวิตเราหายนะ แต่ในทางกลับกันหากว่าเรามีทัศนคติ มุมมอง ทั้งความคิด คำพูด และการกระทำที่ถูกต้อง ทำแต่สิ่งที่ดีงามตัวของเราเองก็จะเป็นมิตรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเช่นกัน
 
ความล้มเหลวที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ความอวดดี อันนี้เห็นด้วยค่ะ เพราะความอวดดี มันจะมาพร้อมกับความโง่เขลา...คิดว่าตัวเองเก่งแล้ว ดีแล้ว อยู่เหนือคนอื่นเขาไปหมด จึงพยายามที่จะอวดความดีนั้น เป็นกิริยาที่เรียกว่า “อวดดี” แต่หากมีดีจะอวดก็พอจะเข้าใจได้ค่ะ แต่คนเก่งส่วนใหญ่จะมีถ่อมตนและคิดอยู่เสมอว่าตัวเราเองยังต้องพัฒนาปรับปรุงให้ยิ่งๆ ขึ้นไป จึงมักจะไม่อวดดี ดังนั้น คนที่อวดดีโดยมากจึงเป็นคนที่ยังไม่เก่งจริง แต่คิดว่าตนเองเก่งแล้ว จึงพยายามจะอวดความไม่มีอะไรในตัวเองออกไป ผลสุดท้ายจึงไม่เป็นที่ยอมรับของคนรอบข้าง และได้ความล้มเหลวมาเป็นรางวัลค่ะ
 
ความเขลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ การเชื่อคนง่าย...ข้อนี้ไม่ค่อยเห็นด้วยสักเท่าไหร่ค่ะ การที่เราเชื่อคนง่ายนั้น อาจจะเป็นเพราะเรามีจิตใจที่ดีงาม ไม่คิดร้ายกับใคร จึงไม่คิดว่าจะมีใครมาหลอกเรา หากผู้นั้นเชื่อคนง่าย แต่โดยส่วนตัวแล้วไม่ได้ไปทำร้านเบียดเบียนใครให้เดือดร้อน ในขณะเดียวกัน รู้จักให้อภัย และถอยห่างจากคนพาลเหล่านั้น ก็ไม่น่าจะเป็นความเขลาแต่อย่างใด...ความเขลาที่แท้จริงส่วนตัวแล้ว คือ ความไม่รู้จักตัวเอง หรือ ประเมินตัวเองมากกว่า ว่าวันนี้เราเป็นคนดีได้มากน้อยแค่ไหน...เพราะการที่เราทำตนให้เป็นคนไม่ดี หมั่นเอาเปรียบ หาผลประโยชน์จากคนรอบตัว นั่นก็คือ การทำร้ายตัวเองทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะท้ายที่สุดก็จะหาความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตไม่ได้เลย...นี่ต่างหากเป็นความเขลาที่แท้จริง เขลาที่ไม่รู้จักมองตัวเองอย่างเที่ยงตรง...เมื่อมองตัวเองไม่เห็น จึงพัฒนาตัวเองไม่ได้เลย
 
ความเศร้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ อิจฉา  อันนี้เห็นด้วยนะคะ เพราะความอิจฉา คือการที่เรามองไม่เห็นความดีของคนอื่น แทนที่จะยินดีในความดีของเขาก็กลับรู้สึกอิจฉา...อีกนัยยะหนึ่งทำให้เห็นว่าผู้นั้นมองหาสิ่งดีๆในตัวเองไม่ได้เลย เพราะหากรู้คุณค่าของตัวเองจะเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองจนและไม่รู้สึกอิจฉาใคร ยิ่งอิจฉามากเท่าไหร่ตัวของผู้นั้นก็ยิ่งลดคุณค่าลงเท่านั้น จิตใจหม่นหมองที่เห็นผู้อื่นได้ดีนั้น ไม่เคยเกิดผลดีกับผู้ที่อิจฉาเลย เพราะเป็นความคิดที่เผาผลาญจิตใจตัวเองเท่านั้น ดังนั้นความอิจฉาจึงเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามากๆ ค่ะ
 
ความผิดที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ การทอดทิ้งตัวเอง...อันนี้น่าจะเป็นเรื่องของการไม่รักตัวเอง ไม่ใส่ใจตัวเองซึ่งก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำนะคะ น่าจะเป็นความผิดได้แต่ยิ่งใหญ่ที่สุดรึเปล่า...ประเด็นนี้ไม่แน่ใจ ส่วนบาปที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ การหลอกตัวเอง....ข้อนี้ไม่ค่อยเห็นด้วยค่ะ เพราะการหลอกตัวเองนั้นทุกคนน่าจะรู้ดีว่า เป็นสิ่งที่ไม่ควรจะปล่อยให้เกิดขึ้นกับตัวเอง แต่โดยมากผู้ที่หลอกตัวเองมักไม่รู้ตัวว่ากำลังตัวเองอยู่ แต่เป็นลักษณะว่าคิดเข้าข้างตัวเองมากเกินกว่าความเป็นจริง หรือ ทำใจยอมรับความจริงที่ประสบพบเจอไม่ได้...ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเห็นใจค่ะ แต่ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นบาปอะไร ตราบเท่าที่ไม่ได้ทำให้ตัวเอง และคนอื่นเดือดร้อนเสียหายนะคะ
 
อารมณ์ที่น่าสงสารที่สุด คือ การทำตนให้ต่ำลง...อันนี้ก็เห็นด้วยนะคะ เพราะจริงๆ แล้วไม่มีใครสามารถทำให้เราตกต่ำได้ ถ้าเราไม่ดูถูกตัวเอง ต่อให้คนทั้งโลกกล่าวหาว่าเราต้อยต่ำเพียงใด (อาจจะเป็นเพราะมีฐานะทางเศรษฐกิจที่ไม่ได้ร่ำรวย หรือยากเข็ญ) แต่หากเราเป็นคนดี มีน้ำใจ และรู้จักคุณค่าของตนเองแล้ว ก็ไม่มีใครจะทำให้เราตกต่ำได้ ยกเว้นเสียแต่ว่าเราจะคล้อยตามคนเหล่านั้นที่ไม่ได้รู้จักเราดี และเริ่มที่จะดูถูกตัวเอง เพราะเมื่อเรายอมรับแบบนั้น นั่นเท่ากับว่าเราได้กลายเป็นคนต้อยต่ำไปแล้วจริงๆ ส่วนชีวิตที่น่าสรรเสริญที่สุด คือ การเลือกทางแห่งความก้าวหน้า...ข้อนี้เห็นด้วยอีกล่ะค่ะ เพราะตราบใดที่เรารักความก้าวหน้า ย่อมน่าสรรเสริญ แต่เราต้องแยกให้ออกนะคะ ระหว่างความก้าวหน้าทางการงานอาชีพ ความก้าวหน้าด้านครอบครัว และความก้าวหน้าด้านศีลธรรม ควรจะมีความก้าวหน้าทั้ง 3 อย่างนี้ให้ครบถ้วน ใช้ชีวิตให้สมดุล เพราะขาดข้อใดข้อหนึ่งไปแล้วนั้นหมายถึงเรายังไม่มีความก้าวหน้าในชีวิตอย่างแท้จริงค่ะ
 
การล้มละลายของการดำเนินชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ความท้อแท้ใจ...ข้อนี้คล้ายๆ กับการดูถูกตัวเอง ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น เพราะเมื่อไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง ไม่เชื่อมั่นในตัวเองแล้ว เกิดความท้อแท้หมดหวัง นั่นเท่ากับว่าเราได้ทำร้ายตัวเองไปโดยปริยาย และไม่มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จแม้แต่เพียงนิดเดียวเพราะ เราไม่มีกำลังใจจะทำอะไรแล้วนั่นเอง...ส่วนสมบัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการดำเนินชีวิต คือ การมีสุขภาพที่ดี...อันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่ง “ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ” ให้มีพร้อมทุกอย่างแต่ร่างกายไม่แข็งแรง ต้องนอนอยู่บนเตียงตลอดเวลา นั่นหมายถึง เราก็ไม่สามารถสร้างสรรค์อะไรได้เลยค่ะ หมั่นรักษาสุขภาพนะคะ
 
หนี้แห่งการดำเนินชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ หนี้ของความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน...ข้อนี้ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่ โดยส่วนตัวคิดว่า ความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกันไม่น่าจะเป็นหนี้อะไร แต่เป็นความดีที่เพื่อนมนุษย์ควรพึงกระทำให้กัน ช่วยเหลือกัน จะทำให้โลกใบนี้น่าอยู่ขึ้นอีกเยอะเลย ส่วนการให้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ การให้อภัย...ข้อนี้ก็เห็นด้วยค่ะ หากเราให้อภัยได้แม้แต่ศัตรูเราเอง นั่นหมายถึง เรื่องติดค้างในใจเราจะได้รับการปลดปล่อยไปจนหมด และในที่สุดเราก็จะเหลือแต่ใจที่สบาย สุดท้ายจิตใจก็สงบ มีแต่ความสุขไม่ต้องคอยหวาดระแวงหรือ หงุดหงิดใจในเรื่องใดๆ ทั้งสิ้นค่ะ
 
ความไม่สมบูรณ์ที่สุดของการดำเนินชีวิต คือ การไม่รู้จริง...เรื่องนี้ไม่ค่อยแน่ใจว่าการไม่รู้จริง คือ ความไม่สมบูรณ์รึเปล่านะคะ แต่การไม่รู้นั้นสำคัญที่ว่า “เรารู้ตัวไหมว่าเราไม่รู้” ถ้ารู้ตัวว่าไม่รู้ ถือว่าคุณยังจะมีความเจริญก้าวหน้าในชีวิตได้อีกมากมาย เพราะคุณจะหมั่นพัฒนาตัวเองอยู่เรื่อยๆ แต่หากว่าไม่รู้ว่าตัวเองไม่รู้ นั่นคือ ความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงของชีวิตเรานะคะ เพราะเราจะไม่ฟังใคร ไม่ว่าใครจะนำเอาความรู้อะไรถ่ายทอดให้ ก็ไม่สามารถรองรับได้ เพราะคิดว่ารู้แล้ว ดังนั้นจึงไม่สามารถพัฒนาตัวเองได้เลย และยากที่จะประสบความสำเร็จ...ความพอใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของการดำเนินชีวิต คือ การให้ทาน...ข้อนี้คิดว่าไม่น่าจะใช้คำว่าความพอใจ เพราะความพอใจของแต่ละคนไม่เหมือนกันค่ะ แต่การให้นั้นเป็นสิ่งประเสริฐอย่างแน่นอน ถ้าสังคมเรามีแต่การให้และการแบ่งปัน ก็จะเป็นสังคมที่น่าอยู่อย่างมาก
 
สุดท้ายนี้อยากฝากไว้ง่ายๆ ค่ะ สำหรับหลักการในการดำเนินชีวิตให้มีความสุข...แค่ยึดมั่นใจการดำรงตนเป็นคนที่ดี อ่อนน้อม ถ่อมตน เปิดใจรับฟังคนรอบข้าง รู้จักมองให้เห็นคุณค่าของตัวเอง และคนรอบข้าง และไม่คิดทำให้ใครเดือนร้อน ตรงกันข้ามถ้าสามารถเป็นที่พึ่งให้กับคนรอบข้างได้ก็เยี่ยมเลยค่ะ...ขอให้ทุกท่านมีความสุข ประสบความสำเร็จในชีวิต และเป็นที่รักของทุกๆ คนนะคะ
 
ขอบคุณภาพจากเว็บไซต์ http://www.behappylifecoach.com/category/be-happy/
 
Tag : หลอกตัวเอง บาป ประสบความสำเร็จ เศร้า มีความสุข ท้อแท้ใจ เห็นอกเห็นใจ น่าสงสาร เขลา ศัตรู

Comments to this story

Write a comment


1.  views readmore
ALL Most Viewed
ALL TOP Rated
1.  comments readmore
ALL Most Comment